- หน้าแรก
- ระบบปั้นแมวเทพ แมวส้มของผมหยุดเวลาได้แถมยังติดเกมตีป้อม
- บทที่ 24 - ขุดหลุมพราง
บทที่ 24 - ขุดหลุมพราง
บทที่ 24 - ขุดหลุมพราง
บทที่ 24 - ขุดหลุมพราง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
จ้าวเย่าเดินไปที่ห้องทำงานของหยวนอิ๋ง เขามองมนุษย์ป้าหุ่นอวบที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานพลางขมวดคิ้วถาม "หัวหน้า ฝ่ายบุคคลบอกว่าผมขาดงาน แถมยังบอกว่าคุณไม่ได้รับอีเมลขอลางานของผมด้วยเหรอครับ"
หยวนอิ๋งเงยหน้าขึ้นมาปรายตามองเขาแล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "อืม ฉันไม่เห็นได้รับอีเมลขอลางานของนายเลยนะ การขาดงานโดยไม่ส่งอีเมลและไม่แจ้งให้หัวหน้าทราบล่วงหน้า บริษัทมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาจ้างได้ฝ่ายเดียว นายก็ทำงานมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงไม่รู้จักระมัดระวังเรื่องพวกนี้ให้ดีล่ะ"
จ้าวเย่าขมวดคิ้ว "แต่คราวที่แล้วคุณบอกว่าจะอนุมัติการลางานให้ผมนะ"
"งั้นเหรอ ฉันจำไม่เห็นได้เลย" พูดจบเธอก็ยักไหล่แล้วว่าต่อ "เนื่องจากสัญญาจ้างถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้แล้ว โบนัสเดือนนี้ของนายจึงถูกหักออกทั้งหมด ส่วนเงินเดือนก็จะจ่ายตามจำนวนวันที่ทำงานจริงในเดือนนี้ ฉันเองก็เสียใจด้วยนะ"
ระหว่างที่พูดมุมปากของเธอก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยขณะจ้องมองจ้าวเย่า ทว่าเธอกลับไม่ได้เห็นท่าทีหัวฟัดหัวเหวี่ยงอย่างที่เธอจินตนาการไว้เลย
จ้าวเย่ามองหน้าเธอแล้วพูดว่า "พูดตามตรงนะ เงินแค่ไม่กี่พันหยวนเนี่ยผมไม่ได้สนใจหรอก แต่เรื่องนี้ผมก็ไม่คิดจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เหมือนกัน"
พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องพร้อมปิดประตูไล่หลัง ทิ้งให้หยวนอิ๋งแค่นหัวเราะเยาะ "หึ ทำเป็นปากดีไปเถอะ"
เธอรู้ดีว่าฐานะทางบ้านของจ้าวเย่านั้นแสนจะธรรมดา บ้านก็ไม่มี รถก็ไม่มี เงินเดือนเกินครึ่งก็ต้องเอาไปจ่ายค่าเช่าห้อง ในสายตาของเธอคำพูดของจ้าวเย่าก็แค่การดันทุรังทำอวดเก่งไปอย่างนั้นแหละ
หลังจากเดินออกจากห้องทำงานของหยวนอิ๋ง จ้าวเย่าก็ไม่ได้กลับบ้านทันที แต่เขาเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเองแทน
เขานั่งรอจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน ตอนที่หยวนอิ๋งเดินออกจากออฟฟิศ เธอก็หันมามองจ้าวเย่าด้วยความประหลาดใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้กังวลว่าอีกฝ่ายจะกล้าทำอะไรบ้าๆ หรอก
ทว่าหลังจากที่เธอเดินคล้อยหลังไปได้ไม่กี่วินาที จ้าวเย่าก็ลุกพรวดขึ้นมา เขาเดินไปทางห้องน้ำซึ่งอยู่คนละทิศกับห้องทำงานของเธอ พอเข้าไปในห้องน้ำและปิดประตูห้องน้ำเรียบร้อย เขาก็ใช้พลังหยุดเวลาทันที
