- หน้าแรก
- วิถีจอมมารผู้ผดุงธรรม
- บทที่ 42 คัมภีร์ทองคำยูไล เจตจำนงหมัดพลิกคว่ำ
บทที่ 42 คัมภีร์ทองคำยูไล เจตจำนงหมัดพลิกคว่ำ
บทที่ 42 คัมภีร์ทองคำยูไล เจตจำนงหมัดพลิกคว่ำ
บทที่ 42 คัมภีร์ทองคำยูไล เจตจำนงหมัดพลิกคว่ำ
ทอดสายตามองเมฆาแดงเกล็ดปลาตรงขอบฟ้าไกล ลั่วโจวแผดเสียงก่นด่า
"ไอ้พวกสุนัขลอบกัด!"
จางโหย่วจื้อยอมแลกทุกสิ่งเพื่อสืบหารัชทายาทวังบาดาล
ส่วนผู้พิทักษ์รัชทายาทนั่นอำมหิตกว่า ถึงขั้นปลุกปั่นสัตว์ทะเลบุกเมือง สร้างความโกลาหลเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยสืบสวน!
พวกมันเห็นชีวิตชาวเมืองสามแสนห้าหมื่นคนเป็นเพียงเบี้ยสละทิ้ง
มารแม่เหล็กโลกกู้ซันเหอ มารกินดวงตาชิวจวิน มารพสุธาเหลืองหลี่เฟิง มารเหล่านั้นสังหารคนเพียงหลักสิบหลักร้อย
ทว่าคนพวกนี้ลงมือครั้งเดียว กลับหมายเอาชีวิตคนนับแสน!
เด็กน้อยกี่คนต้องกำพร้า ผู้เฒ่ากี่คนต้องสูญเสียลูกหลาน!
พวกมันสิเป็นมารยิ่งกว่ามาร!
ลั่วโจวสัมผัสถุงเฉียนคุนตรงอก ใจอยากซัดหอกทะลวงมังกรใส่พวกมันให้ตายตกตามกัน!
หากการกลายเป็นมารช่วยระงับภัยพิบัติครั้งนี้ได้ เขายินยอมน้อมรับฐานะนี้ด้วยความเต็มใจ!
ทว่าเรื่องราวไม่ใช่ง่ายดาย ผู้พิทักษ์วังบาดาลเป็นใครเขายังไม่รู้
ต่อให้เป็นจางโหย่วจื้อ หากไม่ปรากฏตัวออกมาเอง ต่อให้ยืนตรงหน้าลั่วโจวยังมองไม่เห็น!
พละกำลังพวกมันอยู่ระดับใดเขายังไม่ทราบ
หอกทะลวงมังกรอาจสังหารผู้บำเพ็ญขอบเขตรวมปราณได้ ทว่าขอบเขตสร้างรากฐานย่อมไร้หนทาง
ไม่... มองเห็นได้ พลังสัพพัญญูย่อมมองทะลุ!
ทว่าคนที่มาสืบเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงจางโหย่วจื้อคนเดียว
คงมีคนซุ่มซ่อนในเงามืดอีกมาก ต่อให้ฆ่าจางโหย่วจื้อไป ไม่ได้ช่วยหยุดยั้งสัตว์ทะเลบุกเมือง
เสียงกรีดร้องดังระงม ผู้คนบนท้องถนนเริ่มโกลาหล
ฝูงชนนับไม่ถ้วนวิ่งกลับบ้านเก็บของมีค่า หาทางหนีออกจากเมือง มุ่งหน้าเมืองหลวงเฟิ่งเทียน
ผู้คนเบียดเสียดจนประตูเมืองทิศเหนือปิดตาย
ทางการต้องส่งคนมาคอยจัดระเบียบเส้นทาง...
ทว่าลั่วโจวรู้ดีว่าพวกเขาหนีไม่พ้น เมื่อเมฆาเกล็ดปลาปรากฏ พลังวารีรัศมีร้อยลี้ล้วนปะทุถึงขีดสุด
เส้นทางสู่เมืองหลวงเฟิ่งเทียนบัดนี้กลายเป็นบึงกว้าง หมอกหนาปกคลุมชั้นฟ้า เส้นทางขาดสะบั้น สัตว์น้ำดุร้ายซุ่มโจมตี แปดส่วนของเส้นทางถูกปิดกั้นแล้ว
มวลน้ำล้นหลามบังเกิดอาเพศบนท้องฟ้า!
