- หน้าแรก
- ระบบตื่นก่อนสี่ปี แต่สิ่งลี้ลับยังเป็นแค่ตัวอ่อน
- บทที่ 30 - รสนิยมพี่ชายแอบฮาร์ดคอร์ไปหน่อยนะ
บทที่ 30 - รสนิยมพี่ชายแอบฮาร์ดคอร์ไปหน่อยนะ
บทที่ 30 - รสนิยมพี่ชายแอบฮาร์ดคอร์ไปหน่อยนะ
บทที่ 30 - รสนิยมพี่ชายแอบฮาร์ดคอร์ไปหน่อยนะ
"แย่แล้ว!" เสิ่นเกอมีสีหน้าเคร่งเครียด
เติ้งอวี้ฉี: ?
"ลืมหยิบผักดองมาด้วย! ข้าวกล่องพอไม่มีผักดอง ข้าวก็หมดความอร่อยไปในพริบตาเลย เฮ้อ" เสิ่นเกอถอนหายใจออกมาด้วยความหดหู่ใจสุดๆ
เติ้งอวี้ฉีขี้เกียจจะสนใจเสิ่นเกออีก เธอถือข้าวกล่องเดินตรงดิ่งไปยังห้องชันสูตรทันที
เสิ่นเกอมองลึกเข้าไปในทางเดินที่สว่างไสวด้วยแสงไฟนีออน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น...
ห้างสรรพสินค้าทอมที่มีสิ่งวิปริตระดับ 7 เพ่นพ่านอยู่คือเขตปนเปื้อนระดับพิเศษ ส่วนที่นี่คือเขตปนเปื้อนระดับสูง ซึ่งหมายความว่าอย่างน้อยก็ต้องมีสิ่งวิปริตระดับห้าหรือระดับหกเพ่นพ่านอยู่
สิ่งวิปริตระดับห้าหรือระดับหกในอีกสี่ปีข้างหน้า ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็ต้องมีระดับหนึ่งหรือระดับสองเป็นอย่างน้อยแล้ว
เป็นสิ่งวิปริตที่หน่วยรับมือเหตุพิเศษ "เลี้ยง" เอาไว้เพื่อสร้างอุปกรณ์พลังงานวิปริต หรือว่าเป็นสิ่งวิปริตที่ถูกผนึกเอาไว้จากเหตุการณ์สิ่งวิปริตที่จัดการไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมากันแน่
แต่สิ่งที่ทำให้เสิ่นเกอสนใจมากที่สุดก็คือคำว่า "สำนักงานใหญ่สิ่งวิปริต"
ระบบมีช่วงเวลาห่างกันสี่ปี หมายความว่าหน่วยรับมือเหตุพิเศษในอีกสี่ปีข้างหน้าได้ตกเป็นสำนักงานใหญ่ของสิ่งวิปริตไปแล้ว และคำว่า "สำนักงานใหญ่" นี้นั้น เห็นได้ชัดว่ามีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่
ระบบเคยแจ้งเตือนว่าพื้นที่ที่มีสิ่งวิปริตโผล่ออกมาจำนวนมากคือ "รังสิ่งวิปริต" ต่อให้เป็นห้างสรรพสินค้าทอมก็ยังแจ้งเตือนว่าเป็น "รังของสิ่งวิปริตระดับ 7"
แต่สำนักงานใหญ่นี่...
มันหมายความว่าสิ่งวิปริตที่มีสติปัญญาได้ยึดครองหน่วยรับมือเหตุพิเศษไปแล้วงั้นเหรอ
ตั้งแต่เสิ่นเกอปลุกระบบให้ตื่นขึ้นมา นอกจากลุงหวังที่มีคุณลักษณะ "สามเศียรหกกร" แล้ว สิ่งวิปริตที่เขาเจอก็แทบจะเป็นสัตว์ทั้งนั้น
ถ้าคนกลายเป็นสิ่งวิปริตแล้วยังคงรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ นั่นถือเป็นข้อมูลระดับระเบิดภูเขาเผากระท่อมเลยทีเดียว!
