- หน้าแรก
- ระดับตัวแม่เรื่องความสวยและรวยเวอร์ คุณนึกไม่ถึงหรอกว่าฉันมีเงินเท่าไหร่
- บทที่ 4: ช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า
บทที่ 4: ช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า
บทที่ 4: ช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า
บทที่ 4: ช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า
จานถัดมาเป็นเครื่องเคียงอย่างหอยทากอบสไตล์ฝรั่งเศส ตามด้วยอาหารจานหลักอย่างสเต๊กที่จับคู่กับไวน์แดง
และปิดท้ายด้วยหอคอยขนมหวาน
มื้ออาหารนี้ใช้เวลาไปถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม แต่อวิ๋นช่านกลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
การเสิร์ฟและการจัดจานทั้งหมดล้วนเป็นหน้าที่ของผู้จัดการห้องพัก ซึ่งจะคอยแนะนำอาหารแต่ละจานให้เธอฟังอย่างกระชับและชัดเจนเมื่อถูกถาม และจะยืนอยู่เงียบๆ ด้านข้างเมื่อไม่ได้ถูกเรียกใช้งาน ทำให้เธอไม่รู้สึกกดดันเลยสักนิด
อวิ๋นช่านจิบไวน์ด้วยความพึงพอใจและนั่งลงริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่จรดเพดานพลางรู้สึกง่วงงุน ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะเคลิ้มหลับ จู่ๆ ระบบก็เอ่ยขึ้นมา
【โฮสต์ แม้ว่าระบบจะไม่มีข้อกำหนดบังคับ แต่ฉันก็ยังหวังว่าคุณจะไม่เกียจคร้านและใช้จ่ายเงินให้มากขึ้นนะ】
【หากคุณรู้สึกเหนื่อย คุณสามารถจ้างคนมาช่วยคุณใช้เงินได้เช่นกัน】
อวิ๋นช่าน:...อวิ๋นช่านทบทวนตัวเองและรู้สึกว่าเธอไม่ควรทำตัวแบบนี้จริงๆ เมื่อครู่นี้เธอถึงกับอยากจะนอนหลับในโรงแรมไปตลอดทั้งช่วงบ่ายเสียด้วยซ้ำ
ไม่ ไม่ นี่มันไม่ถูกต้อง
เธอตัดสินใจงัดเอาประสบการณ์การเป็นทาสบริษัทจากชีวิตก่อนมาใช้ โดยถือเสียว่าการใช้เงินคืองานอย่างหนึ่ง ต้องทำตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทราวกับทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเจ็ดวันต่อสัปดาห์ไม่มีวันหยุดพัก
อวิ๋นช่านวางแก้วไวน์ลง ลุกขึ้นยืน หยิบบัตรแบล็คการ์ด แล้วเดินฉับๆ ออกจากประตูไป
ก็แค่ใช้เงินไม่ใช่หรือไง? ในแหล่งผลาญเงินอย่างเซี่ยงไฮ้ มีหรือที่เงินจะไม่มีที่ให้ใช้?
