เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - เงาลวงตาปริศนา

บทที่ 4 - เงาลวงตาปริศนา

บทที่ 4 - เงาลวงตาปริศนา


บทที่ 4 - เงาลวงตาปริศนา

"เข้ามาสิ ต่อเลย" จางซู่เสวียนยังคงมีรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า

"ข้าเป็นคนเคารพคนแก่และรักเด็กเสมอมา!"

จางซู่เสวียนก้าวไปข้างหน้า ยกเท้ากระทืบลงไป จับหัวชายชราที่หมอบกราบอยู่บนพื้นยัดใส่ร่องอิฐเขียวบนพื้นถนน

หัวมุดลงไปในอิฐเขียว ขาทั้งสองข้างกระตุกเกร็งเป็นระยะๆ

"ข้า..."

ตอนนี้คุณชายชิ่งหยางเหมือนขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้เสียแล้ว

เขาอยากจะลงจากม้ามากราบขอขมา แต่พอเห็นความ "เคารพคนแก่และรักเด็ก" ของจางซู่เสวียน เขาก็เกิดอาการปอดแหกขึ้นมาทันที

เขาเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นสอง ถ้าโดนจางซู่เสวียนกระทืบแบบนั้นสักที คงได้พิการไปตลอดชีวิตแน่

จางซู่เสวียนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เผยให้เห็นหญิงสาวที่อยู่ด้านหลัง พร้อมกับยิ้ม "มาสิ ทำต่อเลย"

"ข้ายังชอบท่าทีดื้อรั้นอวดดีของเจ้ามากกว่านะ"

คุณชายกลืนน้ำลายเอื้อกๆ หน้าซีดเผือด ผู้ที่เคยวางอำนาจบาตรใหญ่ในอำเภอคังเล่อ วันนี้ถือว่าเจอของแข็งเข้าให้แล้ว

หลังจากนั้น ภายใต้สีหน้าตกตะลึงปนช็อกของจางซู่เสวียน ไอ้หนุ่มหน้าโง่นี่กลับทำให้เขาดูเป็นขวัญตาจริงๆ ว่าการฉุดลูกสาวชาวบ้านเขาทำกันยังไง

ลูกสมุนจับตัวแม่นางน้อยเอาไว้ เอาถุงกระสอบคลุมหัว โยนขึ้นหลังม้า แล้วเงยหน้าหัวเราะร่วนจากไป...

"ก็ ก็แบบนี้แหละ" คุณชายควบม้ากลับมา พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ท่าทางชำนาญแบบนี้ คงไม่ได้ทำแค่ครั้งสองครั้งแน่ๆ อย่างน้อยก็ต้องแปดครั้งสิบครั้ง!

"หืม! เก่งมาก!" จางซู่เสวียนถึงกับขำ "งั้นต่อไป เจ้าก็มัดตัวเองซะ"

"ผู้น้อยหลินชิงเสีย คารวะใต้เท้า"

จังหวะนั้นเอง ก็มีน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลัง จางซู่เสวียนหรี่ตาลง มีคนแอบเข้ามาใกล้เขาขนาดนี้เชียวหรือ

เขาค่อยๆ หันกลับไป ผู้มาเยือนมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าดูนุ่มนวล แม้จะเป็นผู้ชาย แต่กลับมีดวงตาดอกท้อที่ดูมีเสน่ห์เย้ายวน

"ซือลี่เซี่ยวเว่ย!" จางซู่เสวียนสังเกตเห็นป้ายหยกที่เอวของชายหน้าหวานคนนั้น

ป้ายหยกพยัคฆ์หมอบ!

ในอาณาจักรต้าฉิน ทุกมณฑลและอำเภอจะมีการแต่งตั้งตำแหน่งซือลี่เซี่ยวเว่ย เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบขุนนางในท้องถิ่น และปกป้องความสงบสุขของบ้านเมือง

ดังนั้น จึงมีการแบ่งแยกขุนนางเมืองหลวงและขุนนางท้องถิ่น

ขุนนางเมืองหลวงมักจะดูถูกขุนนางท้องถิ่น เพราะเคยชินกับการพบปะผู้คนระดับสูง

ส่วนขุนนางท้องถิ่นก็มักจะดูแคลนขุนนางเมืองหลวง มองว่าเป็นพวกดีแต่เปลือก เอาไว้ประดับบารมีเท่านั้น

ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายมีมาอย่างยาวนาน แต่พยัคฆ์หมอบแห่งเมืองหลวงก็มีหน้าที่ตรวจสอบพยัคฆ์หมอบในท้องถิ่นด้วย ดังนั้น พยัคฆ์หมอบแห่งเมืองหลวงจึงมีตำแหน่งสูงกว่าพยัคฆ์หมอบในท้องถิ่นครึ่งขั้น

"พี่หลิน" จางซู่เสวียนประสานมือคารวะ "พวกเราล้วนเป็นพยัคฆ์หมอบป้ายเหล็กเหมือนกัน อย่าเรียกใต้ท้งใต้เท้าอะไรเลย"

"หากไม่รังเกียจจางผู้ต่ำต้อย ก็เรียกข้าว่าพี่จางเถอะ"

"พี่จางช่างตรงไปตรงมา" หลินชิงเสียยิ้มกริ่ม สายตามองไปที่ชายหนุ่มด้านหลังจางซู่เสวียน "เด็กคนนี้ก่อคดีมานักต่อนักแล้ว ไม่สู้ให้ข้าเป็นคนจัดการเองดีหรือไม่?"

"พี่จาง โปรดไว้หน้าข้าสักครั้งได้หรือไม่?" หลินชิงเสียมองจางซู่เสวียนอย่างสงบ บนใบหน้ามีรอยยิ้มตามมารยาท

"แน่นอน" จางซู่เสวียนหัวเราะเบาๆ ถอยออกไปครึ่งก้าว

หลินชิงเสียยิ้มกว้างขึ้น ประสานมือคารวะ ก่อนจะสั่งให้คนมัดคุณชายและพวกพ้อง "คืนนี้ ข้าจะจัดงานเลี้ยงที่หอชางเล่อ ขอเชิญพี่จางมาเป็นเกียรติด้วย"

"ได้สิ" จางซู่เสวียนพยักหน้ายิ้ม แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะส่งตัวแม่นางคนนั้นให้

พยัคฆ์หมอบมีอำนาจล้นฟ้า การจะตัดสินคดีก็ต้องมีหลักฐาน แม่นางผู้นี้คือพยานบุคคล

หลินชิงเสียก็ไม่ได้พูดอะไรมาก พาตัวคุณชายและพวกพ้องจากไป

มองแผ่นหลังของหลินชิงเสีย จางซู่เสวียนหรี่ตาลง การปรากฏตัวของหลินชิงเสียผู้นี้ ช่างประจวบเหมาะเสียเหลือเกิน!

"รู้อยู่เต็มอกว่าช่วงนี้จะมีพยัคฆ์หมอบลงพื้นที่มาสืบคดี แต่ก็ยังไม่ยอมสงบเสงี่ยม กลับกล้าควบม้าฉุดคร่าลูกสาวชาวบ้านกลางวันแสกๆ โง่งั้นหรือ?" จางซู่เสวียนลูบปลายคาง

"คนที่แอบมองตั้งแต่เข้าเมืองมา ใช่เขาหรือเปล่านะ?"

หางตาเหลือบไปสบตากับหลินชิงเสีย เพียงชั่วครู่ก็ผละออก

จางซู่เสวียนครุ่นคิดอย่างเงียบงัน

"ขอบคุณใต้เท้าที่ช่วยชีวิตเจ้าค่ะ!"

หญิงสาวที่ได้รับความช่วยเหลือคุกเข่าลงตรงหน้าจางซู่เสวียน ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบจะพูดไม่ออก

"ขอใต้เท้าโปรดคืนความเป็นธรรมให้ท่านพ่อของข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ!"

มือของจางซู่เสวียนที่กำลังยื่นออกไปชะงักงัน "เจ้าคือ?"

"ท่านพ่อของข้าคือนายทหารป้องกันอำเภอคังเล่อ หลิวต้าจวงเจ้าค่ะ"

"นายทหารป้องกันอำเภอคังเล่อที่ตายไปแล้วน่ะหรือ?" จางซู่เสวียนสะกิดใจ "แล้วไอ้คนที่ควบม้าเมื่อกี้..."

"มันคือลูกชายของนายอำเภอ หวังชิ่งหยางเจ้าค่ะ!" ในดวงตาของหญิงสาวมีแววเคียดแค้น

"ใต้เท้าพยัคฆ์หมอบ พวกมันนั่นแหละที่ฆ่าท่านพ่อของข้า! ขอใต้เท้าโปรดให้ความเป็นธรรมด้วยเถิดเจ้าค่ะ!"

