- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 649 เปิดฉากสังหารหมู่
บทที่ 649 เปิดฉากสังหารหมู่
บทที่ 649 เปิดฉากสังหารหมู่
ภายใต้การนำทางของผู้ฝึกเทพยุทธ์จากวังแก้วผลึก กลุ่มคนจากสำนักหนานโต่วได้เดินทางมาถึงใจกลางเมืองโบราณ ภายในตำหนักราชวังอันโอ่อ่าตระหง่านง้ำ
ยามนี้ ภายในตำหนักราชวังได้มีผู้ฝึกเทพยุทธ์มารวมตัวกันอยู่ไม่น้อย ล้วนมาจากขุมกำลังสำนักใหญ่ต่างๆ
กลุ่มคนจากสำนักหนานโต่วปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชน หาได้โดดเด่นสะดุดตาอันใดไม่
บริเวณโดยรอบ มีผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่ขี่สายพันธุ์ตกทอดจากยุคบรรพกาลอยู่เป็นจำนวนมาก อสูรสัตว์มากมายส่งเสียงร้องคำราม คึกคักมีชีวิตชีวายิ่งนัก
ถึงขั้นยังมีจินตันเจินเหรินบางส่วนขับเคลื่อนรถศึกบรรพกาล บางส่วนควบคุมเจียวที่ดุร้าย บางส่วนหยัดยืนอยู่บนหลังนกร้ายบรรพกาล แต่ละคนล้วนแผ่ซ่านกลิ่นอายอันทรงพลัง!
ซูจื่อโม่ที่ขี่ราชสีห์ทองคำตัวหนึ่ง จึงนับว่ามิได้สลักสำคัญอันใดนัก
"วังแก้วผลึกเชิญพวกเรามาร่วมงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ มีนัยยะแอบแฝงอันใดกันแน่?"
"ข้าเองก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่างานเลี้ยงนี้มีจุดประสงค์อันใด"
"ข้าคาดเดาว่า คงเป็นเพราะปีศาจเกาะเสินหวงผู้นั้นกระมัง คงอยากให้พวกเราช่วยสอดส่องดูแล หากพบเห็นร่องรอยของบุคคลผู้นี้ ก็ให้ติดต่อกับวังแก้วผลึกของพวกเขา"
สรรพเสียงผู้คนดังเซ็งแซ่
ผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่มีหน้ามีตา ล้วนมีที่นั่งภายในตำหนักราชวังแห่งนี้
ส่วนผู้ฝึกตนอิสระบางส่วน หรือผู้ฝึกเทพยุทธ์จากสำนักเล็กๆ กลับทำได้เพียงล้อมวงอยู่ภายนอกตำหนักราชวัง เฝ้ามองดูความครึกครื้น
จู้เยว่ปรายตามองซูจื่อโม่ที่อยู่ด้านข้าง มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย เชิดหน้าขึ้นพลางกล่าวว่า "สหายเต๋าสู หากไม่มีสำนักหนานโต่วของข้า ด้วยฐานะของเจ้าแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิ์ก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ได้เลย เข้าใจหรือไม่?"
"การก้าวเข้ามาในตำหนักราชวังแห่งนี้ ก็อาจมิใช่เรื่องดีเสมอไป"
ซูจื่อโม่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"หึ!"
จู้เยว่เค้นเสียงหัวเราะหยัน กำลังจะเอ่ยโต้แย้ง ถังซืออวิ้นก็รีบเอ่ยขัดจังหวะคนทั้งสอง ชี้มือไปทางด้านข้าง พลางกล่าวว่า "ดูเร็วเข้า มีคนมาทางนั้นแล้ว!"
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ผู้ฝึกเทพยุทธ์กลุ่มหนึ่งเหินเวหาแหวกอากาศพุ่งทะยานเข้ามา
บุคคลผู้นำหน้าสวมชุดนักพรตสีทองอ่อน ไพล่มือไว้ด้านหลัง ท่วงท่าองอาจสง่างาม คิ้วกระบี่พาดเฉียง นัยน์ตาเป็นประกายเจิดจ้า ภายในดวงตา คล้ายกับสะท้อนแสงแก้วผลึกเจ็ดสีออกมา
"ท่านนี้ก็คือเยี่ยเทียนเฉิงแห่งวังแก้วผลึก!"