สามัญชนทั่วไปหนีไม่พ้น มีเพียงตระกูลใหญ่ที่มีผู้บำเพ็ญขอบเขตรวมปราณคุ้มกันหลายคนถึงฝ่าฟันอุปสรรคไปถึงเฟิ่งเทียนได้
การดิ้นรนหนีตายตามทางเสี่ยงอันตรายนัก ปักหลักในเมืองยังปลอดภัยกว่า
ผู้มีประสบการณ์เริ่มกวักตวงกักตุนเสบียงและของจำเป็น
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม พวกที่หนีออกไปต้องซมซานกลับมา เพราะหนีไม่พ้นจริงๆ
ไม่รู้พวกหัวหน้าเฉิงเดินทางออกไปหรือยัง สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?
ลั่วโจวกลับเข้าบ้าน ตรวจสอบเสบียง
เขาชอบกักตุนเสบียงมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องกินอยู่ไม่ใช่ปัญหา
ยามพลบค่ำ ผู้ใหญ่บ้านมาจดทะเบียนรายชื่อ
ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนในเมืองต้องลงชื่อเข้าสังกัดกองกำลัง เตรียมรักษาเมืองสุดชีวิต
ชาวบ้านธรรมดาหนีไม่พ้น ไม่ว่าเด็ก สตรี หรือคนชรา แม้ขึ้นไปสู้บนกำแพงไม่ได้ ก็ต้องรับหน้าที่ส่งเสบียงและงานใช้แรงงาน
หากเมืองแตก ย่อมไม่มีคนรอดชีวิต
ลั่วโจวลงชื่อ ผู้ใหญ่บ้านนามเซี่ยเอ่ยขึ้น
"ลั่วโจว ข้าจัดให้เจ้าอยู่หน่วยที่สามสิบเจ็ด พรุ่งนี้เช้าเจ้าจงไปรายงานตัวที่ประตูเมืองทิศตะวันออก"
"ทราบแล้วครับ ไม่มีปัญหา!"
"เมื่อพวกสัตว์ทะเลบุกมา จำไว้ว่าอย่าหักโหมนัก พ่อแม่เจ้าตอนนั้นหักโหมเกินไป สู้ตายไม่ยอมถอย สุดท้ายต้องทิ้งชีวิตไว้บนกำแพงเมือง"
"ครับ ข้าเข้าใจ"
"หากที่บ้านเสบียงไม่พอ มาหาอาได้ อีกไม่กี่วันคงมีอาหารทะเลให้กินเหลือเฟือ ไม่ต้องทนหิว!"
"ขอบพระคุณครับท่านอา!"
เมื่อส่งผู้ใหญ่บ้านกลับไป ลั่วโจวถอนใจยาว เหตุการณ์สัตว์ทะเลบุกเมืองเมื่อห้าปีก่อน บัดนี้ถึงคราวเผชิญเองแล้ว เช่นนั้นก็จงมารบให้รู้ดำรู้แดง
ไอ้ผู้พิทักษ์นั่น หากข้ารู้ว่าเป็นใคร ข้าจะซัดหอกทะลวงมังกรระเบิดหัวมันให้กระจุย!
ลั่วโจวเริ่มฝึกฝนเงียบเชียบ ชิงเสวียน, จื่อเซียว, เฮ้อหลิน, ปางหยาง, เฮยหมิง รวมสามร้อยหกสิบท่วงท่า โคจรครบวงจรใหญ่อย่างต่อเนื่อง!
พรุ่งนี้ต้องออกศึกใหญ่ ลั่วโจวตัดสินใจทะลวงขอบเขตไม่ลังเล!
เมื่อการฝึกฝนขั้นโลหิตเดือดพล่านบรรลุจุดสมบูรณ์ เขาทะลวงผ่านทันที
ทั่วร่างบังเกิดเสียงกระดูกลั่น ประหนึ่งถูกบดขยี้แล้วสร้างใหม่!
ลั่วโจวมองเห็นอวัยวะภายในเลือนราง บัดนี้เครื่องในทุกส่วนถูกเสริมสร้างแข็งแกร่งถึงขีดสุด
ร่างกายกำยำขึ้นอีกระดับ ผิวพรรณเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง กล้ามเนื้อแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า เส้นเอ็นเหนียวแน่นดั่งลวดเหล็ก กระดูกเปล่งประกายดั่งทองคำ เลือดเนื้อพลุ่งพล่านดั่งน้ำเดือด ไขกระดูกผุดผ่องดั่งหยก แก่นแท้ ปราณ และจิต ล้วนยกระดับขึ้นทั้งหมด
ส่วนสูงเพิ่มขึ้นหนึ่งนิ้ว บรรลุสู่ขอบเขตหล่อหลอมกายาขั้นแปด หล่อหลอมอวัยวะภายใน!
