บทที่ 4 - การตายของคนก่อน
บทที่ 4 - การตายของคนก่อน
บทที่ 4 - การตายของคนก่อน
"ราษฎรแห่งอู้เจ๋อไม่ยอมรับการปกครอง มีสัญชาตญาณดิบเถื่อนยากจะเกลี้ยกล่อม เชี่ยวชาญการเลี้ยงผีและเพาะกู่ จิตใจเหี้ยมโหดและกีดกันคนนอก"
นี่คือข้อมูลเกี่ยวกับอำเภออู้เจ๋อที่จ้าวฟู่หยุนได้อ่านก่อนเดินทางมาที่นี่ และเมื่อมาถึงก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
จ้าวฟู่หยุนหยุดฝีเท้า เอามือไพล่หลังข้างหนึ่งแล้วหันกลับมา บนใบหน้าเผยรอยยิ้มบางๆ พลางเอ่ยว่า "ข้าแค่มาดูเฉยๆ"
คนที่เอ่ยถามเป็นชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี ดวงตาโตเบิกกว้าง โหนกแก้มสูง หน้าผากเถิกเถิน ใบหน้าแฝงไปด้วยความดุร้ายโดยธรรมชาติ
"ใต้เท้ามาสืบหาสาเหตุการตายของใต้เท้าคนก่อนหรือขอรับ" ชายหนุ่มหน้าตาดุดันถามเซ้าซี้
"ก็ไม่เชิงหรอก แต่ว่า... เจ้ารู้หรือว่าใต้เท้าคนก่อนตายอย่างไร" จ้าวฟู่หยุนหยุดเดิน หันตัวกลับมาเผชิญหน้าและถามกลับ
"ใต้เท้าก็พูดเป็นเล่นไป ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรกัน" ชายหนุ่มตอบ แต่แล้วก็เปลี่ยนเรื่อง "ทว่า..."
เขาลังเลเล็กน้อยราวกับกำลังคิดว่าจะพูดต่อดีหรือไม่ จ้าวฟู่หยุนจึงถามขึ้นว่า "ทว่าอะไร"
"พูดไปใต้เท้าอาจจะไม่เชื่อ เดิมทีตรงนี้เคยมีอารามมืดตั้งอยู่ ใต้เท้าคนนั้นมาถึงก็สั่งทุบทิ้งแล้วสร้างศาลเจ้าเทพบุตรเพลิงชาดแห่งนี้ขึ้นมาแทน ชาวบ้านโง่เขลาบางคนในอำเภอเราก็เลยลือกันว่า เป็นเพราะใต้เท้าคนนั้นไปทำให้เทพมืดกริ้วก็เลยต้องตายน่ะขอรับ"
"อารามมืด? เทพมืด?" จ้าวฟู่หยุนทวนคำสองคำนี้ด้วยท่าทีสงสัย
เขาพอจะศึกษามาบ้างว่า อารามมืด ในที่นี้หมายถึงรูปแบบสถาปัตยกรรม และยังหมายถึงสถานที่สำหรับเลี้ยงผีและเพาะกู่ด้วย
เนื่องจากทั้งผีและกู่ล้วนต้องเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่มืดมิดและปิดทึบ ศาลเจ้าที่พวกเขาสร้างขึ้นจึงมักจะมีขนาดเล็กและมืดทึบ
ความมืดไม่ได้หมายถึงสีดำ แต่หมายถึงการสร้างศาลเจ้าโดยไม่มีหน้าต่าง เพื่อไม่ให้แสงแดดสาดส่องเข้าไปได้
ภายในอารามมืดมักจะตั้งป้ายวิญญาณของพวก 'ผีร้าย' หรือ 'สัตว์ประหลาดกู่'
"ใช่แล้วขอรับ ใต้เท้าคนนั้นสร้างศาลเจ้าเทพบุตรเพลิงชาดแถมยังพักอาศัยอยู่ที่นี่ จะถูกอารามมืดและเทพมืดทำร้ายเอาได้อย่างไร ท่านว่าจริงไหมขอรับ ใต้เท้า!" ชายหนุ่มพูดพลางเดินเข้ามาในลานกว้าง
