- หน้าแรก
- ตราบทำนองวั่งเซี่ยนยังคงขับขาน
- บทที่ ๘ ความสำราญใจ
บทที่ ๘ ความสำราญใจ
บทที่ ๘ ความสำราญใจ
กล่าวถึงฝ่ายเว่ยอู๋เซี่ยนและศิษย์สกุลหลานทั้งสองที่ร่วมทางกันมา ทั้งสามสนทนาหยอกเย้าสรวลเสเฮฮากันมาตลอดทางด้วยความเบิกบานใจ เพียงชั่วประเดี๋ยวก็บรรลุถึงแนวป่าขนาดย่อม ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตีนเขาอวิ๋นเซินปู้จื้อฉู่เพียงไม่ไกลนัก
เบื้องหน้าปรากฏกระท่อมไม้หลังหนึ่งตั้งตระหง่าน ลานดินกว้างขวางทอดตัวอยู่เบื้องหน้า ตัวเรือนปลูกสร้างด้วยท่อนซุงผ่าครึ่งซีกขนาดเท่าปากชาม โครงหลังคาผูกโยงด้วยท่อนไม้แข็งแรง มุงทับด้วยต้นอ้อและไผ่สาน ดูแน่นหนาถาวรยิ่งนัก
หลานจิ่งอี๋ที่สาวเท้าล่วงหน้าไปก่อนหมายจะผลักบานประตู ทว่ากลับพบว่าถูกลั่นดาลไว้จากด้านนอก จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงผิดหวังเล็กน้อย
“ผู้อาวุโสเวินมิอยู่หรือนี่”
เว่ยอู๋เซี่ยนแย้มยิ้มบางเบา มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงยกขลุ่ยเฉินฉิงขึ้นจรดริมฝีปาก ครั้นร่ายมนตร์เป่าลมหายใจ ท่วงทำนองทุ้มต่ำนุ่มนวลก็ค่อยๆ กังวานขึ้น
เพียงอึดใจ เงาร่างดำทะมึนสูงใหญ่ก็พุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้ด้วยความเร็วเหนือแสง นั่นคือขุนพลผีเวินหนิง ผู้ที่สร้างความหวาดผวาให้แก่บรรดาสำนักเซียนร้อยตระกูลนั่นเอง
ทว่าสภาพของขุนพลผีในเพลานี้กลับดูทุลักทุเลเป็นที่สุด สองมือยังคงกำไก่ป่าไว้แน่นสองตัว ครั้นเหลือบไปเห็นเว่ยอู๋เซี่ยน เขาก็มินำพาต่อเศษใบไม้และเศษหญ้าที่เกาะกังติดอยู่เต็มศีรษะและใบหน้า รีบถลันกายเข้าไปหา ใบหน้าขาวซีดประดับด้วยรอยยิ้มซื่อบริสุทธิ์ดุจทารก
“คุณชาย ท่านมาได้อย่างไรขอรับ”
เว่ยอู๋เซี่ยนแย้มยิ้มพลางปัดเศษใบไม้ออกจากเรือนผมของเวินหนิงทีละใบ แล้วเอ่ยถาม “เวินหนิง เจ้าไปวิ่งซนที่ใดมา เหตุใดจึงได้มีสภาพดูมิได้เช่นนี้”
เวินหนิงชูไก่ป่าในมือขึ้นพลางอธิบาย “ซือจุยบอกข้าว่าคุณชายพำนักรักษาตัวอยู่ที่อวิ๋นเซินปู้จื้อฉู่ ข้าหวนนึกขึ้นได้ว่าคุณชายโปรดปรานไก่ป่าย่าง จึงตั้งใจออกไปจับมาสักสองสามตัว ทว่ากริ่งเกรงว่าผู้คนจะพบเห็นเข้า จึงได้เด็ดกิ่งไม้มาพรางกายเอาไว้ขอรับ”
กล่าวจบ เวินหนิงก็หันไปแย้มยิ้มให้หลานจิ่งอี๋และหลานซือจุย