ทว่าขั้นที่เก้านั้นต้องรอพักใหญ่ ให้อวัยวะภายในวิวัฒนาการสมบูรณ์ก่อนถึงทะลวงผ่านได้!
เขารอคอยสงบจนถึงยามจื่อ
"ลั่วโจว สัมผัสถึงดวงวิญญาณก่อกรรม สมควรลงทัณฑ์!"
"ขัดขวางสามีภรรยาทะเลาะตบตี ลงทัณฑ์คนชั่ว นี่คือการทำความดี!"
"ตกรางวัลคนดี ลงทัณฑ์คนชั่วเสร็จสิ้น มอบรางวัล!"
ท่ามกลางความเลือนราง ลั่วโจวสัมผัสพลังสายหนึ่งร่วงหล่นจากสวรรค์ เข้าสู่ร่างกาย
พลังวิเศษความคล่องแคล่ว!
เมื่อได้รับพลังนี้ จิตใจและมือจะสอดประสานกันอย่างยอดเยี่ยม
ลั่วโจวรู้ดีว่านี่คือผลจากคู่สามีภรรยาทะเลาะกันคู่นั้น พวกเขาเปิดร้านปักผ้า หากมือไม่คล่องแคล่วย่อมมิอาจปักลวดลายงดงาม บางทีตระกูลสืบทอดวิชานี้มาแต่บรรพบุรุษ พลังวิเศษนี้จึงถือกำเนิดขึ้น นับว่าสมเหตุสมผล
ควรมีอีกอย่างหนึ่ง!
ไม่รู้เป็นรางวัลของทังมั่วหลี หรือจางโหย่วจื้อ
หากเป็นของจางโหย่วจื้อ กำไรมหาศาลแน่!
"ลั่วโจว สัมผัสถึงดวงวิญญาณก่อกรรม สมควรลงทัณฑ์!"
"ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้น ลงทัณฑ์คนชั่ว นี่คือการทำความดี!"
"ตกรางวัลคนดี ลงทัณฑ์คนชั่วเสร็จสิ้น มอบรางวัล!"
พลังอีกสายร่วงหล่นลงมา
ลั่วโจวยินดียิ่ง เป็นของจางโหย่วจื้อจริงๆ!
ทว่ารางวัลครานี้ต่างจากวิชาศักดิ์สิทธิ์หรือพลังวิเศษที่เคยได้รับ ดูคล้ายภาพเหตุการณ์ในอดีตฉากหนึ่ง
จางโหย่วจื้อนั่งในวิหารโอ่อ่า กำลังเพ่งจิตพิจารณาคัมภีร์เล่มหนึ่ง!
ลั่วโจวล่วงรู้ทันที ณ ยอดเขาคัมภีร์หมื่นล้านเล่ม สาขาย่อยนิกายเต๋าฟ้าดิน จางโหย่วจื้อกำลังพิจารณาคัมภีร์เล่มหนึ่งที่นั่น
"คัมภีร์เจตจำนงมหาอำนาจอนัตตา"
นี่คือหนึ่งในคัมภีร์ล้ำค่าแห่งยอดเขาคัมภีร์หมื่นล้านเล่ม ซึ่งยอดเขาแห่งนี้แบ่งเป็นสามสิบเจ็ดวิหาร แต่ละวิหารประดิษฐานคัมภีร์หนึ่งเล่ม
ผู้บำเพ็ญในนิกายเต๋าฟ้าดินที่สร้างความดีความชอบ หรือบริจาคกุศลบารมี จะได้รับโอกาสเข้าศึกษาคัมภีร์ที่นี่
"คัมภีร์เจตจำนงมหาอำนาจอนัตตา" มีความลี้ลับสุดหยั่ง ผลลัพธ์แต่ละคนย่อมต่างกัน ขึ้นอยู่กับวาสนาและโชคชะตา!