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด เสิ่นเกอก็ถือข้าวกล่องเดินตามเติ้งอวี้ฉีเข้าไปในห้องชันสูตรที่ชั้นหนึ่งของฝ่ายเทคนิค
ในห้องชันสูตรมีคนอยู่เก้าคน นำโดยหลี่เสียงและเจ้าหน้าที่เทคนิคอีกสามคน ผู้ช่วยสองคน และนักรบติดอาวุธครบมืออีกสี่คนที่รับหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยให้พวกหลี่เสียง
"หัวหน้า"
"หัวหน้า"
เมื่อเห็นเติ้งอวี้ฉีและเสิ่นเกอเดินเข้ามา ผู้ช่วยสองคนก็เดินเข้าไปหา หนึ่งในนั้นพูดขึ้นว่า "หัวหน้าคะ คุณเสิ่นเกอ เชิญตามฉันมาทางนี้ค่ะ"
เนื่องจากเป้าหมายในการชันสูตรคือสิ่งวิปริต ดังนั้นการจะเข้าไปในห้องชันสูตรด้านในสุดจึงต้องเปลี่ยนไปใส่ชุดป้องกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบจากสิ่งวิปริต
ถึงแม้ว่าตั้งแต่วินาทีแรกที่สิ่งวิปริตปรากฏตัวขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์ของมนุษยชาติก็เริ่มทำการวิจัยพวกมันทันที แต่เวลาผ่านไปหลายปีก็ยังไม่มีใครรู้ว่าสิ่งวิปริตถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร
ตกลงแล้วนี่มันคือไวรัสบนโลก ไวรัสจากต่างดาว หรือว่า... สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ อย่างเช่น... "ผี" กันแน่
ดังนั้นไอ้ชุดป้องกันนี้จะใช้ได้ผลจริงหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้ แต่เพื่อความปลอดภัย เบื้องบนก็ยังคงสั่งการให้ปฏิบัติกับสิ่งวิปริตราวกับมันเป็นไวรัส ต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันให้มิดชิดถึงจะสามารถเข้าไปสัมผัสกับมันได้
หลังจากตามผู้ช่วยเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เติ้งอวี้ฉีก็เดินไปนั่งที่โต๊ะตัวเล็กมุมห้อง เปิดข้าวกล่องออกแล้วพูดว่า "พวกคุณพาเขาเข้าไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันกินเสร็จแล้วจะตามไป"
เติ้งอวี้ฉีกินข้าวไปนิดหน่อยตอนสิบเอ็ดโมง จากนั้นก็ยุ่งหัวหมุนจนเกือบจะทุ่มนึงถึงจะได้เตรียมตัวกินมื้อเย็น ผลคือโดนเสิ่นเกอโทรตามตัวออกมา ตอนนี้เธอเลยหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว
"รับทราบค่ะหัวหน้า"
ผู้ช่วยหยิบชุดป้องกันชุดหนึ่งออกมาจากด้านข้าง ส่วนเสิ่นเกอกำลังมองดู "กล่องใบใหญ่" สีขาวทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีล้อเลื่อนอยู่ตรงมุมห้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"นั่นอะไรน่ะ" เสิ่นเกอถาม
ผู้ช่วยตอบ "นั่นคือเก้าอี้ป้องกันของหัวหน้าแผนกเฉินค่ะ หัวหน้าแผนกเฉินเคยได้รับบาดเจ็บที่ขาจากการต่อสู้กับสิ่งวิปริต ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก คนในแผนกเทคนิคก็เลยสร้างเก้าอี้ตัวนี้ขึ้นมาเป็นพิเศษ สามารถเข้าไปนั่งข้างในได้เลย ถึงแม้ว่าตอนนี้หัวหน้าแผนกเฉินจะย้ายไปแล้ว แต่เก้าอี้ตัวนี้ก็ยังคงเก็บไว้ที่นี่ค่ะ"
"อ้อ แบบนี้นี่เอง ในเมื่อหัวหน้าแผนกเฉินไม่ได้ใช้แล้ว ผมขอยืมหน่อยได้ไหม ผมดูแล้วข้างในกว้างขวางดี นั่งเข้าไปคงจะกินข้าวไปดูชันสูตรไปได้สบายๆ เลย" เสิ่นเกอถาม
ผู้ช่วย: ?
