- หน้าแรก
- ทะลุมิติปรมาจารย์เต๋าปราบปีศาจ
- บทที่ 5 - เผชิญหน้าในงานเลี้ยง
บทที่ 5 - เผชิญหน้าในงานเลี้ยง
บทที่ 5 - เผชิญหน้าในงานเลี้ยง
บทที่ 5 - เผชิญหน้าในงานเลี้ยง
"ภูเขาไป๋ซาน? คดีคนหาย?" ขณะเดินอยู่บนถนน นัยน์ตาของจางซู่เสวียนสั่นไหวเล็กน้อย
"ใช่ใต้เท้าพยัคฆ์หมอบจางหรือไม่ขอรับ?" เจ้าหน้าที่ผู้น้อยคนหนึ่งวิ่งสวนมา เอ่ยถามด้วยท่าทีนอบน้อม
"ข้าเอง" จางซู่เสวียนเงยหน้าขึ้น
เจ้าหน้าที่ผู้น้อยถูมือไปมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "ท่านนายอำเภอหวังให้ข้ามาเชิญใต้เท้าไปยังหอชางเล่อขอรับ"
"ใต้เท้าหลินก็อยู่ด้วยนะขอรับ" เจ้าหน้าที่รีบเสริมอีกประโยค
"ก็ได้ ไปดูซิว่าพวกเขามีอะไรจะพูด" จางซู่เสวียนตอบตกลง แต่ก็ไม่ได้ตามเจ้าหน้าที่ไปในทันที กลับบ่ายเบี่ยงว่ายังมีธุระต้องไปสืบสวนอีกเล็กน้อย ประเดี๋ยวจะตามไปเอง
เจ้าหน้าที่ผู้น้อยไม่กล้าพูดอะไรมาก รีบวิ่งจากไป
"ใต้เท้าพยัคฆ์หมอบสืบพบอะไรบ้างแล้วหรือ?" เจ้าหน้าที่เพิ่งจากไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
มุมปากของจางซู่เสวียนยกยิ้ม เขามองไปยังชายร่างกำยำที่นั่งอยู่โต๊ะสุราด้านข้าง
เมิ่งจือหลี่
อดีตผู้ช่วยเสนาบดีกรมพิธีการในเมืองหลวง เพราะทำอะไรรวมถึงพูดจาตรงไปตรงมาจนไปล่วงเกินคนเข้า จึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง และถูกส่งมาจัดการเรื่องราวในอำเภอคังเล่อพร้อมกับจางซู่เสวียน โดยรับหน้าที่จดบันทึก
เนื่องจากรำคาญที่จางซู่เสวียนทำอะไรชักช้า เขาจึงล่วงหน้ามาก่อน
"ใต้เท้าเมิ่งล่วงหน้ามาก่อน ข้อมูลที่ได้น่าจะเยอะกว่าข้ากระมัง" จางซู่เสวียนนั่งลงแล้วยิ้ม
เมิ่งจือหลี่ยืดตัวขึ้น เงาดำทาบทับบดบังจางซู่เสวียน
เมิ่งจือหลี่มีใบหน้าดูอ่อนแอราวกับบัณฑิตหนุ่มรูปงาม เป็นใบหน้าที่ทำให้คนประมาทได้ง่ายๆ
แต่ถ้าประมาทล่ะก็ จบเห่แน่
เมิ่งจือหลี่มีความสูงเกือบสองเมตร กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หนาเตอะและทรงพลัง รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ซึ่งถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิดภายใต้ชุดคลุมยาวตัวโคร่ง ดูเผินๆ ก็เหมือนบัณฑิตที่ดูดีแต่เปลือก
"แรงกดดันบ้าบอนี่" จางซู่เสวียนยิ้มขื่นในใจ
"สามข้อ" เมิ่งจือหลี่ยกนิ้วขึ้นมา
"ข้อแรก เรื่องการตายของนายทหารหลิว!"
"วันที่นำศพของเขากลับมา ก็ถูกเผาทิ้งในทันที"
"สำหรับเรื่องนี้ ทางการให้เหตุผลว่า นายทหารหลิวถูกปีศาจสังหาร เกรงว่าศพจะกลายพันธุ์"
"ก็มีเหตุผลดีนี่" จางซู่เสวียนพยักหน้า
"ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ" เมิ่งจือหลี่พูดเสียงขรึม "หลายคนในที่ว่าการอำเภอยืนยันว่า ไม่เห็นศพของนายทหารหลิวเลย แล้วสิ่งที่ทางการเผาไปล่ะคืออะไร?"