บ้างได้รับวิชาอาคมหรือวิชาศักดิ์สิทธิ์ บ้างเข้าถึงเจตจำนงหรือหัวใจแห่งธรรม
จางโหย่วจื้อศึกษาคัมภีร์นี้จนได้รับวิชาศักดิ์สิทธิ์ "อนัตตา" มาครอง ทำให้ทุกคนมองข้ามการมีอยู่ของเขา
จวบจนบัดนี้ ความลับของจางโหย่วจื้อถูกเปิดเผย
เขามีระดับตบะขอบเขตรวมปราณขั้นเจ็ด ทว่ายังมิอาจสร้างคุณสมบัติเฉพาะปราณแท้ตนเองได้
เขาเป็นศิษย์สายนอกนิกายเต๋าฟ้าดิน รับหน้าที่จิปาถะในหอสะกดมาร จึงไม่ได้รับความสำคัญนัก
ภารกิจครั้งนี้ทางนิกายไม่ใส่ใจเท่าใด เรื่องรัชทายาทวังบาดาลที่ล่มสลายเมื่อเจ็ดหมื่นปีก่อน รายงานขึ้นไปที่หอสะกดมารไม่มีคนเหลียวแล
เขาถึงได้โอกาสรับภารกิจมาเพื่อสะสมความดีความชอบ...
ส่วนที่ตกปากรับคำเรื่องตำแหน่งงานในเมืองหลวง ล้วนเป็นเรื่องปั้นน้ำเป็นตัว
ทำลั่วโจวพูดไม่ออก!
ทว่าวิชาศักดิ์สิทธิ์ "อนัตตา" ที่จางโหย่วจื้อครอบครอง ทำให้เขาไปมาไร้ร่องรอย
ก่อนออกมา เขายังเบิก "ยันต์สมบัติ" จากหอสะกดมารมาหนึ่งใบ สามารถสังหารผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานได้ ทั้งยังมีไพ่ตายอื่นอีก นับว่าเขามีพลังไร้ผู้ต้านในเมืองทิวเขามรกต อย่างไรเสียเขาก็คือศิษย์สายนอกนิกายเต๋าฟ้าดิน
รางวัลจากการตกรางวัลคนดีลงทัณฑ์คนชั่ว คือการส่งต่อกระบวนการศึกษาคัมภีร์ของจางโหย่วจื้อมาให้
ประหนึ่งลั่วโจวเข้าไปนั่งศึกษาคัมภีร์นั้นด้วยตนเอง
ท่ามกลางความเลือนราง ลั่วโจวตกอยู่ในสภาวะดิ่งลึก ในหูมีเสียงคัมภีร์ไหลวนเวียนช้าๆ!
"ใจเขา เขาว่า อนัตตา!"
"เขาไม่เป็นสุข เป็นสุขยิ่ง เจตจำนงเสรี..."
ลั่วโจวพลันกระจ่างแจ้ง ไอ้ที่เรียกว่า "คัมภีร์เจตจำนงมหาอำนาจอนัตตา" แท้จริงคือ คัมภีร์ทองคำยูไล!
ไม่รู้ถูกผู้ใดใช้อำนาจปิดบังบิดเบือนจนกลายเป็นชื่ออื่น
จะมีเพียงผู้ครอบครองอักขระทองคำบรรพกาล หรืออักขระทองคำไท่ซ่างเท่านั้นที่สัมผัสได้
บางทีปรมาจารย์นิกายเต๋าฟ้าดินแปรเปลี่ยนคัมภีร์ทองคำยูไลเป็นรากฐานนิกาย เพื่อให้ศิษย์มีโอกาสเข้าถึงหัวใจและเจตจำนงแห่งธรรม
ทว่าคัมภีร์เล่มนี้ที่ยอดเขาคัมภีร์หมื่นล้านเล่มไม่ได้รับความสำคัญนัก ถูกจัดอยู่อันดับที่สามสิบห้าจากสามสิบเจ็ดวิหาร
ผู้บำเพ็ญขอบเขตรวมปราณเพียงใช้แต้มกุศลเล็กน้อยก็เข้าศึกษาได้
หรือบางที พวกเขาไม่เคยล่วงรู้ถึงความหมายแท้จริงของคัมภีร์เล่มนี้?
ลั่วโจวใช้สมาธิเข้าถึงคัมภีร์ แต่ละคนย่อมได้รับผลต่างกัน ลั่วโจวจึงไม่ได้รับวิชาศักดิ์สิทธิ์อนัตตาแบบจางโหย่วจื้อ
ท่ามกลางภวังค์ ลั่วโจวได้ยินเสียงคลื่นยักษ์ถาโถม ทะเลเดือดพล่าน พลิกฟ้าคว่ำดิน ขุนเขาพังทลาย แผ่นดินแยกออกจากกัน กระแสน้ำเชี่ยวกราก พลิกมหาสมุทรป่วนนที สายฟ้าฟาดนับหมื่น...