"ลุกขึ้นค่อยพูด" จางซู่เสวียนพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้น "เจ้าชื่ออะไร?"

"ข้าน้อยชื่อหลิวเอ้อร์นีเจ้าค่ะ" หลิวเอ้อร์นีตอบเสียงสั่น

"เดินไปคุยไปก็แล้วกัน" จางซู่เสวียนเสนอตัวจะไปส่งหลิวเอ้อร์นี

ไม่ไกลออกไป หลินชิงเสียและลูกชายของนายอำเภอ หวังชิ่งหยาง ยืนมองร่างของจางซู่เสวียนและหลิวเอ้อร์นีจากที่สูง

ตอนนี้หวังชิ่งหยางไม่มีท่าทีหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกอีกต่อไป แต่กลับมีสีหน้าเคารพนบนอบ ยืนอยู่ด้านหลังหลินชิงเสีย "คนจากเบื้องบนมาแล้ว"

"มาก็มาสิ แค่ขั้นสองระดับแรกเริ่ม จะไปสร้างคลื่นลมอะไรได้" หลินชิงเสียหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

...

"ใต้เท้า เชิญเจ้าค่ะ!" หลิวเอ้อร์นีทำความเคารพอย่างนอบน้อม

จางซู่เสวียนมองดูบ้านที่ทรุดโทรมตรงหน้า กำแพงฝั่งตะวันออกพังทลาย บนหลังคาก็มีกระเบื้องหลุดร่วงลงมาหลายแผ่น

"ตั้งแต่ท่านพ่อตายไป พวกเราก็ถูกไล่ออกจากบ้านพักของนายทหารป้องกันอำเภอเจ้าค่ะ" หลิวเอ้อร์นีถอนหายใจ

เมื่อเดินตามหลิวเอ้อร์นีเข้าไปในห้อง จางซู่เสวียนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเย็นเยียบเบาบางที่แผ่ซ่านออกมา จึงเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น แต่ยังไม่ทันได้สังเกตอย่างถี่ถ้วน กลิ่นอายความเย็นเยียบก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

"เอ้อร์นี ใครมาน่ะ?" เสียงไอดังขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงที่อ่อนระโหยโรยแรง

"ท่านแม่ ขุนนางใหญ่จากเบื้องบนมาช่วยทวงความเป็นธรรมให้ท่านพ่อเจ้าค่ะ!" หลิวเอ้อร์นีตอบกลับไป

"กลิ่นศพ?" ฝีเท้าของจางซู่เสวียนชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองไปยังห้องด้านข้าง

กลิ่นยาสมุนไพรและกลิ่นฟืนคละคลุ้ง มีกลิ่นศพปะปนอยู่จางๆ

"ท่านแม่ป่วยหรือ?" จางซู่เสวียนถาม

หลิวเอ้อร์นีมีสีหน้าเศร้าสร้อย "ตั้งแต่ท่านพ่อตายไป ท่านแม่ก็ล้มป่วยหนักมาตลอด ไม่เคยหายเลยเจ้าค่ะ"

จางซู่เสวียนยิ้ม "พอดีเลย ข้าพอมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง ให้ข้าตรวจดูอาการให้ท่านแม่ของเจ้าดีหรือไม่"

พูดจบ จางซู่เสวียนก็เดินตรงไปยังห้องนั้น หลิวเอ้อร์นีนิ่งเงียบ เดินตามหลังจางซู่เสวียนไปเงียบๆ

เอี๊ยด!

ประตูห้องส่งเสียงดังบาดหู

"กลิ่นศพแรงขึ้นแล้ว"

ห้องด้านข้างไม่โดนแดด ประตูหน้าต่างปิดสนิท แสงลอดเข้ามาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ภายในห้องชื้นแฉะและหนาวเหน็บ บนพื้นมีละอองน้ำบางๆ เกาะอยู่ อุณหภูมิต่ำกว่าข้างนอกมากทีเดียว

"ท่านแม่ ขุนนางใหญ่จากเบื้องบนมาเยี่ยมท่านแม่เจ้าค่ะ" จู่ๆ เสียงของหลิวเอ้อร์นีก็ดังขึ้น ฟังดูเย็นยะเยือก ราวกับมีผีสางมากระซิบอยู่ข้างหู

ตูม!