จางซู่เสวียนขมวดคิ้ว เขานึกถึงคำพูดของหลิวเอ้อร์นี วันนั้น นายทหารหลิวกลับมาที่บ้านพัก และกำชับให้หลิวเอ้อร์นีหนีไป
"ข้อสอง คดีคนหาย!"
"จากการสืบสวนของข้า คนแรกที่หายตัวไปในอำเภอคังเล่อคือ หลิวขุย ลูกชายของนายทหารหลิว!"
"หืม?" จางซู่เสวียนเลิกคิ้วมอง
เมิ่งจือหลี่ไม่ได้อธิบายอะไรต่อ "สิ่งที่น่าแปลกก็คือ คนทั้งอำเภอคังเล่อ ต่างก็ลืมหลิวขุยคนนี้ไปจนหมดสิ้น! ราวกับว่าคนคนนี้ไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง"
"พวกเขาต่างก็ลืมเลือนการมีอยู่ของคนคนนี้"
"ข้อสาม ภูเขาไป๋ซาน! ซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้ายของพวกเรา!"
"ที่ตีนเขาไป๋ซานมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชื่อว่า หมู่บ้านไป๋เจีย"
"ที่หมู่บ้านไป๋เจีย มีการทำพิธีบูชายัญมนุษย์ การแต่งงานกับคนตาย ฯลฯ คดีคนหายในช่วงแรกๆ ก็เกิดขึ้นในบริเวณหมู่บ้านไป๋เจียนี่แหละ"
"ต้องแยกให้ออกนะ หลิวขุยคือคนแรกที่หายตัวไปในอำเภอคังเล่อ ไม่ใช่คนแรกที่หายตัวไปในคดีคนหาย"
เมิ่งจือหลี่จิบน้ำอย่างใจเย็น "สถานการณ์ในตอนนี้ก็มีเท่านี้แหละ"
"ภูเขาไป๋ซานข้ายังไม่ได้ไป เพราะถึงอย่างไรข้าก็เป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอคนหนึ่ง"
มุมปากของจางซู่เสวียนกระตุก เขาไม่สนใจบัณฑิตอ่อนแอที่สามารถถอนต้นหลิวที่ห้อยระย้าได้ด้วยมือเปล่าคนนี้อีกต่อไป
จากนั้น จางซู่เสวียนก็เล่าเรื่องที่ตนพบเจอในบ้านของหลิวเอ้อร์นีให้ฟัง
"เจ้าคิดว่าเป็นภาพลวงตา หรือว่า..." เมิ่งจือหลี่ขมวดคิ้ว
เขายังพูดไม่จบ แต่จางซู่เสวียนก็รู้ความหมายดี
หลิวเอ้อร์นีและแม่ของนางอาจจะตายไปแล้ว!
"ราวกับว่าทั้งอำเภอคังเล่อถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาที่มองไม่เห็น" เมิ่งจือหลี่ถอนหายใจ
"ไปเถอะ ไปพบหลินชิงเสียกับนายอำเภอหวังกัน" จางซู่เสวียนลุกขึ้นยืน "บางที พวกเขาอาจจะบอกอะไรพวกเราได้บ้าง"
"เจ้าเชื่อพวกเขาหรือ?" เมิ่งจือหลี่แค่นหัวเราะ
"ถ้าอยากหลอกคน อยากจะเล่นละครให้สมจริง ก็ต้องมีเรื่องจริงเจ็ดส่วน เรื่องแต่งสามส่วน" จางซู่เสวียนหัวเราะ "ยังไงก็ต้องมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์หลุดมาบ้างแหละ"
เมิ่งจือหลี่ครุ่นคิด ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
หอชางเล่อ
ทันทีที่จางซู่เสวียนและเมิ่งจือหลี่ปรกฏตัว เจ้าหน้าที่ผู้น้อยก็รีบวิ่งเข้ามาหา "ใต้เท้าจาง ท่านมาแล้ว"
เมื่อเห็นเมิ่งจือหลี่ที่มีความสูงเกือบสองเมตร เจ้าหน้าที่ก็ชะงักไป เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "ท่านนี้คือ?"