ท่ามกลางโลกที่หยุดนิ่ง จ้าวเย่าวิ่งพุ่งพรวดไปยังห้องทำงานของหยวนอิ๋งอย่างสุดกำลัง ภายในเวลาหกวินาที เขาพุ่งตัวจากห้องน้ำเข้าไปในห้องทำงานของหยวนอิ๋งได้สำเร็จ ก่อนที่เวลาจะกลับมาเดินตามปกติอีกครั้ง
"โชคดีนะที่ระยะทางไม่ไกลเท่าไหร่ ไม่งั้นหกวินาทีคงไม่พอให้วิ่งมาถึงนี่แน่ๆ"
ในมุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็น จ้าวเย่าก็โผล่แวบเข้ามาในห้องทำงานของหยวนอิ๋งราวกับใช้เวทมนตร์วาร์ปมา เขาทำงานที่นี่มานานเลยรู้ดีว่าในห้องทำงานของระดับหัวหน้าไม่มีการติดกล้องวงจรปิดเอาไว้
จ้าวเย่าเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา พอเห็นหน้าจอให้ใส่รหัสผ่านเขาก็ยิ้มมุมปาก เขาลองพิมพ์ตัวอักษรย่อของชื่อโปรเจกต์ลงไปแต่ระบบฟ้องว่ารหัสผ่านไม่ถูกต้อง เขาเลยลองเปลี่ยนเป็นตัวอักษรย่อของชื่อบริษัทแทน
ในฐานะที่เป็นลูกน้องของหยวนอิ๋ง เขารู้ดีว่าเวลาทำงานเธอชอบตั้งรหัสผ่านด้วยตัวย่อสองแบบนี้เสมอ
ต่อให้รหัสทั้งสองแบบจะใช้ไม่ได้ผล จ้าวเย่าก็เตรียมแฟลชไดรฟ์สำหรับเจาะรหัสผ่านคอมพิวเตอร์มาด้วยอยู่ดี
แต่การเดารหัสผ่านครั้งที่สองกลับผ่านฉลุย ช่วยประหยัดเวลาให้เขาไปได้เยอะ พอเข้าสู่หน้าเดสก์ท็อปได้แล้ว จ้าวเย่าก็กดเข้าเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทอย่างชำนาญ ก่อนจะจัดการลบโค้ด ระบบที่เกี่ยวข้อง และฐานข้อมูลของโปรเจกต์ทิ้งจนเกลี้ยงไม่เหลือซาก
เขารู้ดีว่าต่อให้ทำแบบนี้ พนักงานคนอื่นๆ ก็อาจจะมีไฟล์สำรองในเครื่องที่สามารถกู้ข้อมูลโปรเจกต์กลับมาได้ แต่แค่ปริมาณงานที่ต้องกู้คืนมันก็มากพอที่จะทำให้หยวนอิ๋งปวดหัวจนแทบกระอักเลือดแล้วล่ะ พอคิดถึงเรื่องนี้เขาก็หยิบผ้ามาเช็ดรอยนิ้วมือตามจุดต่างๆ ที่ตัวเองเผลอไปสัมผัสจนสะอาดเอี่ยม
วินาทีต่อมาพลังหยุดเวลาก็ถูกใช้งานอีกครั้ง ร่างของเขากะพริบวูบเดียวก็กลับมาอยู่ในห้องน้ำเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จ้าวเย่ายืนนิ่งอยู่ในห้องน้ำอีกสองสามนาทีแล้วจึงค่อยเดินกลับไปที่ออฟฟิศ
จ้าวเย่ากวาดสายตามองเพื่อนร่วมแผนกที่ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานล่วงเวลากันอยู่ เขายิ้มบางๆ แล้วเดินตรงดิ่งไปที่ลิฟต์
ด้วยวิธีนี้ย่อมไม่มีใครสืบสาวราวเรื่องมาถึงตัวเขาได้ สิ่งเดียวที่พวกนั้นจะหาเจอก็คือมีใครบางคนใช้คอมพิวเตอร์ของหยวนอิ๋งลบข้อมูลโปรเจกต์ทิ้ง จ้าวเย่าจินตนาการภาพหยวนอิ๋งนั่งหัวหมุนเป็นไก่ตาแตกได้เป็นฉากๆ เลยทีเดียว
ระหว่างที่เขากำลังยืนรอลิฟต์ ซ่งเจียเยว่ที่เพิ่งเลิกงานก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าลิฟต์เหมือนกัน