“ซือจุย จิ่งอี๋ พวกเจ้าก็มาด้วยหรือ”
เด็กหนุ่มทั้งสองประสานมือคารวะพลางเอ่ยเรียกขานพร้อมเพรียง
“ท่านอาเวิน/ผู้อาวุโสเวิน”
เว่ยอู๋เซี่ยนหลุดขำออกมา ส่ายหน้าไปมาพลางกล่าว “เวินหนิง เดี๋ยวนี้เจ้าชักจะสนิทสนมกับจิ่งอี๋มากไปแล้วนะ ถึงขั้นช่วยเขาจับไก่ป่าเชียวหรือ”
หลานจิ่งอี๋เบ้ปาก ทว่ามิได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดโต้แย้ง
เวินหนิงเสนอขึ้น “คุณชาย เช่นนั้นพวกเรามาย่างไก่ป่ากันตรงนี้เลยดีหรือไม่ อ้อ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ ข้ายังมีสุราเทียนจื่อเซี่ยวที่จิ่งอี๋ฝากไว้ด้วย คุณชาย ข้าจะไปนำมารินให้ท่านจิบนะขอรับ”
เว่ยอู๋เซี่ยนเบิกบานใจจนคิ้วตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว รีบเอ่ยรับ “ช่างประเสริฐยิ่งนัก! ช่วงเวลาที่ผ่านมาข้าถูกกักบริเวณอยู่ที่อวิ๋นเซินปู้จื้อฉู่ อึดอัดจนแทบขาดใจตายอยู่แล้ว”
หลานจิ่งอี๋เบ้ปากอีกครา บ่นอุบอิบเสียงแผ่ว “ผู้อาวุโสเว่ยต้องซดสุราเทียนจื่อเซี่ยวที่ข้าอุตส่าห์กักตุนไว้จนหมดเกลี้ยงเป็นแน่แท้”
หลานซือจุยขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางท้วงติง “หานกวงจวินกำชับไว้เด็ดขาด ว่าห้ามผู้อาวุโสเว่ยแตะต้องสุรามิใช่หรือ”
หลานจิ่งอี๋ที่เมื่อครู่ยังแสดงอาการฮึดฮัด ขัดเคือง พลันเปลี่ยนสีหน้าในฉับพลัน รีบกระซิบตอบ “ซือจุย หานกวงจวินหาได้ล่วงรู้ไม่ อีกอย่างเพลานี้ก็ยังวันอยู่ กว่าจะกลับขึ้นเขา กลิ่นสุราก็คงเจือจางจางหายไปจนสิ้นแล้ว”
หลานซือจุยยังมิทันได้เอ่ยค้าน หลานจิ่งอี๋ก็ลดระดับเสียงลงอีกพลางกล่าวกระซิบ “อีกประการ หานกวงจวินโปรดปรานผู้อาวุโสเว่ยถึงเพียงนั้น คงมิหักใจลงทัณฑ์เขาดอก ซือจุย เจ้าวางใจเถิด”
หลานซือจุยขยับริมฝีปากหมายจะโต้แย้ง ทว่าท้ายที่สุดก็จำต้องกลืนคำพูดลงคอ กระนั้นสีหน้าก็ยังคงฉายแวววิตกกังวลอยู่ลึกๆ
ส่วนหลานจิ่งอี๋กลับแอบลอบยินดีอยู่ในใจ ‘ข้าเองก็จะได้พลอยจิบสุราด้วย หากมีผู้อาวุโสเว่ยอยู่ด้วย ย่อมมิมีวันถูกลงทัณฑ์เป็นแน่แท้’
ทั้งสี่ชีวิตเร่งมือก่อกองไฟอย่างว่องไว ต่างคนต่างง่วนอยู่กับหน้าที่ของตน เสียงสรวลเสเฮฮาดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศช่างเบิกบานและสำราญใจยิ่งนัก