เมื่อก้าวขึ้นรถยนต์ส่วนตัวที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้ และปฏิเสธไม่ให้ผู้จัดการห้องพักกับคนอื่นๆ ติดตามไปด้วย อวิ๋นช่านก็มุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้าสุดหรูชื่อดัง
เมื่อมาถึงชั้นหนึ่งของห้างสรรพสินค้า คนขับรถก็หยุดเดินตามเธออย่างรู้ความ
"คุณหนูอวิ๋นครับ ผมจะรออยู่ที่ลานจอดรถตลอดเวลานะครับ หากช้อปปิ้งเสร็จแล้วก็บอกผมได้เลย"
"โอเค ขอบใจนะ"
คนขับรถมองตามแผ่นหลังของอวิ๋นช่านจนลับสายตา ก่อนจะหันหลังกลับไปยังลานจอดรถ
ในเวลานี้ อวิ๋นช่านได้เดินเข้าไปในร้านแรกเรียบร้อยแล้ว
ในชีวิตก่อน อวิ๋นช่านมีดาราคนโปรดที่ชอบสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์ชาแนล และอวิ๋นช่านก็พลอยหลงรักสไตล์นี้ไปด้วย
และประจวบเหมาะกับที่เธอไม่มีกระเป๋าเดินทางติดตัวมาเลย เธอจึงถือโอกาสนี้ช้อปปิ้งให้หนำใจไปเลย
"สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง ยินดีต้อนรับสู่ชาแนลค่ะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยไหมคะ?" อู๋เสวี่ยเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อครู่นี้อู๋เสวี่ยกำลังจัดเรียงสินค้าอยู่หน้าร้าน และบังเอิญเห็นอวิ๋นช่านกับคนขับรถเดินขึ้นมาพอดี
อายุของอวิ๋นช่านนั้นมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าต้องไม่เกินยี่สิบปีอย่างแน่นอน เสื้อผ้าของเธอก็ดูธรรมดา แถมยังไม่ได้ถือกระเป๋ามาด้วยซ้ำ ถึงแม้ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ เธอจะแต่งตัวดูดีมากก็ตาม
ตอนแรกเธอคิดว่าเป็นคุณพ่อพาคุณลูกสาวมาเดินช้อปปิ้ง และไม่คิดว่าพวกเขาจะเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของทางร้าน
แต่ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะละสายตาไป เธอกลับเห็นผู้ชายในชุดสูททางการโค้งคำนับให้หญิงสาวอย่างนอบน้อมในขณะที่พูดคุยกัน
นี่ไม่ใช่คู่พ่อลูกอย่างแน่นอน และไม่ใช่ฉากละครหลังข่าวระหว่างเสี่ยเลี้ยงกับบ้านเล็กด้วย
มีเสี่ยเลี้ยงที่ไหนกันจะคอยเดินตามหลังบ้านเล็กอยู่ครึ่งก้าวตลอดเวลา แถมยังต้องโค้งคำนับตอนพูดด้วย?
อู๋เสวี่ยรู้สึกว่าเหมือนคุณหนูกับบอดี้การ์ดส่วนตัวมากกว่า!
อู๋เสวี่ยรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ค้นพบความจริงบางอย่าง ดังนั้นเธอจึงเป็นคนแรกที่เข้าไปทักทายอวิ๋นช่านทันทีที่อีกฝ่ายเดินมาถึงหน้าประตู
อันที่จริง ต่อให้เธอไม่ได้เข้าไปทักทายเป็นคนแรก พนักงานขายคนอื่นๆ ก็ไม่อยากจะเข้าไปแย่งชิงลูกค้าคนนี้อยู่ดี
แม้ว่าพวกเธอจะเป็นพนักงานขายมืออาชีพและไม่ได้มีนิสัยดูถูกคน แต่พวกเธอก็ย่อมมีการประเมินอยู่ในใจ ท้ายที่สุดแล้ว ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากได้ยอดขายเยอะๆ?
หญิงสาวคนนี้ยังดูเด็กและการแต่งตัวก็แสนจะธรรมดา ดูเหมือนนักศึกษาที่อยากรู้อยากเห็นและอยากมาเปิดหูเปิดตาเสียมากกว่า สรุปก็คือเธอคงไม่ซื้อของอะไรหรอก
ดังนั้นเมื่ออู๋เสวี่ยเดินเข้าไปหา พนักงานขายคนอื่นๆ จึงคิดแค่ว่าเธอเป็นพนักงานใหม่ที่กระตือรือร้นและไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก พวกเธอเพียงแค่โค้งคำนับและส่งยิ้มให้อวิ๋นช่าน ก่อนจะถอยฉากไปอีกด้านหนึ่ง
อู๋เสวี่ยพยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้ "คุณผู้หญิงคะ นี่เป็นครั้งแรกที่มาเยือนร้านของเราหรือเปล่าคะ? อยากให้ดิฉันช่วยแนะนำสินค้าให้ไหมคะ?"