"ที่แท้ก็คือเขานี่เอง! ได้ยินมาว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน หลังจากที่ซีอู๋หยา จินตันเจินเหรินอันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือสิ้นชีพ เยี่ยเทียนเฉิงก็กลายเป็นผู้สืบทอด ขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งของซีอู๋หยา"
เมื่อสดับฟังคำว่าเยี่ยเทียนเฉิงสามพยางค์นี้ แววตาของซูจื่อโม่พลันเย็นเยียบลง
นางปีศาจจีเคยบอกกล่าวแก่เขาว่า ผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่นำกองกำลังวังแก้วผลึกไปสังหารหมู่ผู้คนในสิบสามเมืองแห่งแคว้นเยี่ยนในวันนั้น บุคคลผู้นำก็คือเยี่ยเทียนเฉิง หนึ่งในศิษย์ของเต้าเหรินเสวียนอวี่!
สายตาของซูจื่อโม่กวาดมองไปทางด้านหลังของเยี่ยเทียนเฉิง หรี่ตาทั้งสองลงเล็กน้อย
ปรากฏชายชราผมหงอกขาวสองคนเดินตามติดมาอย่างกระชั้นชิด ดูคล้ายกับไม้ใกล้ฝั่ง ทว่าชายชราสองคนนี้ กลับมอบความรู้สึกอันตรายอย่างยิ่งยวดให้แก่ซูจื่อโม่!
ผู้ถูกผนึก!
ชายชราสองคนนี้ จะต้องเป็นผู้ถูกผนึกขั้นหยวนอินอย่างแน่นอน!
ซูจื่อโม่ลอบแค่นเสียงหัวเราะหยันอยู่ในใจ
ในความเป็นจริงแล้ว ท่ามกลางสนามรบบรรพกาล ผู้ถูกผนึกแม้จะอยู่ในขั้นหยวนอิน สามารถเคลื่อนย้ายพลังเวทได้ ทว่าภัยคุกคามที่มีต่อเขานั้น นับว่าไม่ได้ใหญ่หลวงอันใดนัก!
เพราะเหตุว่า พื้นที่ภายในสนามรบบรรพกาลนั้นเป็นเศษเสี้ยวของมิติ ขาดความเสถียร
ข้อจำกัดของผู้ถูกผนึกนั้นมีมากจนเกินไป
เพียงแค่ระเบิดพลังของขั้นหยวนอินออกมา ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดความผันผวนของมิติ ปรากฏรอยแยกมิติขึ้นมากลืนกินพวกเขาเข้าไป!
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ถูกผนึกจะมีโอกาสลงมือเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
หากโจมตีพลาด ผู้ที่จะร่วงหล่นดับสูญก็คือผู้ถูกผนึกเสียเอง!
เบื้องหลังของคนทั้งสาม ยังมีจินตันเจินเหรินอีกนับสิบคน
ชั่วพริบตาเดียว กลุ่มของเยี่ยเทียนเฉิงก็เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของตำหนักราชวัง กวาดสายตาไปรอบด้าน มองลงไปยังผู้ฝึกเทพยุทธ์มากมายเบื้องล่าง เผยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้งออกมา
"ทุกท่าน!"
น้ำเสียงของเยี่ยเทียนเฉิงไม่หนักไม่เบา ทว่ากลับดังก้องไปทั่วทั้งภายในและภายนอกตำหนักราชวัง
ท่ามกลางฝูงชนค่อยๆ เงียบสงบลง
"เชื่อว่าภายในใจของทุกท่านล้วนสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง ถึงจุดประสงค์ของงานเลี้ยงในวันนี้"
เยี่ยเทียนเฉิงแย้มยิ้มบางๆ พลางกล่าวว่า
"อันที่จริงแล้ว ก็เรียบง่ายยิ่งนัก เพียงแต่ไม่อยากให้ทุกท่านพลาดชมงิ้วฉากเด็ดก็เท่านั้น"
ผู้ฝึกเทพยุทธ์เบื้องล่างล้วนเผยสีหน้าฉงนสงสัย
เยี่ยเทียนเฉิงกล่าวอย่างเนิบนาบว่า "เชื่อว่าทุกท่านคงเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แดนเหนือได้ถือกำเนิดปีศาจตนหนึ่ง สิ้นไร้ซึ่งความเป็นคน สังหารผู้ฝึกเซียนไปนับล้านคน อีกทั้งยังลั่นวาจาว่าจะสังหารผู้ฝึกเทพยุทธ์แห่งวังแก้วผลึกของข้าให้สิ้นซาก"
"เคยได้ยินมาบ้าง!"