ท่ามกลางบรรยากาศอันผ่อนคลาย หลานซือจุยก็สลัดความวิตกกังวลทิ้งไปจนสิ้น หันมาจดจ่อกับการย่างไก่ป่าด้วยความเบิกบานใจ
ส่วนเว่ยอู๋เซี่ยนและหลานจิ่งอี๋ก็ประคองไหสุราเทียนจื่อเซี่ยวคนละใบ ผลัดกันยกซดอย่างมิมีใครยอมใคร ปลดปล่อยความสำราญอย่างเต็มที่
ในที่สุด สุราเทียนจื่อเซี่ยวทั้งสองไหก็หมดเกลี้ยง เว่ยอู๋เซี่ยนแม้นจะยังรู้สึกมิหนำใจ ทว่าเมื่อลูบคลำหน้าท้องที่ตึงเปรี๊ยะของตน ก็เผยสีหน้าอิ่มเอมใจ ล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนผืนหญ้าอย่างเกียจคร้าน พลางเอ่ยรำพึง
“ช่างสำราญเสียนี่กระไร สุราเทียนจื่อเซี่ยวแห่งกูซูนับเป็นยอดสุราโดยแท้”
ครุ่นคิดอยู่ชั่วประเดี๋ยว เว่ยอู๋เซี่ยนก็เอ่ยขึ้นอีก “เพลานี้เพิ่งจะล่วงเข้ายามอู่ พวกเรางีบหลับพักผ่อนกันตรงนี้สักประเดี๋ยวเถิด จากนั้นค่อยไปเดินเล่นที่เมืองไฉ่อี๋ ซื้อหาข้าวของสักเล็กน้อย แล้วก็แวะซื้อสุราเทียนจื่อเซี่ยวอีกสักสองสามไหมาฝากไว้ที่เวินหนิงดีหรือไม่”
หลานจิ่งอี๋ที่อยู่ในอาการมึนเมาเล็กน้อย รีบพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น
หลานซือจุยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยตกลง “ก็ได้ ทว่าอย่าเถลไถลให้เนิ่นนานนัก หานกวงจวินยังเฝ้ารอคอยพวกเราอยู่”
เว่ยอู๋เซี่ยนมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบ ทว่าในใจกลับครุ่นคิด “หากไปถึงเมืองไฉ่อี๋ ข้าสมควรซื้อหาสิ่งใดไปฝากหลานจ้านดีหนอ เขามีภาระหน้าที่รัดตัวจนไร้เวลาออกมาเปิดหูเปิดตา มิรู้ว่าคนคร่ำครึผู้นั้นจะโปรดปรานสิ่งใด หรือจะซื้อผีผาไปฝากเขาดี ใช่แล้ว! หลานจ้านโปรดปรานผีผา”
เมื่อนึกถึงผีผา ภาพเหตุการณ์ในอดีตเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็พลันผุดขึ้นในห้วงความทรงจำ ยามที่เขายื่นส่งผีผาให้คนผู้นั้นด้วยความหวังดี ทว่ากลับถูกปฏิเสธอย่างเย็นชา ใบหน้าเคร่งขรึมของหลานวั่งจียังคงประทับตราตรึงอยู่ในห้วงความคิด
“คนคร่ำครึ!” เว่ยอู๋เซี่ยนพึมพำออกมาเบาๆ
ทว่าเมื่อหวนนึกถึงถ้อยคำกำชับอันแสนห่วงใยของคนคร่ำครึผู้นั้นยามที่ตนจำต้องจากมาเมื่อช่วงเช้า มุมปากของเว่ยอู๋เซี่ยนก็เผลอยกโค้งขึ้น ความอบอุ่นแผ่ซ่านซึมลึกดุจสายลมวสันต์พัดผ่าน ในที่สุดก็ผล็อยหลับไปอย่างเป็นสุข