"เมิ่งจือหลี่ ใต้เท้าเมิ่ง" จางซู่เสวียนยิ้ม "เจ้าหน้าที่บันทึกน่ะ"
เจ้าหน้าที่ผู้น้อยถึงบางอ้อ รีบต้อนรับทั้งสองขึ้นไปยังหอชางเล่อ
หอชางเล่อถูกเหมาหมดทั้งชั้น ชั้นหนึ่งและชั้นสองล้วนเป็นคนของทางการ ชั้นหนึ่งเป็นมือปราบ ชั้นสองเป็นขุนนางอย่างพวกสมุห์บัญชี
ส่วนชั้นสามมีคนอยู่แค่ไม่กี่คน
พยัคฆ์หมอบท้องถิ่น หลินชิงเสีย, นายอำเภอหวัง, ปลัดอำเภอ และหัวหน้ามือปราบ
"พี่จาง" หลินชิงเสียลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะ ต้อนรับจางซู่เสวียนและเมิ่งจือหลี่เข้ามาใกล้ตัว ก่อนจะแนะนำผู้คนที่อยู่ในงานให้จางซู่เสวียนรู้จักด้วยรอยยิ้ม
นายอำเภอหวังลุกขึ้นยืน ยกจอกสุราขึ้น กล่าวกับจางซู่เสวียนว่า "ใต้เท้าจาง ลูกชายข้าไม่รู้ประสีประสา ล่วงเกินใต้เท้า ข้าต้องขออภัยใต้เท้าไว้ ณ ที่นี้ด้วย"
พูดจบ นายอำเภอหวังก็ดื่มสุราในจอกจนหมดเกลี้ยง
จางซู่เสวียนยกจอกสุราขึ้นยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไรมาก
ฉุดคร่าหญิงสาว? ทำผิดกฎหมาย? กฎหมายน่ะ ถ้าใช้กับพวกชนชั้นสูงได้ผลจริง ป่านนี้คงไม่มีขุนนางกังฉินเยอะขนาดนี้หรอก
ขุนนางปกป้องขุนนาง เบื้องบนไม่มีเทพยดาคอยดูแล ความยุติธรรมมีอยู่แค่ใน "ใจคน" เท่านั้น
หลังจากดื่มสุราและรับประทานอาหารไปได้สักพัก
จางซู่เสวียนก็มองดูหญิงงามที่สวมชุดผ้าโปร่งบางร่ายรำอยู่กลางลานด้วยความสนใจ
นางรำนำเป็นสาวงามจากต่างแดน รูปร่างงดงามอรชร
ตอนนี้จางซู่เสวียนเข้าใจแล้วว่า ทำไมบรรพบุรุษในหน้าประวัติศาสตร์ถึงชอบขยายอาณาเขตกันนัก เป้าหมายคงไม่ใช่แค่ลูกเกดกับแตงฮามิกัวพวกนั้นแน่ๆ
"ถ้าพี่จางชอบ คืนนี้ให้นางไปปรนนิบัติท่านได้นะ" หลินชิงเสียสังเกตเห็นความ "สนใจ" ของจางซู่เสวียน
"นางมาจากทู่ปัว (ทิเบต) สอนภาษาทู่ปัวให้พี่จางได้ด้วยนะ"
"พี่จาง การรู้ภาษาต่างประเทศสักภาษามันสำคัญมากเลยนะ"
จางซู่เสวียนพยักหน้ายิ้มๆ "ใช่ๆ ภาษาต่างประเทศนี่ต้องตั้งใจเรียนให้ดีเลยล่ะ"
หลินชิงเสียกลอกตา ถามหยั่งเชิง "พี่จางพบเบาะแสอะไรบ้างหรือไม่?"
จางซู่เสวียนพยักหน้า ยิ้มและเล่าเรื่องสถานการณ์ในบ้านของหลิวเอ้อร์นีให้ฟัง โดยปิดบังเรื่องลี้ลับที่เกิดขึ้นเอาไว้
"เฮ้อ!" นายอำเภอหวังได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ "แม่นางหลิวคนนั้นคงจะเสียสติไปแล้วล่ะ"
"โอ๊ะ? ทำไมท่านถึงพูดเช่นนั้น?" จางซู่เสวียนเลิกคิ้วมองนายอำเภอหวัง
"ตั้งแต่ทหารหลิวตายไป บ้านหลิวก็มาก่อเรื่องที่ที่ว่าการอำเภออยู่หลายครั้ง ดึงดันจะให้ที่ว่าการรับผิดชอบให้ได้" นายอำเภอหวังถอนหายใจอย่างจนปัญญา "ใต้เท้าจาง ท่านลองคิดดูสิ นายทหารหลิวก็ไม่ได้ถูกที่ว่าการอำเภอฆ่าตายเสียหน่อย แล้วจะให้ที่ว่าการอำเภอรับผิดชอบอะไรได้ล่ะ?"