พลังหยางในร่างลุกโชน ไร้ซึ่งความหวาดกลัว

จางซู่เสวียนไม่ได้หันกลับไปมอง เขาเดินตรงไปที่เตียง ซึ่งมีร่างหนึ่งกำลังไออย่างต่อเนื่อง

"ท่านแม่ ข้าพอมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง ให้ข้าตรวจดูอาการให้ท่านเถิด"

"รบกวนใต้เท้าแล้วเจ้าค่ะ"

สตรีผู้นั้นหันหน้ากลับมา ฝีเท้าของจางซู่เสวียนพลันหยุดชะงัก กล้ามเนื้อเกร็งตัวขึ้นในทันที มือคว้าจับกระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมที่เอวเอาไว้แน่น

ความหนาวเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง

วินาทีที่สตรีผู้นั้นหันหน้ามา กลิ่นศพก็รุนแรงถึงขีดสุด

สตรีผู้นั้นหันมามอง ใบหน้าเละเทะจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ลูกตาหลุดร่วง โบ๋เป็นรูสองรู มีหนอนตัวอ้วนไชไปมาอยู่ข้างใน และร่วงหล่นลงบนเตียงเป็นระยะ

ริมฝีปากเป็นสีม่วงคล้ำ เลือดสีดำไหลหยดลงมาไม่ขาดสาย

ในชั่วพริบตา แม้จางซู่เสวียนจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็แทบจะขวัญผวา

ในฐานะเทียนซือแห่งลัทธิเต๋าที่เกิดและเติบโตมาในร่มธงแดงแห่งยุคสมัยใหม่ จางซู่เสวียนในชาติก่อนจนตายก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์สยองขวัญแบบนี้มาก่อนเลย

"ใต้เท้า เป็นอะไรไปเจ้าคะ?"

เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นจากด้านหลัง หลิวเอ้อร์นีมายืนแนบชิดอยู่ด้านหลังจางซู่เสวียนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กำลังกระซิบเบาๆ อยู่ข้างหู

ความหนาวเย็นเข้าใกล้ตัว ยันต์คุ้มกายที่พกติดตัวก็ลุกไหม้ ชักนำพลังหยางในร่างกายออกมาขับไล่ความหนาวเย็น

ร่างของจางซู่เสวียนสั่นสะท้าน สิ่งลี้ลับทั้งมวลพลันสลายหายไปในพริบตา

ร่างที่นอนอยู่บนเตียงคือหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าซีดเซียว ป่วยหนักจนแทบไม่มีเรี่ยวแรง

หลิวเอ้อร์นียืนอยู่ตรงประตู ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ไม่ได้เข้ามากดดันแต่อย่างใด

"ภาพลวงตา?" จางซู่เสวียนขมวดคิ้วแน่น

เขาเดินเข้าไปนั่งลงข้างเตียง จับชีพจรให้หญิงวัยกลางคน

ศาสตร์ทั้งห้าแห่งลัทธิเต๋า ภูเขา การแพทย์ ชะตากรรม โหงวเฮ้ง และการพยากรณ์ ล้วนส่งเสริมซึ่งกันและกัน ในลัทธิเต๋าก็มีเครื่องรางรักษาโรคและปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บมากมายเช่นกัน

เมื่อแสวงหาเส้นทางเซียน จางซู่เสวียนย่อมต้องเคยศึกษามาบ้าง

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "ชีพจรปกติ"

ความอบอุ่นที่ปลายนิ้วสัมผัสได้ ราวกับกำลังบอกจางซู่เสวียนว่า ภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้เป็นเพียงภาพลวงตา

"ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงหรอก แค่ขาดสารอาหารอย่างหนัก ทำงานหนักเกินไป แถมยังโศกเศร้าเสียใจมากเกินไปเท่านั้น" จางซู่เสวียนลุกขึ้นยืน "ให้ท่านแม่พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ"

หลิวเอ้อร์นีมีสีหน้าเศร้าหมอง ขณะค่อยๆ ปิดประตูห้อง

จางซู่เสวียนยืนอยู่หน้าประตู มองดูประตูที่ค่อยๆ ปิดลง วินาทีที่แสงสว่างเส้นสุดท้ายดับลง จางซู่เสวียนก็เห็นใบหน้าที่เละเทะใบนั้นอีกครั้ง นางกำลังฉีกยิ้มให้เขา

จางซู่เสวียนไม่พูดอะไร เดินตามหลิวเอ้อร์นีมาที่ห้องโถง แม้จะดูทรุดโทรม แต่ก็สะอาดสะอ้าน