"ปีศาจเกาะเสินหวง!"
"ข้ารู้ บุคคลผู้นี้มีนามว่าซูจื่อโม่!"
"อืม ได้ยินมาว่าบุคคลผู้นี้โปรดปรานการสวมชุดคลุมเขียว แลดูคล้ายกับบัณฑิต"
ท่ามกลางฝูงชน ปรากฏเสียงดังแว่วมาเป็นระยะ
กลุ่มคนจากสำนักหนานโต่วค่อยๆ เปลี่ยนสีหน้า ล้วนหันศีรษะขวับ หันไปมองซูจื่อโม่ที่อยู่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ
จู้เยว่ได้ฟังก็อกสั่นขวัญแขวน ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดระแวง
ซูจื่อโม่ตบลงบนหัวไหล่ของเขาเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "อย่ากลัวไปเลย"
ทั่วทั้งร่างของจู้เยว่สั่นสะท้าน ขนอ่อนลุกชันขึ้นมาทันที
สายตาของเยี่ยเทียนเฉิงกวาดมองไปหยุดลงบนร่างของกลุ่มคนจากสำนักหนานโต่ว เอ่ยด้วยรอยยิ้มที่คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
"ยามนี้ ข้าขอประกาศให้ทุกท่านทราบว่า ปีศาจตนนั้น อยู่ท่ามกลางพวกท่านนี่เอง!"
ท่ามกลางฝูงชนเกิดเสียงเซ็งแซ่ฮือฮาขึ้นมาทันที!
กลุ่มคนจากสำนักหนานโต่วปั่นป่วนวุ่นวาย จ้องมองซูจื่อโม่ด้วยความหวาดผวา พากันถอยร่นหนี เพื่อทิ้งระยะห่างจากเขา
ผู้ฝึกเทพยุทธ์มากมายมองตามสายตาของเยี่ยเทียนเฉิงไป ก็ค่อยๆ สังเกตเห็นซูจื่อโม่
"เป็นเขา!"
"ปีศาจเกาะเสินหวง!"
"เขาถึงกับกล้ามาที่นี่จริงๆ รึ!"
เพียงชั่วพริบตา ผู้คนทั้งตำหนักต่างพากันถอยห่าง ทิ้งให้ซูจื่อโม่ยืนโดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพัง
ถังซืออวิ้นหยัดยืนอยู่กับที่ คล้ายกับยังตั้งตัวไม่ทัน มีท่าทีงุนงงสับสน ทำได้เพียงจ้องมองซูจื่อโม่ด้วยความตื่นตะลึง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ซูจื่อโม่ยังคงมีสีหน้าราบเรียบ ไม่สะทกสะท้าน หันศีรษะไป เอ่ยถามเสียงแผ่วว่า
"เหตุใดเจ้าจึงไม่ไปเล่า?"
"ข้าไม่รู้" ถังซืออวิ้นส่ายหน้า สีหน้าเจือไปด้วยความเจ็บปวด กล่าวว่า
"ข้ารู้เพียงแต่ว่า ท่านเคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้ เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้า ข้าไม่อาจ..."
ในทางตรงกันข้าม หลังจากที่จู้เยว่ทิ้งระยะห่างจากซูจื่อโม่แล้ว จึงหันกลับไปมองเยี่ยเทียนเฉิงด้วยสีหน้าตื่นเต้น ประสานมือกล่าว
"สหายเต๋าเยี่ย ข้าคือจู้เยว่แห่งสำนักหนานโต่ว เป็นเพียงแค่คนรู้จักกันโดยบังเอิญกับบุคคลผู้นี้ ไม่ทราบถึงฐานะที่แท้จริงของเขาเลยแม้แต่น้อย!"
"ใช่ๆ พวกเราไม่มีใครรู้จักเขาทั้งนั้น!" ผู้ฝึกเทพยุทธ์จากสำนักหนานโต่วคนอื่นๆ รีบส่งเสียงสมทบ แทบจะอดรนทนไม่ไหวที่จะขีดเส้นแบ่งแยกกับซูจื่อโม่ในทันที
"เดรัจฉานตัวนี้!"