นั่นคือวิชาฝ่ามือพลิกมหาสมุทรและหมัดป่วนนที ก่อนนี้เขาเข้าถึงพลังกดดันแห่งศึกและใช้เป็นสิ่งชี้นำ บัดนี้เริ่มเข้าถึง เจตจำนงแห่งศึก แห่งฟ้าดินที่แฝงภายใน
พื้นฐานสำคัญคือวิชาฝ่ามือพลิกมหาสมุทรหมัดป่วนนทีต้องมีเจตจำนงแห่งฟ้าดินอยู่จริงถึงสัมผัสได้
วิชาผู้มีพละกำลังที่สืบทอดจากเจ้าแห่งมรรคธรรม ย่อมมีเจตจำนงแห่งฟ้าดินสถิตอยู่แน่นอน
ในภวังค์นั้น ลั่วโจวสัมผัสถึงเจตจำนงห้าประการ!
กระแสธาร, ทะลายสิ้น, พลิกคว่ำ, ทำลายล้าง, ปฏิรูป
เจตจำนงทั้งห้านี้ เขาเลือกได้เพียงหนึ่งเดียว
ลั่วโจวไม่รอช้า ใจจริงอยากเลือก "ทำลายล้าง"
ทว่าเจตจำนงทำลายล้างยิ่งใหญ่เกินไป เกินกว่าเขาในตอนนี้จะควบคุมได้ จึงเลือกไม่ได้
"ปฏิรูป"... เหตุใดมีเจตจำนงปฏิรูป? ลั่วโจวไม่เข้าใจ จึงสละทิ้ง
"กระแสธาร" มีหมัดป่วนนทีเป็นแกนหลัก แปรเปลี่ยนเป็นพลังกดดันที่ไม่อาจต้านทาน ประหนึ่งกระแสน้ำในมหาสมุทรโหมกระหน่ำทุกทิศทางไร้ขีดจำกัด
"ทะลายสิ้น" มีฝ่ามือพลิกมหาสมุทรเป็นแกนหลัก มุ่งเน้นทำลายกฎเกณฑ์เดิม ปั่นป่วนพลังอำนาจทั้งปวงให้วุ่นวาย
"พลิกคว่ำ" มีทั้งสองวิชาเป็นแกนหลัก เป็นกระแสธารที่ไม่อาจขัดขวาง และทำลายกฎเกณฑ์เก่าทั้งปวงสิ้นซาก
ในเมื่อพลิกมหาสมุทรป่วนนทีได้แล้ว เหตุใดถึงยังไม่ "พลิกคว่ำ" เล่า?
ลั่วโจวกล่าวช้าๆ
"กระแสธาร และ ทะลายสิ้น ต่างก็มีจุดเด่นจุดรอง ยากตัดสินใจ"
"ในเมื่อข้ากลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรมาร และยังเป็นมารระเบิดหัวด้วย!"
"เช่นนั้นก็จง 'พลิกคว่ำ' เถิด ใช้ทั้งสองวิชาเป็นแกนหลัก เพื่อระเบิดหัวไอ้พวกคนหน้าเนื้อใจเสือพวกนี้ให้ตายตกตามกัน!"
เจตจำนงแห่งศึกเปรียบเสมือนคุณสมบัติพิเศษ เมื่อมีเจตจำนงแห่งศึกประหนึ่งมีการใส่แกนกลางใหม่ การสำแดงเจตจำนงออกมาเหมือนการเร่งพลังจนถึงขีดสุด!
ทันทีที่เจตจำนงถือกำเนิดและหลอมรวมกับพลังกดดันแห่งศึก อานุภาพวิชาฝ่ามือพลิกมหาสมุทรและหมัดป่วนนทีพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว
วิชา "หอกทะลวงมังกร" รุนแรงปลิดชีพได้ในครั้งเดียว เป็นวิชาสังหารเด็ดขาดทว่าไม่สู้ศึกยืดเยื้อได้
วิชาศักดิ์สิทธิ์ "พลังเก้าวัว" มีพละกำลังมหาศาลทว่าไร้ระเบียบ ไม่มีทักษะการต่อสู้ชัดเจน ทำได้เพียงใช้ไม้พลองเหล็กฟาดใส่ศัตรู
วิชาศักดิ์สิทธิ์ "พลิกมหาสมุทรป่วนนที" และ "วารีสามพันลี้" บัดนี้สูญเสียปราณแท้จึงไม่อาจใช้งานได้
โดยไม่รู้ตัว วิชาฝ่ามือพลิกมหาสมุทรและหมัดป่วนนทีค่อยๆ กลายเป็นวิชาต่อสู้หลักของลั่วโจวไปแล้ว!