"ใต้เท้า คนยากคนจนไม่มีน้ำชาดีๆ มาต้อนรับ ขอใต้เท้าโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ" หลิวเอ้อร์นีรินน้ำให้จางซู่เสวียนจอกหนึ่ง

"น้ำที่เจ้าให้มา ข้าก็ไม่กล้าดื่มหรอก" จางซู่เสวียนมองน้ำในจอก ราวกับเห็นใบหน้าสยดสยองนั่นอีกครั้ง จึงอดบ่นในใจไม่ได้

"ไม่เป็นไร เล่าเรื่องของนายทหารหลิวมาเถอะ" จางซู่เสวียนเข้าเรื่องทันที

"ท่านพ่อ ถูกพวกมันฆ่าตายเจ้าค่ะ" จู่ๆ ดวงตาของหลิวเอ้อร์นีก็แดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเครือ

"พวกมัน?" จางซู่เสวียนสะกิดใจกับคำว่า 'พวกมัน'

หลิวเอ้อร์นีสูดหายใจเข้าลึกๆ "ประมาณหนึ่งปีที่แล้ว เกิดคดีคนหายตัวไปบ่อยครั้งในบริเวณอำเภอคังเล่อ ท่านพ่อในฐานะนายทหารป้องกันอำเภอ จึงพามือปราบในอำเภอออกไปสืบสวน"

"ผ่านไปสามวัน ก็ไม่มีข่าวคราวอะไรเลย"

"จนกระทั่งวันที่สี่ ท่านพ่อกลับมาในสภาพเลือดอาบเต็มตัว บอกให้ข้ากับท่านแม่รีบหนีไป ไปจากอำเภอคังเล่อ"

"แต่ยังไม่ทันที่ท่านพ่อจะสั่งเสียจบ คนของนายอำเภอก็มาเรียกตัวท่านพ่อไป"

"หลังจากนั้น ก็มีข่าวว่าท่านพ่อเสียชีวิตที่ภูเขาไป๋ซานเจ้าค่ะ"

"ภูเขาไป๋ซาน!" จางซู่เสวียนใจหายวาบ

จุดหมายของภารกิจในครั้งนี้ก็คือภูเขาไป๋ซานเช่นกัน

"นายอำเภอและคนอื่นๆ บอกว่า ท่านพ่อเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่สืบคดีคนหาย เรื่องที่ท่านพ่อเคยกลับมา พวกเขาไม่ยอมปริปากพูดถึงเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังหาว่าข้ากับท่านแม่คิดไปเองอีกด้วย"

"แล้วมือปราบที่ติดตามนายทหารหลิวไปล่ะ ว่ายังไงบ้าง?" จางซู่เสวียนถาม

หลิวเอ้อร์นีมีท่าทีหดหู่ "พวกเขาบอกว่า ท่านพ่ออยู่กับพวกเขาตลอด ไม่เคยกลับมาเลยเจ้าค่ะ"

"แต่วันนั้น ท่านพ่อกลับมาจริงๆ นะเจ้าคะ!" หลิวเอ้อร์นีหยิบถ้วยน้ำที่มีรอยเลือดประทับอยู่ออกมา

"นี่คือถ้วยน้ำที่ท่านพ่อดื่มน้ำตอนกลับมาวันนั้นเจ้าค่ะ"

จางซู่เสวียนไม่ได้รับมา เขาเพียงแต่มองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า

รอยเลือดแห้งกรัง กลายเป็นสีแดงอมดำ

"หากวิญญาณกลับมา ก็ควรจะมีปราณความเย็นหลงเหลืออยู่สิ" จางซู่เสวียนคำนวณในใจ

"เบาะแสน้อยเกินไป" จางซู่เสวียนมองไปที่หลิวเอ้อร์นี "ยังมีเบาะแสอื่นอีกหรือไม่?"

หลิวเอ้อร์นีส่ายหน้า

จางซู่เสวียนหรี่ตาลง เขาสังเกตเห็นความลังเลที่แวบผ่านดวงตาของหลิวเอ้อร์นี

"ในมือนางยังมีเบาะแสที่สำคัญกว่านี้อยู่อีก" จางซู่เสวียนไม่ได้รีบร้อน เขาทิ้งถุงเงินที่เอวไว้ แล้วลุกขึ้นเดินจากไป

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 4 - เงาลวงตาปริศนา

คัดลอกลิงก์แล้ว