อวิ๋นช่านมองอู๋เสวี่ยที่อยู่ตรงหน้า เธอเป็นหญิงสาวที่ยังอายุน้อย และถึงแม้ดวงตาของเธอจะฉายแววตื่นเต้นที่ได้เจอลูกค้ากระเป๋าหนัก แต่มันก็เป็นแววตาที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์มาก
เธอระบายยิ้มออกมา "เพิ่งมาครั้งแรกจริงๆ นั่นแหละ รบกวนช่วยแนะนำทีนะ"
เมื่อได้ยินคำพูดของอวิ๋นช่าน พนักงานขายคนอื่นๆ ก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองมากขึ้น เมื่อมองไปที่ท่าทีตื่นเต้นของอู๋เสวี่ย พวกเธอก็ได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนใจและหันไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
อวิ๋นช่านเองก็พอใจกับสถานการณ์นี้เช่นกัน
มีคนแนะนำแค่คนเดียวก็พอแล้ว หากมีคนมารุมล้อมเยอะเกินไปคงทำให้อึดอัดเปล่าๆ
อู๋เสวี่ยเดินนำไปยังโซนชุดเดรสก่อนเป็นอันดับแรก "นี่คือชุดเดรสคอลเลกชันใหม่ทั้งหมดเลยค่ะ ช่วงนี้อากาศร้อน การสวมชุดเดรสจึงเหมาะสมที่สุดค่ะ"
"ตัวนี้เป็นเดรสประดับมุกรุ่นใหม่ของปีนี้ค่ะ บริเวณปกคอและปลายแขนเสื้อตกแต่งด้วยไข่มุก ซึ่งเป็นสไตล์คลาสสิกของแบรนด์เราเลยค่ะ"
"ส่วนนี่คือชุดเดรสสั้นสีดำสุดคลาสสิกค่ะ การตัดเย็บดูเรียบหรูและประณีต ไม่ว่าจะใส่ตัวเดียวเดี่ยวๆ หรือสวมทับด้วยเสื้อโค้ตก็ดูดีไปหมด แถมยังใส่ได้กับความต้องการของฤดูกาลอย่างน้อยสองฤดูด้วยนะคะ..."
อู๋เสวี่ยแนะนำชุดเดรสทีละตัวๆ ส่วนอวิ๋นช่านก็รับฟังด้วยรอยยิ้ม พลางพยักหน้าตอบรับเป็นระยะๆ โดยไม่ได้เอ่ยปากเลยว่าเธอต้องการชุดเหล่านั้นหรือไม่
อู๋เสวี่ยก็ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจอะไร เธอยังคงอธิบายรายละเอียดต่างๆ อย่างตั้งใจและจริงจังด้วยรอยยิ้ม แถมยังเสนอไอเดียการมิกซ์แอนด์แมตช์ให้อีกมากมาย
อย่างไรก็ตาม พนักงานขายคนอื่นๆ เริ่มจะกระสับกระส่ายขึ้นมาบ้างแล้ว
แม้จะมีการแข่งขันกันเองในหมู่พนักงาน แต่มันก็จำกัดอยู่แค่เรื่องงานและลูกค้าเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนในร้านต่างก็ปฏิบัติตามกฎและไม่เคยแย่งลูกค้ากัน พวกเธอจึงเข้ากันได้ดีมาโดยตลอด
เมื่อเห็นอู๋เสวี่ยทุ่มเทอธิบายอย่างหนักหน่วงเช่นนี้ พวกเธอก็รู้สึกสงสารและเห็นใจเธอขึ้นมาตงิดๆ
"เฮ้อ อธิบายซะตั้งอกตั้งใจขนาดนั้น ถ้าเดี๋ยวลูกค้าไม่ซื้อเลยสักชิ้น เสี่ยวเสวี่ยจะผิดหวังขนาดไหนกันเนี่ย?"