"คุณแน่ใจนะว่าจะกินข้าวไปดูการผ่าตัดชันสูตรศพไปน่ะ" ผู้ช่วยขมวดคิ้วแน่น แค่นึกภาพตามกระเพาะก็ปั่นป่วนจนอยากจะอ้วกแล้ว
ส่วนเติ้งอวี้ฉีที่อยู่ข้างๆ ถึงแม้จะเพิ่งรู้จักกับเสิ่นเกอได้แค่สองวัน แต่หลังจากทนรับการทรมานทางจิตใจมาตลอดสองวันเต็มๆ เธอก็ชินชากับความแปลกประหลาดนี้ไปซะแล้ว
เสิ่นเกอโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ เขามุดเข้าไปในรถเข็นรูปทรงกล่องที่ดูเหมือน "รถไฟฟ้าคนแก่" ด้วยตัวเอง เปิดข้าวกล่องแล้วก็เริ่มสวาปามทันที
"..."
"คุณเสิ่นเกอคะ ฉันว่าคุณน่าจะ..."
ผู้ช่วยยังพูดไม่ทันจบ เสิ่นเกอก็ถือข้าวกล่องมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งสตาร์ท "รถไฟฟ้าคนแก่" แล้วขับฉิวออกไปอย่างชำนาญ
พอหลี่เสียงเห็นเสิ่นเกอขับรถไฟฟ้าคนแก่ออกมาก็ถึงกับอึ้ง "คุณเสิ่นเกอ คุณนี่มัน..."
"โทษทีนะ ยังไม่ได้กินมื้อเย็นเลย แถมยังต้องไปวิ่งไล่จับหนูมาตั้งไกล ไม่อยากจะกวนเวลาเลิกงานของพวกคุณ ก็เลยต้องกินรวบยอดแบบนี้แหละ" เสิ่นเกออธิบาย
"..."
ทุกคนถึงกับพูดไม่ออกไปตามๆ กัน
นักรบรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะแซวขึ้นมา "รสนิยมของพี่ชายแอบฮาร์ดคอร์ไปหน่อยนะ"
แต่ถึงยังไงการชันสูตรก็ไม่จำเป็นต้องให้เสิ่นเกอลงมือเองอยู่แล้ว แค่ให้เขาดูศพหนูวิปริต แล้วช่วยวิเคราะห์ว่าศพสิ่งวิปริตในตอนนี้แตกต่างจากตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่อย่างไรก็พอ
เมื่อทุกคนเข้าไปในห้องชันสูตรด้านใน เสิ่นเกอก็เห็นว่าบนเตียงเหล็กมีศพที่ถูกถลกหนังออกไปกว่าครึ่ง หน้าท้องถูกผ่าเปิดออก เผยให้เห็นเครื่องในน่าขยะแขยงอยู่ข้างใน
เสิ่นเกอขับรถไฟฟ้าคนแก่เข้าไปใกล้ๆ เตียงชันสูตร กินข้าวไปพลางก็สังเกตศพหนูวิปริตอย่างละเอียดไปพลาง "แผลตรงซีกซ้ายของกะโหลกน่าจะเป็นฝีมือผมเองแหละ นอกจากจะใช้อิฐมอญฟาดแล้ว ผมก็ยังเอาเท้ากระทืบด้วย น่าจะประมาณ... สิบยี่สิบทีได้มั้ง"
"..."