แต่ซ่งเจียเยว่แค่ปรายตามองเขาแวบหนึ่งพลางขมวดคิ้ว ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจ้องโทรศัพท์มือถือของตัวเองต่อ
จ้าวเย่ามองดูกระเป๋าเดินทางใบเล็กในมือเธอแล้วทักขึ้น "ไปทำงานต่างเมืองเหรอ"
ซ่งเจียเยว่เงยหน้าขึ้นมามองเขาแต่ไม่ได้ตอบอะไร เธอเอาแต่ก้มหน้าก้มตากดเรียกแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชันอย่างเอาเป็นเอาตาย น่าเสียดายที่เธอกดเรียกมาเกือบยี่สิบนาทีแล้วแต่ก็ยังไม่มีคนขับรับงานสักที
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในลิฟต์พร้อมกัน ซ่งเจียเยว่ยังคงก้มหน้าก้มตาจ้องโทรศัพท์มือถือไม่วางตา จ้าวเย่าเหลือบมองนิดหนึ่งก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังกดแอปเรียกแท็กซี่อยู่
แต่ดูเหมือนว่าโชคจะไม่เข้าข้างซ่งเจียเยว่เอาเสียเลย ลิฟต์เลื่อนลงมาทีละชั้นๆ แต่เธอก็ยังเรียกแท็กซี่ไม่ได้สักที สีหน้าของเธอเริ่มแสดงความร้อนรนออกมาให้เห็น
จ้าวเย่าอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเตือน "ตอนนี้มันชั่วโมงเร่งด่วนนะ คนเรียกแท็กซี่แถวนี้เยอะจะตาย ลองคิดดูสิ ตึกออฟฟิศแถวนี้มีตั้งเป็นสิบตึก แถมข้างๆ ยังมีห้างสรรพสินค้าใหญ่อีก มาเรียกแท็กซี่เอาตอนนี้ยังไงก็เรียกไม่ได้หรอก"
ซ่งเจียเยว่เงยหน้าขึ้นมาปรายตามองเขาแต่ไม่ได้ปริปากพูดอะไร ทว่าแววตาของเธอกลับฉายแววร้อนรนยิ่งกว่าเดิม
พอลิฟต์เลื่อนมาถึงชั้นหนึ่ง เธอก็สังเกตเห็นว่าจ้าวเย่าไม่มีทีท่าว่าจะเดินออกไปเลย พอมองดูดีๆ ก็เห็นว่าเขาคงจะกดลงไปที่ชั้นบีสอง
ชั้นบีสองคือลานจอดรถใต้ดิน การที่เขาลงไปที่นั่นก็หมายความว่าเขาขับรถมาเอง
พอเห็นแบบนี้แววตาของซ่งเจียเยว่ก็ฉายแววลังเล เธอเหลือบมองเวลาในโทรศัพท์มือถือ สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ก้าวเท้าออกจากลิฟต์ในชั้นหนึ่ง
จ้าวเย่าหันมามองซ่งเจียเยว่ด้วยความแปลกใจ "มีอะไรหรือเปล่า"
แววตาของซ่งเจียเยว่มีความขัดเขินวาบผ่าน แต่เมื่อมองดูเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ ในที่สุดเธอก็รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยปากขอร้อง "ฉันต้องไปขึ้นเครื่องตอนทุ่มครึ่ง รบกวนคุณช่วยไปส่งฉันหน่อยได้ไหมคะ เดี๋ยวฉันจ่ายค่ารถให้เท่าราคาแท็กซี่เลย"
แต่จ้าวเย่ามองดูเวลาบนโทรศัพท์ของตัวเองแล้วก็รู้สึกลังเลนิดหน่อย ยังไงซะระยะทางไปสนามบินมันก็ค่อนข้างไกลอยู่
ซ่งเจียเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบยกมือไหว้ขอร้อง "ขอโทษด้วยนะคะที่ก่อนหน้านี้ฉันอาจจะเสียมารยาทกับคุณไปบ้าง แต่ฉันมีธุระสำคัญทางนู้นจริงๆ ฉันไปสายไม่ได้เด็ดขาด ขอร้องล่ะค่ะช่วยไปส่งฉันหน่อยนะคะ"
มองดูใบหน้าขาวเนียนหมดจดของอีกฝ่าย ไหนจะดวงตากลมโตที่จ้องมองเขาด้วยความหวัง และท่าทีที่ดูจริงใจตอนกล่าวคำขอโทษ จ้าวเย่าก็ยอมรับเลยว่าตัวเองโดนความสวยของเธอตกเข้าให้แล้ว แถมในใจลึกๆ ก็แอบรู้สึกสะใจอยู่ไม่น้อย
