- หน้าแรก
- หนูน้อยทะลุมิติพลิกชะตา พาครอบครัวรอดวิกฤตอดอยาก
- บทที่ 16 พลังวิเศษช่วยขับไล่ศัตรู
บทที่ 16 พลังวิเศษช่วยขับไล่ศัตรู
บทที่ 16 พลังวิเศษช่วยขับไล่ศัตรู
บทที่ 16 พลังวิเศษช่วยขับไล่ศัตรู
"หนีเร็วทุกคน! พวกผู้ลี้ภัยมากันแล้ว!"
ป่าเขาอันมืดมิดตกอยู่ในความโกลาหลทันที ชาวบ้านต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดเข้าไปในป่าลึกอย่างไม่คิดชีวิต
เจียงพ่านตะโกนอย่างร้อนรน "อย่าหนีเข้าไปในเขาบึก มันอันตราย! ทุกคนมารวมกันตรงนี้ หยิบก้อนหินแล้วขว้างลงไปเบื้องล่าง!"
แม้อีกหลายคนจะวิ่งเตลิดไปแล้ว แต่คนที่อยู่รั้งท้ายได้ยินคำพูดของเจียงพ่านก็คิดว่ามีเหตุผลมาก
ภูเขาที่พวกเขาอยู่ตอนนี้สูงชันมาก นอกจากเส้นทางหลักที่ใช้สัญจรขึ้นเขาเพียงเส้นเดียวแล้ว บริเวณอื่นล้วนเต็มไปด้วยขวากหนามและกับดักที่เคยทำไว้แต่ก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าลงไปทำร้ายผู้คน
การยืนอยู่บนที่สูงในยามนี้ทำให้พวกเขาได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ พวกผู้ลี้ภัยไม่มีทางขึ้นมาได้ เว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะไม่กลัวตาย
ดังนั้น ชายฉกรรจ์บางคนจึงตัดสินใจอยู่ช่วย พวกเขาร่วมมือกับคนสกุลเจียง ขนย้ายก้อนหินบริเวณรอบๆ มากองรวมกันไว้
ภูเขาลูกนี้ขาดแคลนทุกสิ่ง ยกเว้นก้อนหิน ไม่นานนัก ก้อนหินกองโตก็ถูกรวบรวมมาได้สำเร็จ
พวกผู้ลี้ภัยแห่กันมาอย่างรวดเร็วและมีจำนวนมหาศาล เพียงแค่ได้ยินเสียงโห่ร้องดังกึกก้องก็ทำให้ผู้คนรู้สึกขนลุกซู่
เมื่อพวกผู้ลี้ภัยไล่กวดขึ้นมาตามทางเดินบนเขา และอยู่ห่างจากกลุ่มชาวบ้านเพียงราวๆ ยี่สิบก้าว เจียงพ่านก็ออกคำสั่ง "ขว้างลงไปให้สุดแรง!"
ชาวบ้านพากันคว้าก้อนหินขว้างปาลงไปเบื้องล่าง ทันใดนั้น เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดและเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกก็ดังระงมขึ้นทันที
ภายใต้แสงจันทร์ พวกผู้ลี้ภัยล้มระเนระนาดไปทีละคน ทว่าพวกมันก็ยังคงดาหน้าบุกขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า
ไม่นาน ก้อนหินที่รวบรวมไว้ก็ร่อยหรอลงจนเกือบหมด
พวกผู้ลี้ภัยสังเกตเห็นว่าก้อนหินถูกขว้างลงมาช้าลง จึงเดาสถานการณ์ด้านบนออก มีคนตะโกนขึ้นว่า "พวกมันไม่มีอะไรจะขว้างแล้ว! บุกขึ้นไปพร้อมกันเลย! พวกมันมีทั้งเสบียง ผู้หญิง แล้วก็เด็ก!"
เสียงตะโกนนี้ทำให้พวกผู้ลี้ภัยฮึกเหิมราวกับคนบ้าคลั่ง พากันพุ่งทะยานขึ้นมาอีกครั้งทันที
ชาวบ้านที่ยืนอยู่บนที่สูงต่างลนลานมองหาก้อนหินไปทั่วบริเวณ
ในตอนนั้นเอง เสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากที่ไกลๆ "ทุกคน รีบหลบไปเร็ว! พวกเรากำลังเข็นหินก้อนใหญ่ไปแล้ว!"
ชาวบ้านหันกลับไปมองและเห็นหินยักษ์ก้อนหนึ่ง ซึ่งสูงกว่าคนสองคนต่อกันเสียอีก กำลังกลิ้งครืนๆ ตรงมาหาพวกเขา ทำเอาทุกคนตกใจกลัวจนรีบกระโดดหลบไปด้านข้าง
เจียงพ่านได้ยินเสียงนั้นก็รีบวิ่งไปดู แล้วก็ต้องพบกับใบหน้าเล็กๆ ของเจียงหว่านที่แดงก่ำ ขณะที่นางกำลังออกแรงผลักหินยักษ์ก้อนนั้นไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง
"เจียงหว่าน เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่? แม่กับพี่สาวคนโตของเจ้าล่ะ?"
เจียงหว่านหยุดหอบหายใจครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า "ท่านแม่กับพี่หญิงใหญ่กำลังเฝ้าสัมภาระอยู่เจ้าค่ะ ข้าแอบมาช่วยคนเดียว"
เจียงพ่านไม่มีเวลามาดุด่านาง เขาหันไปตวาดใส่พวกลูกชาย "ต้าหลาง พวกเจ้ายังยืนบื้ออยู่อีกทำไม? รีบมาช่วยเร็วเข้า!"
พี่น้องสกุลเจียงรีบวิ่งเข้าไปช่วยกันดันหินยักษ์ให้กลิ้งตกลงไปตามลาดเขา
"ครืน—"
"สวรรค์ช่วย หนีเร็ว—"
"อ๊าก—"
ภายใต้แสงจันทร์ หินยักษ์กลิ้งหลุนๆ ลงไปตามเส้นทางบนเขา บดขยี้กวาดล้างทุกสิ่งที่ขวางทางลงไปจนหมดสิ้น
พวกผู้ลี้ภัยตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ พากันหันหลังวิ่งหนีลงเขาอย่างไม่คิดชีวิต บ้างก็กระโดดหลบไปด้านข้าง ผู้ลี้ภัยบางคนที่หลบไม่ทันก็ถูกกระแทกจนปลิวละลิ่ว ในขณะที่บางคนถูกหินยักษ์บดทับ คนที่โชคดีหน่อยก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนคนที่โชคร้ายก็ตกตายคาที่
พวกผู้ลี้ภัยที่อยู่ตีนเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านบน จึงยังคงดันทะรังพากันบุกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
เจียงพ่านและคนอื่นๆ ยืนอยู่บนยอดเขา ฟังเสียงกรีดร้องที่ดังแว่วมาจากเบื้องล่างอย่างไม่ขาดสาย ในใจก็อดรู้สึกเวทนาไม่ได้
นั่นล้วนเป็นชีวิตคนทั้งนั้น
เจียงหว่านมองดูสีหน้าของพวกเขา ริมฝีปากเล็กๆ ยกยิ้มขึ้นมุมปาก ก่อนจะหันไปมองหาหินยักษ์ก้อนต่อไป
นางเข้าใจความรู้สึกลังเลของพวกเขาในตอนนี้ดี ในฐานะชาวนาตาดำๆ พวกเขาไม่เคยพรากชีวิตใครมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจึงทำใจรับได้ยาก
แต่ในไม่ช้า พวกเขาก็จะต้องทิ้งความสงสารที่ไร้ประโยชน์นี้ไป
เจียงหว่านเดาถูก หลังจากหินยักษ์ไปติดแหง็กอยู่ที่ใดที่หนึ่งและไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป พวกผู้ลี้ภัยก็พากันบุกขึ้นเขามาอีกครั้ง
ชาวบ้านถึงกับตะลึงงัน ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกผู้ลี้ภัยเหล่านั้นถึงยังกล้าขึ้นมาอีก ทั้งๆ ที่เพิ่งมีคนตายไปหมาดๆ
คนที่ไม่เคยประสบกับความสิ้นหวัง ย่อมไม่มีวันเข้าใจสภาพจิตใจของคนที่กำลังหิวโหยจนเจียนตาย
เพื่ออาหารเพียงคำเดียว พวกเขาสามารถละทิ้งได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาอาจจะไม่ต้องตายก็ได้ใช่หรือไม่?
"ครืน—"
หินยักษ์ก้อนที่สองถูกดันตกลงไปอีกครั้ง
ชาวบ้านมองดูพวกผู้ลี้ภัยที่กำลังบุกขึ้นมา พวกเขาเลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วรีบเข้าไปช่วยกันทันที
พวกเขาไม่อยากทำร้ายชีวิตผู้อื่น แต่พวกเขาก็อยากมีชีวิตรอดเช่นกัน!
หลังจากหินยักษ์ก้อนที่สองถูกผลักลงเขาไป เจียงพ่านก็ตะโกนลงไปเบื้องล่าง "ฟังให้ดี คนที่อยู่ข้างล่าง! พวกเราไม่อยากทำร้ายใคร แต่หากพวกเจ้ายังดึงดันจะขึ้นมา เราก็จำต้องผลักหินลงไปอีก หากไม่อยากตายอยู่ที่นี่ก็รีบไสหัวไปซะ พวกเจ้าอยากได้อะไรในหมู่บ้านก็หยิบฉวยเอาไปได้เลย แต่ห้ามพวกเจ้าเผาบ้านเรือนอีกเด็ดขาด มิเช่นนั้น เราจะยอมแตกหักตายตกไปตามกัน!"