จ้าวฟู่หยุนขมวดคิ้วเล็กน้อย คำพูดของอีกฝ่ายแฝงนัยยะเหน็บแนมและข่มขู่คุกคามอย่างเห็นได้ชัด
"หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็แสดงว่าเขายังไม่ได้อัญเชิญเทพบุตรเพลิงชาดเข้ามาประทับในศาลเจ้าแห่งนี้" จ้าวฟู่หยุนกล่าว
"ใต้เท้าปราดเปรื่องยิ่งนัก ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ขอรับ" ชายหนุ่มรับคำ
เมื่อถูกสายตาหลายคู่จับจ้อง จ้าวฟู่หยุนก็หมดอารมณ์จะเดินสำรวจต่อ จึงเตรียมตัวเดินออกไป แต่คนพวกนั้นกลับยืนขวางทางออกเอาไว้
จ้าวฟู่หยุนเดินเข้าไปใกล้ แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมหลีกทางให้
"นี่พวกเจ้าคิดจะทำอะไร" น้ำเสียงของจ้าวฟู่หยุนเริ่มเย็นเยียบ
คนเหล่านั้นยังคงยืนขวางทาง ไม่ยอมหลบและไม่ปริปากพูดอะไร พวกเขาเอาแต่มองไปที่ชายหนุ่มหน้าตาดุดันคนนั้น จนกระทั่งได้ยินชายคนนั้นเอ่ยขึ้นว่า "ทำอะไรกันน่ะ ทำไมไม่หลีกทาง กล้าขวางทางใต้เท้าเชียวหรือ ระวังใต้เท้าครูฝึกสอนจะออกคำสั่งรื้อถอนอารามมืดอีกคนนะ!"
คนพวกนั้นถึงได้ยอมหลีกทางให้ จ้าวฟู่หยุนจ้องมองชายหนุ่มตาโต อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้างทว่าดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม
จ้าวฟู่หยุนไม่ได้ยิ้มตอบ เขาหันหลังเดินจากไปทันที
"คำสั่งรื้อถอนอารามมืด? ผลงานของครูฝึกสอนคนก่อนงั้นหรือ" จ้าวฟู่หยุนครุ่นคิดในใจ
หลังจากจ้าวฟู่หยุนเดินจากไป คนกลุ่มนั้นก็รีบเข้ามารุมล้อม ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า "พี่งู ไหนว่าจะลองทดสอบฝีมือเขาสักหน่อยไม่ใช่หรือ ทำไมถึงปล่อยเขาไปล่ะ"
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าพี่งูล้วงมือเข้าไปคลำบางอย่างในแขนเสื้อ งูดำหัวสามเหลี่ยมตัวเล็กๆ มุดออกมาจากแขนเสื้อของเขา ลิ้นเล็กๆ แลบตวัดไปมาในอากาศ คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวงูตัวนี้อย่างเห็นได้ชัด
ส่วนชายหนุ่มที่ชื่อพี่งูลูบหัวงูดำที่พันอยู่รอบข้อมือพลางกล่าวว่า "เมื่อครู่นี้เจ้าหัวเหล็กของข้ามีท่าทีกระสับกระส่ายเหมือนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง เจ้านี่ไม่ได้ใจดีเหมือนรอยยิ้มที่แสดงออกมาหรอกนะ พวกเจ้าอย่าเพิ่งวู่วามไป"
"อ้อ เข้าใจแล้วพี่งู"
"รับทราบครับพี่งู"
...