เขาคิดในใจเงียบๆ 'เห็นแก่ที่เธอสวยหรอกนะ'
เขาพยักหน้าตอบตกลง "เอาเถอะ ตามผมมาก็แล้วกัน"
ซ่งเจียเยว่เผยสีหน้าโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก เธอมองจ้าวเย่าด้วยสายตาซาบซึ้งใจ "ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ ปกติฉันจะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน นึกไม่ถึงเลยว่าช่วงเลิกงานแถวนี้จะเรียกแท็กซี่ยากขนาดนี้ เดี๋ยวฉันจะโอนค่ารถให้เท่าราคาแท็กซี่เลยนะคะ"
จ้าวเย่าโบกมือปัด "ไม่เป็นไรหรอก"
ซ่งเจียเยว่เดินตามจ้าวเย่ามาจนถึงรถ พอได้เห็นรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่พานาเมร่าเธอก็ถึงกับชะงักไปนิดหนึ่ง
วินาทีต่อมาเมื่อเห็นจ้าวเย่าเปิดประตูเข้าไปนั่งฝั่งคนขับ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงทันที
"เป็นอะไรไป ขึ้นรถสิ" จ้าวเย่าหันมาถามซ่งเจียเยว่ที่ยืนอึ้งอยู่
"อ๋อ...ได้ค่ะ" ซ่งเจียเยว่รีบก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ผู้โดยสารด้านหน้า ตอนนี้จ้าวเย่าในสายตาของเธอได้กลายเป็นผู้ชายที่ดูลึกลับน่าค้นหาขึ้นมาทันที
มองดูรถพานาเมร่าสตาร์ทเครื่อง ซ่งเจียเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น "รถคันนี้คงแพงน่าดูเลยใช่ไหมคะ"
"ก็พอได้นะ ประมาณล้านกว่าๆ เอง" จ้าวเย่าตอบ "ถึงจะเป็นรถสปอร์ต แต่ก็เอาไปเทียบกับพวกลัมโบร์กินีหรือเฟอร์รารีไม่ได้หรอก"
พอได้ยินราคาล้านกว่าหยวน ซ่งเจียเยว่ก็พึมพำออกมา "แค่นี้ก็สุดยอดแล้วค่ะ"
จากเดิมที่จ้าวเย่าในสายตาของเธอคือพนักงานจอมโดดงานที่ไม่มีความรับผิดชอบและไม่รู้จักความก้าวหน้า แต่ตอนนี้พอมีรถพานาเมร่ามาช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ ผู้ชายตรงหน้าก็ดูเหมือนจะไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอีกต่อไปแล้ว
...
อีกด้านหนึ่ง ณ จุดรอรถรับส่งพนักงานที่อยู่ห่างจากตึกออฟฟิศออกไป หยวนอิ๋งกำลังยืนหัวเราะต่อกระซิกอยู่กับกลุ่มเพื่อนร่วมงานหญิงจากแผนกธุรการและฝ่ายบุคคล
ถึงแม้ว่าจ้าวเย่าจะลาออกไปและทำให้โปรเจกต์ของเธอล่าช้าลง แต่การได้แกล้งอีกฝ่ายในวันนี้ก็ทำให้เธออารมณ์ดีขึ้นมาได้บ้าง เงินเดือนและโบนัสไม่กี่พันหยวนนั่นก็คงมากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดรวดร้าวไปได้ครึ่งค่อนเดือนแล้วล่ะ
ทว่าเมื่อรถรับส่งพนักงานแล่นมาจอดเทียบท่า หยวนอิ๋งกลับไม่ได้ก้าวขึ้นรถไป
เพื่อนร่วมงานหญิงที่อยู่ข้างๆ หันมาทัก "แมรี่ รถมาแล้วนะ เธอไม่ขึ้นเหรอ" แมรี่คือชื่อภาษาอังกฤษของหยวนอิ๋ง
หยวนอิ๋งส่ายหัวแล้วตอบ "ไม่ล่ะ วันนี้สามีฉันมารับน่ะ"
[จบแล้ว]