"นั่นสิ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ยอมบอกด้วยนะว่าอยากได้อะไร หรือไม่อยากได้อะไร ปล่อยให้เสี่ยวเสวี่ยพูดอยู่ได้ตั้งนานสองนาน"
"แล้วมันจะทำไมล่ะ?" พนักงานขายที่อาวุโสกว่าเอ่ยขึ้น "หน้าที่ของเราในสายอาชีพนี้คือการให้บริการลูกค้า ไม่ว่าพวกเขาจะซื้อหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่พวกเขาก้าวเข้ามาในร้าน พวกเขาก็คือแขกของเรา"
"อย่าไปจำเอาพฤติกรรมแย่ๆ ที่ทำให้พนักงานขายแบรนด์หรูต้องเสียชื่อเสียงมาใช้เลย"
พนักงานขายที่เพิ่งพูดไปก่อนหน้านี้แลบลิ้นออกมา "พี่เฉินคะ หนูไม่ได้หมายความแบบนั้นเสียหน่อย หนูแค่คิดว่าเสี่ยวเสวี่ยเพิ่งจะเข้ามาทำงานได้ไม่นาน ก็เลยกลัวว่าความกระตือรือร้นของเธอจะหดหายไปต่างหาก"
เฉินเหมยระบายยิ้ม "นี่เป็นกระบวนการที่พนักงานขายทุกคนต้องก้าวผ่านไปให้ได้ การได้เผชิญหน้ากับมันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อปรับทัศนคติของตัวเองถือเป็นเรื่องดีสำหรับเธอนะ"
"เอาล่ะ เลิกคุยกันได้แล้ว ไปทำงานต่อเถอะ"
"รับทราบค่ะพี่เฉิน"
ทุกคนพยักหน้าและแยกย้ายกันไปทำงาน เฉินเหมยมองไปที่อู๋เสวี่ยซึ่งอยู่ไกลออกไปแล้วลอบถอนหายใจ "เดี๋ยวแขกกลับไปแล้ว ฉันคงต้องเข้าไปปลอบใจเธอเสียหน่อย ยังไงซะเธอก็ยังเด็กอยู่..."
อู๋เสวี่ยไม่รู้เลยว่าพวกรุ่นพี่ในร้านได้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะเข้ามาปลอบประโลมเธอเรียบร้อยแล้ว เธอยังคงตั้งหน้าตั้งตาอธิบายรายละเอียดต่างๆ ให้อวิ๋นช่านฟังอย่างขะมักเขม้น
หลังจากที่เธออธิบายโซนเสื้อผ้าสำเร็จรูปเสร็จ และกำลังจะเปลี่ยนไปแนะนำโซนรองเท้าและกระเป๋าต่อ อวิ๋นช่านก็เอ่ยปากขึ้นมา
เธอเดินไปที่ราวแขวนเสื้อผ้า "ตัวนี้ ตัวนี้ แล้วก็ตัวนี้...ฉันไม่เอา"
อู๋เสวี่ยถึงกับชะงักงัน "คะ?"
อวิ๋นช่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ฉันไม่เอาแค่ตัวพวกนั้น นอกนั้นช่วยห่อให้หมดเลยนะ"
"อ้อ แล้วก็ห่อพวกเสื้อโค้ต แจ็กเกต และก็รองเท้าที่คุณเอามาแมตช์ให้ฉันดูเมื่อกี้ด้วยล่ะ"
อู๋เสวี่ยยืนตัวแข็งทื่อเป็นหิน ได้แต่พยักหน้ารับอย่างสัญชาตญาณ "อ๊ะ อะ...โอเคค่ะ"
ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่ตกตะลึง แต่พนักงานขายทุกคนในร้านต่างก็อ้าปากค้าง นึกสงสัยว่าพวกเธอหูแว่วไปเองหรือเปล่า
เฉินเหมยเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาได้ เธอก้าวไปยืนอยู่ข้างๆ อู๋เสวี่ย แอบสะกิดอีกฝ่ายเบาๆ แล้วส่งยิ้มให้อวิ๋นช่านพลางกล่าวว่า "สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง ดิฉันเป็นผู้จัดการร้านนะคะ ทางร้านเรามีบริการจัดส่งสินค้าให้ถึงบ้าน ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงต้องการรับบริการนี้ไหมคะ?"