"วันนี้ คนที่ลูกชายท่านควบม้ากลางถนนตั้งใจจะฉุดคร่าไป ก็ดูเหมือนจะเป็นลูกสาวของนายทหารหลิวนี่นา" จางซู่เสวียนพูดขึ้น
สายตาเย็นชาจ้องมองไปที่นายอำเภอหวัง ราวกับเทพสายฟ้าทั้งห้ากำลังตรวจสอบโลกมนุษย์ ทำให้พวกที่คิดมิดีมิร้ายไม่กล้าสบตา
"ฮ่าฮ่าฮ่า... เรื่องที่ผ่านไปแล้วจะรื้อฟื้นขึ้นมาพูดทำไมอีกล่ะ" หลินชิงเสียหัวเราะกลบเกลื่อน วางจอกสุราลง แล้วมองจางซู่เสวียน
จางซู่เสวียนเงยหน้าสบตา ภายใต้ความสงบนิ่งกลับมีประกายไฟอันร้อนแรง ปราศจากการยอมถอยแม้แต่น้อย
"ยังไงก็ต้องมีความยุติธรรมบ้างสิ"
"ความยุติธรรมก็คือ นายทหารหลิวตายไปแล้ว!" หลินชิงเสียยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม
ความหมายก็คือ ใต้เท้าจางกำลังจะออกหน้าแทนคนตาย คนที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเลยงั้นหรือ?
"คนตายก็ต้องการนอนตายตาหลับเหมือนกัน" จางซู่เสวียนตอบกลับอย่างราบเรียบ
"ผู้บริสุทธิ์ย่อมพิสูจน์ตัวเองได้ ผู้มีความผิดย่อมมีมลทินติดตัว"
"น้ำใสสะอาดเกินไปไร้ซึ่งมัจฉา" หลินชิงเสียตอบกลับ
สายตาทั้งสองประสานกัน ภายใต้ความเงียบสงบกลับแฝงไปด้วยประกายไฟอันดุเดือด
เป็นการต่อสู้ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
"ใต้เท้าจางอย่าลืมภารกิจของตัวเองเสียล่ะ ภูเขาไป๋ซานอันตรายนัก หวังว่าใต้เท้าจางจะระมัดระวังตัวด้วยนะ" หลินชิงเสียหัวเราะ
"ขอบคุณใต้เท้าหลินที่เตือน" จางซู่เสวียนยิ้ม "ตัวข้านี้ มั่นใจว่ายังพอมีความสามารถในการปกป้องตัวเองอยู่บ้าง"
"ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้ใต้เท้าจางเดินทางโดยสวัสดิภาพ" หลินชิงเสียกล่าว
มังกรพลัดถิ่นกับงูเจ้าถิ่น!
จางซู่เสวียนเปรียบเสมือนมังกรพลัดถิ่น บุกตะลุยชนดะ ทำให้โครงสร้างผลประโยชน์ที่ราบรื่นของอำเภอคังเล่อทั้งอำเภอต้องสั่นคลอน
ทั้งสองจ้องหน้ากัน ในดวงตามีประกายไฟแตกกระจาย
จางซู่เสวียนลุกขึ้นยืน "ข้าต้องการแฟ้มคดีของนายทหารหลิวกับภูเขาไป๋ซาน รบกวนใต้เท้าหลินนำไปส่งที่ห้องข้าในวันพรุ่งนี้ด้วย"
"ย่อมได้" หลินชิงเสียยังคงมีรอยยิ้มสดใส ลุกขึ้นยืนส่งแขก
"ใต้เท้าหลิน..." นายอำเภอหวังมองมาด้วยความกังวลใจ
"ใต้เท้าจางอยากสืบ ก็ปล่อยให้เขาสืบไปเถอะ" รอยยิ้มของหลินชิงเสียไม่ลดลงเลย "ยังไงเสีย เขาก็เป็นถึงเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่มาจากเมืองหลวงเชียวนะ"
"ขอรับ" นายอำเภอหวังถอนหายใจยาว
"ซู้ดดด..."