จ้าวฟู่หยุนเดินกลับมาตามทาง เขาตรงดิ่งไปที่ว่าการอำเภอทันที เขารู้สึกว่าต้องถามให้รู้เรื่องว่าคนก่อนหน้าไปทำอะไรไว้บ้างและตายอย่างไร เดิมทีเขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปสืบเรื่องพวกนี้ เพราะตัวเองมาจากเขาเทียนตู ไม่ได้มีหน้าที่สืบคดี
ถ้าจะสืบก็ควรให้ราชสำนักต้าโจวส่งคนมาสืบ ราชสำนักต้าโจวเองก็รวบรวมผู้ฝึกตนไว้ไม่น้อย ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องลงมือสืบเอง
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ รู้เรื่องไว้ก่อนย่อมดีกว่า
คนก่อนคิดจะอัญเชิญเทพมาประทับในศาลเจ้า แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ทันได้ทำ
นายอำเภอกำลังนั่งโบกพัดใบกล้วยอ่านหนังสืออยู่เรือนหลัง พอเห็นจ้าวฟู่หยุนก็รีบร้องทัก "ครูฝึกสอนจ้าว มาๆๆ มาลองชิมนี่ดู ชาใหม่เพิ่งเก็บมาจากต้นหลังที่ว่าการอำเภอของเรานี่เอง"
"ใต้เท้าช่างว่างเว้นเสียจริงนะ" จ้าวฟู่หยุนกล่าว
ใครจะคิดว่าคำพูดลอยๆ ของจ้าวฟู่หยุนจะทำให้อีกฝ่ายถอนหายใจเฮือกใหญ่และกล่าวว่า "คำสั่งของข้าออกไปไม่พ้นประตูที่ว่าการอำเภอด้วยซ้ำ ออกไปข้างนอกก็กลัวจะโดนคุณไสย วันๆ ก็ทำได้แค่เดินวนไปวนมาอยู่ในที่ว่าการนี่แหละ ไม่ปิดบังครูฝึกสอนหรอกนะ ช่วงนี้ข้ากำลังศึกษาเรื่องการบำเพ็ญเพียรอยู่พอดี... ครูฝึกสอนคงไม่รู้ว่า เมื่อก่อนข้าก็เคยบำเพ็ญเพียรมาบ้างสองสามปี..."
"หากตอนนั้นข้าพยายามอีกสักนิดก็อาจจะประสบความสำเร็จไปแล้ว ครูฝึกสอนจ้าว ท่านว่าคนอายุรุ่นราวคราวข้าจะกลับมาเริ่มบำเพ็ญเพียรใหม่ยังพอเป็นไปได้หรือไม่"
จ้าวฟู่หยุนมองดูหนวดเคราเฟิ้มและรอยตีนกาบนหางตาของอีกฝ่ายก่อนจะตอบหน้าตายว่า "การบำเพ็ญเพียร เริ่มเมื่อไหร่ก็ไม่สาย!"
"จริงหรือ" จูผู่ยี่ทำหน้าเหมือนไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
"ย่อมเป็นความจริง ถึงแม้จะฝึกวิชาอาคมไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็ทำให้จิตใจสงบและจิตวิญญาณผ่องใส จะสายเกินไปได้อย่างไรเล่า" จ้าวฟู่หยุนตอบอย่างจริงจัง
จูผู่ยี่มองใบหน้าอ่อนเยาว์ของจ้าวฟู่หยุนแล้วทอดถอนใจ "มิน่าเล่า ครูฝึกสอนจ้าวถึงได้มีพลังยุทธ์สูงส่งตั้งแต่อายุยังน้อย"
พูดถึงตรงนี้เขาก็เปลี่ยนเรื่องถาม "ไม่ทราบว่าครูฝึกสอนจ้าวมาหาข้าที่ว่าการอำเภอมีธุระอันใดหรือ"
"ข้าอยากรู้ว่าครูฝึกสอนคนก่อนตายอย่างไร" จ้าวฟู่หยุนถาม
สีหน้าของจูผู่ยี่เคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า "เขามีแมลงไต่ยั้วเยี้ยเต็มตัวไปหมด แล้วก็ถูกแมลงพวกนั้นกัดกินจนตาย"
"ตอนที่ข้าไปเห็นเขานอนอยู่บนเตียง บนตัวมีแมลงไต่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด บางตัวก็มีปีกบินว่อนอยู่เต็มห้องเหมือนแมลงวันหัวเขียวตัวเบ้อเริ่ม น่ากลัวแถมยังน่าขยะแขยง..."
จูผู่ยี่ยกป้านชาขึ้นกระดกอึกใหญ่
พัดในมือพัดกระพืออย่างแรงราวกับอากาศร้อนจัด หรือไม่ก็พยายามพัดเอาความหวาดกลัวในใจออกไป และเหมือนกับกำลังพยายามปัดเป่าแมลงที่บินว่อนอยู่ในความทรงจำให้สลายไป
[จบแล้ว]