"มิใช่เผ่าพันธุ์เรา จิตใจย่อมผิดแผก!"
"สังหารมัน ชดใช้ด้วยชีวิตให้แก่ผู้ฝึกเซียนนับล้านคนเหล่านั้น!"
"ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!"
ฝูงชนเดือดดาล อารมณ์พลุ่งพล่าน
แววตาของทุกคนแดงชาด แทบจะกลืนกินซูจื่อโม่ทั้งเป็น!
ผู้ฝึกเซียนมากมาย ก่อตัวเป็นมวลพลังอันมหาศาลถาโถมเข้ามา แม้จะยังไม่ได้ลงมือ ทว่าหากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น สติสัมปชัญญะคงพังทลายลงไปนานแล้ว!
ราชสีห์ทองคำแม้จะเป็นสัตว์ดุร้ายสายเลือดบริสุทธิ์ ทว่ายามนี้กลับหวาดกลัวจนหมอบราบลงกับพื้น ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
วิชาวิญญาณเพียงหนึ่งสายจากแต่ละคนฟาดฟันลงมา ก็เพียงพอที่จะบดขยี้มันจนไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูก!
ภายในใจของมันโอดครวญอย่างเงียบๆ อยากจะร่ำไห้ทว่าไร้น้ำตาเสียจริงๆ
ทว่า ซูจื่อโม่กลับยังคงราบเรียบสงบนิ่ง
บนร่างของเขา ถูกโอบล้อมไปด้วยกลิ่นอายอันไร้รูปธรรม แข็งแกร่งหาใดเปรียบ ถึงขั้นสามารถต่อกรกับผู้ฝึกเซียนทั้งหมดทั้งภายในและภายนอกตำหนักราชวัง โดยไม่เพลี่ยงพล้ำเลยแม้แต่น้อย!
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
เยี่ยเทียนเฉิงแหงนหน้าหัวเราะร่วน วางท่าเหนือกว่า มองซูจื่อโม่ พลางกล่าวว่า
"ซูจื่อโม่ นึกไม่ถึงเลยว่า เจ้าจะกล้าก้าวเท้าเข้าเมืองมาจริงๆ! ทว่า การที่เจ้าคิดจะต่อกรกับวังแก้วผลึก เจ้าย่อมไม่มีคุณสมบัติมากพอ!"
ซูจื่อโม่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดบนใบหน้า กวาดสายตามองไปรอบด้าน เอ่ยอย่างเนิบนาบว่า
"นี่คือความบาดหมางระหว่างข้ากับวังแก้วผลึก ไม่ใช่กงการอันใดของพวกเจ้า ผู้ใดที่ไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน ก็จงรีบไสหัวออกไปจากที่นี่เสียแต่เนิ่นๆ"
"ผายลม!"
จู้เยว่ตวาดลั่น เอ่ยด้วยท่าทีห้าวหาญเปี่ยมคุณธรรมว่า "เจ้าคือเผ่าพันธุ์อสูร ผู้ฝึกเทพยุทธ์ทั่วหล้าล้วนร่วมกันสังหารมัน!"
เยี่ยเทียนเฉิงเค้นเสียงหัวเราะเย็นชา เปล่งเสียงดังลั่น "ทุกท่าน งานเลี้ยงในวันนี้มีอาหารเพียงจานเดียว นั่นก็คือเลือดเนื้อของปีศาจตนนี้! บุคคลผู้นี้มีเลือดลมพลุ่งพล่าน ภายในเลือดเนื้ออัดแน่นไปด้วยแก่นแท้ชีวิตอันแข็งแกร่ง ถือเป็นของบำรุงชั้นยอด! ผู้ใดจะได้ลิ้มลองอาหารจานนี้ ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของพวกท่านแล้ว"
ผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนไม่น้อยเลียริมฝีปากโดยสัญชาตญาณ ภายในดวงตาสาดประกายตื่นเต้นยินดี
"ดี ดี ดี!"
ซูจื่อโม่พยักหน้ารับติดๆ กัน กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่ามาโทษว่าข้าเปิดฉากสังหารหมู่ก็แล้วกัน!"
-สองสิงห์:ผู้แปล-