ที่ร้านขายเกี๊ยวน้ำริมถนน จางซู่เสวียนกับเมิ่งจือหลี่กำลังซดเกี๊ยวน้ำชามโตกันอย่างเอร็ดอร่อย
"ฮ่าา" เมิ่งจือหลี่วางชามกับตะเกียบลง ถอนหายใจยาว "กินที่นี่แหละอร่อยสุดแล้ว"
พูดจบ หางตาของเมิ่งจือหลี่ก็เหลือบไปมองน่องไก่ในชามของจางซู่เสวียนเป็นระยะๆ
เขาถูมือไปมา "พี่จาง ขอเจรจาอะไรหน่อยได้หรือไม่"
"ไม่มีทาง" จางซู่เสวียนหยิบน่องไก่ขึ้นมากัดคำโต
เมิ่งจือหลี่พูดไม่ออก ได้แต่มองด้วยความน้ำลายสอ
"พี่เมิ่ง ศึกในศึกนอกรุมเร้าจริงๆ" จางซู่เสวียนแบ่งน่องไก่ให้เมิ่งจือหลี่ครึ่งหนึ่ง โดยฉีกส่วนที่ตัวเองกัดไปแล้วใส่ลงในชามของตัวเอง
"ภูเขาไป๋ซานอันตรายยากจะหยั่งถึง"
"อำเภอคังเล่อก็มีแต่เรื่องลี้ลับไม่ชัดเจน"
เมิ่งจือหลี่แค่นเสียงเย็น "พวกสุนัขรับใช้ที่กินเงินเดือนหลวงแต่ไม่ยอมทำอะไร"
"ถ้าจะให้ข้าว่านะ พวกเราอาศัยจังหวะดึกสงัดแบบนี้ ลอบเข้าไปในบ้านพวกมัน เอามีดจ่อคอหอยพวกมัน ดูซิว่าพวกมันยังจะกล้าพูดพร่ำทำเพลงอยู่อีกไหม!"
จางซู่เสวียนถึงกับขำก๊าก
ตอนอยู่เมืองหลวง เขาก็เคยได้ยินวีรกรรมของชายหนุ่มสุดแปลกตรงหน้าคนนี้มาบ้างเหมือนกัน
เคยร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องทุจริตรับสินบน แต่กลับไม่ได้ผลอะไร แถมยังโดนกดดันอีกต่างหาก
เขาเลยแอบลอบเข้าไปในบ้านผู้บังคับบัญชากลางดึก เอามีดจ่อคอหอย บังคับให้ผู้บังคับบัญชาเขียนคำรับสารภาพนับสิบข้อหา
ชั่วข้ามคืนเดียว ก็โด่งดังไปทั่วเมืองหลวง!
ในเมืองหลวงมีคำกล่าวล้อเลียนว่า "รองเสนาบดีเมิ่ง เก่งทั้งบู๊และบุ๋น ฆ่าคนวางเพลิงเชี่ยวชาญทุกอย่าง"
"สู้ฆ่าทิ้งให้หมดเลยไม่ดีกว่าหรือ" จางซู่เสวียนหัวเราะ "ลูกผู้ชายบันดาลโทสะ เลือดสาดกระจายห้าก้าว"
"ความคิดเข้าท่า" เมิ่งจือหลี่พยักหน้า
เถ้าแก่ร้านขายเกี๊ยวน้ำที่อยู่ข้างๆ ถึงกับตัวสั่นงันงก
"ดึกดื่นป่านนี้ สองคนนี้คงไม่ใช่คนดีแน่ๆ!" เถ้าแก่คิดในใจอย่างหวาดกลัว
"คิดเงิน" จางซู่เสวียนยิ้มขำๆ บทสนทนาในคืนนี้ ถือซะว่าเป็นแค่เรื่องล้อเล่นก็แล้วกัน
สีหน้าของเมิ่งจือหลี่แข็งค้าง "พี่จาง พี่ชายคนนี้กระเป๋าแห้งน่ะ..."
"เรื่องขี้ปะติ๋ว" จางซู่เสวียนโบกมืออย่างใจป้ำ ท่าทางห้าวหาญดุดัน ล้วงกระเป๋า แต่กลับไม่มีเศษเงินแม้แต่อีแปะเดียว
สีหน้าของจางซู่เสวียนแข็งค้างไปตามๆ กัน
จางซู่เสวียนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า วันนี้ที่บ้านของหลิวเอ้อร์นี เขาเอาเงินทั้งหมดที่มีให้พวกนางไปหมดแล้ว
"เถ้าแก่ ขอแปะโป้งไว้ก่อนได้หรือไม่"
(จบแล้ว)