หรือว่าท่านนี้ก็คือผู้สืบทอดวิชาท่าเท้าเหยียบนิ้วไร้เงาแห่งฝอซานในตำนาน
ก่อนตายหนูวิปริตตัวนี้ต้องไปเจอเรื่องสยองขวัญอะไรมากันแน่
หลี่เสียงเดินเข้าไปใช้เครื่องมือเขี่ยหัวหนูวิปริตขึ้น มือขวาถือเลื่อยไฟฟ้าทางการแพทย์ผ่ากะโหลกออกบางส่วน ทันใดนั้นสมองของหนูวิปริตก็ค่อยๆ ขยับยุกยิกออกมาเหมือนหนอนแมลงวัน มันทำการ "เชื่อมต่อ" กะโหลกส่วนที่ถูกตัดออกให้ติดกัน และเพียงแค่สองสามวินาทีต่อมา รอยแผลที่หลี่เสียงเลื่อยเอาไว้ก็หายวับไป
หลี่เสียงพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "คุณเสิ่นเกอ อย่างที่คุณเห็นครับ นอกจากแผลที่คุณสร้างไว้แล้ว แผลที่เกิดจากเครื่องมือของพวกเรา ล้วนถูกพลังงานวิปริตที่ตกค้างอยู่ในตัวหนูวิปริตสมานให้หายดีได้อย่างรวดเร็ว แต่เรากลับตรวจพบพลังงานวิปริตที่ไม่ใช่ของหนูวิปริตหลงเหลืออยู่ในแผลที่คุณสร้างขึ้นครับ"
"อ้อเหรอ" เสิ่นเกอพุ้ยข้าวเข้าปากคำโต เคี้ยวแจ็บๆ กลืนลงคอแล้วถามว่า "แล้วพวกคุณได้ตรวจอิฐมอญที่ผมเอามาด้วยหรือเปล่า"
ผู้ช่วยสาวที่ยืนอยู่ข้างเสิ่นเกอ เดิมทีตอนที่เห็นสมองยุกยิกของหนูวิปริตก็รู้สึกพะอืดพะอมจนมีน้ำย่อยตีตื้นขึ้นมาที่คอหอยอยู่แล้ว พอมาเห็นเสิ่นเกอเคี้ยวเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนในชามดังแจ็บๆ อีก ก็ถึงกับทนไม่ไหว วิ่งไปอ้วกแตกใส่ถังขยะมุมห้องทันที
"คุณผู้ช่วยคนนี้กำลังตั้งครรภ์อยู่หรือเปล่าเนี่ย" เสิ่นเกอถามด้วยความสงสัย
บ้าบอตั้งครรภ์อะไรกันล่ะ โดนนายทำเอาอ้วกแตกต่างหาก!
ในห้องชันสูตรมีคนคลื่นไส้จนอ้วกแตกไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง หลี่เสียงจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ในสายตาของเขาตอนนี้มีเพียงศพของสิ่งวิปริตเท่านั้น
"ตรวจสอบแล้วครับ พบพลังงานวิปริตตกค้างที่ไม่ใช่ของหนูวิปริตอยู่ในอิฐมอญก้อนนั้นเหมือนกันครับ" หลี่เสียงตอบ
เมื่อเสิ่นเกอได้ยิน เขาก็พยักหน้าอย่างจริงจัง "พูดแบบนี้ก็คือ... อิฐมอญที่ผมบังเอิญเก็บได้จากตลาดสด มีพลังงานวิปริตชนิดอื่นตกค้างอยู่ ก็เลยกลายเป็นอาวุธพลังงานวิปริตที่เอาไว้จัดการหนูวิปริตได้พอดีอย่างงั้นสินะ"
"มีความเป็นไปได้ครับ" หลี่เสียงพึมพำ
เสิ่นเกอพูดต่อ "งั้นก็ง่ายนิดเดียว พวกคุณรีบส่งคนไปที่ร้านที่กำลังตกแต่งอยู่ตรงข้ามร้านขายปลาในตลาดสดถนนเฉิงหงเลย ไปโกยอิฐมอญที่นั่นกลับมาตรวจให้หมด ไม่แน่ว่าอาจจะได้อาวุธพลังงานวิปริตกลับมาเป็นคันรถเลยก็ได้นะ"
"จริงด้วย! ขอบคุณคุณเสิ่นเกอที่ช่วยเตือนครับ!" หลี่เสียงเพิ่งจะได้รับรายงานผลการตรวจสอบอิฐมอญเมื่อกี้นี้เอง ยังไม่ทันได้รายงานให้เติ้งอวี้ฉีทราบ พอได้ยินเสิ่นเกอเตือนสติ เขาก็รีบสั่งให้ผู้ช่วยส่งคนไปจัดการทันที
แต่เห็นได้ชัดว่าการไปครั้งนี้พวกเขามีแต่จะต้องคว้าน้ำเหลวกลับมา เพราะพลังงานวิปริตที่ตกค้างอยู่บนอิฐมอญก้อนนั้น ก็คือเศษซากที่หลงเหลืออยู่จากการที่เสิ่นเกอถืออิฐมอญแล้วเปิดใช้งานคุณลักษณะ "หยุดนิ่ง" เพื่อควบคุมหนูวิปริตนั่นเอง
และข้อมูลใหม่นี้ ก็ทำให้เสิ่นเกอมองเห็นแนวทางใหม่ๆ ในการจัดการกับเหตุการณ์สิ่งวิปริตด้วย!
[จบแล้ว]