หินยักษ์สองก้อนที่กลิ้งลงมาติดๆ กันได้สร้างเงาทะมึนและความกดดันมหาศาลให้กับพวกผู้ลี้ภัย
คำพูดของเจียงพ่านทำให้ผู้ลี้ภัยหลายคนที่หวาดกลัวอยู่แล้วเริ่มคิดจะล่าถอย พวกเขาแค่ต้องการหาของกิน แต่คนที่อยู่ข้างบนนั้นรับมือยากอย่างเห็นได้ชัด แล้วเหตุใดพวกเขาต้องเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงด้วยเล่า?
เปลี่ยนไปปล้นหมู่บ้านอื่นไม่ดีกว่าหรือ?
ด้วยเหตุนี้ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากจึงเริ่มถอยร่นกลับไป
บางคนที่ยังไม่ยอมแพ้ยังคงพยายามจะบุกขึ้นมา แต่ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้ยินเสียงกลิ้งครืนอันน่าสะพรึงกลัวนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
"ไปแล้ว ไปแล้ว! พวกผู้ลี้ภัยถอยไปแล้ว!"
ชาวบ้านบนเขาก็อดไม่ได้ที่จะโห่ร้องด้วยความดีใจ
เจียงพ่านกล่าวขึ้นว่า "ทุกคน อย่าเพิ่งลงเขาไป รอให้รุ่งสางเสียก่อน"
เมื่อครู่นี้ ครอบครัวสกุลเจียงได้ออกแรงช่วยเหลือไปมาก ทุกคนจึงเห็นด้วยกับคำพูดของเจียงพ่าน พากันทรุดตัวลงนั่งพิงหินยักษ์ก้อนที่สามที่เจียงหว่านและพี่ๆ ของนางช่วยกันเข็นมา แล้วเฝ้ารอจนกว่าจะเช้า
"พี่เจียงพ่าน เจียงหว่านของท่านเรี่ยวแรงมหาศาลเกินไปแล้ว! หินก้อนใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้ผู้ใหญ่หลายคนก็ยังยกไม่ไหว แล้วเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ จะมีพละกำลังมากมายปานนี้ได้อย่างไร?"
แข็งแรงจนน่ากลัวราวกับสัตว์ประหลาด
ทว่าคนพูดกลับไม่กล้าเอ่ยประโยคนี้ออกมา
เจียงพ่านอุ้มเจียงหว่านไว้ในอ้อมแขนพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ลูกสาวข้ามีพลังสวรรค์ประทานมาแต่กำเนิด ใครๆ ต่างก็บอกว่าข้าเจียงพ่านมีพละกำลังมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับพละกำลังของลูกสาวข้าแล้ว มันเทียบกันไม่ติดเลยสักนิด"
"ลูกพ่อ เจ้าเก่งกาจจริงๆ! รู้หรือไม่ว่าวันนี้เจ้าทำความดีความชอบครั้งใหญ่เลยนะ?"
เจียงพ่านกอดเจียงหว่านแน่นและเอาใบหน้าที่มีหนวดเคราดกดำของเขาถูไถไปกับแก้มนาง
เจียงหว่านร้องเสียงหลงด้วยความจั๊กจี้จากหนวดเครา มือเล็กๆ อวบอ้วนของนางดิ้นรนปัดป้องความรักอันท่วมท้นของผู้เป็นบิดา
ชาวบ้านรอบๆ มองดูสองพ่อลูกหยอกล้อกันด้วยสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก ในสายตาของพวกเขา ตอนนี้เจียงหว่านไม่ต่างอะไรกับสัตว์ประหลาดตัวน้อยเลย
พวกเขารู้สึกว่ามันทำใจยอมรับได้ยากนิดหน่อยที่ได้เห็นสัตว์ประหลาดตัวน้อยกำลังออดอ้อนแบบนี้
เจียงหว่านไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร นางมีพลังวิเศษที่สามารถปกป้องครอบครัวได้ แล้วเหตุใดจะต้องปิดบังด้วยเล่า? ตราบใดที่ครอบครัวของนางปลอดภัย สายตาที่คนอื่นมองมาก็ไม่กระทบต่อการกินการนอนของนางเสียหน่อย จริงหรือไม่?
ขณะที่นางกำลังเล่นอยู่กับเจียงพ่าน จู่ๆ นางก็เห็นเฉินเยว่จือเดินตรงมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
เมื่อเห็นว่าเจียงหว่านอยู่กับเจียงพ่านและคนอื่นๆ เฉินเยว่จือก็ถึงกับเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
เจียงหว่านรีบวิ่งเข้าไปพยุงเฉินเยว่จือลุกขึ้น แต่เฉินเยว่จือกลับจับนางกดลงบนตัก ถลกกางเกงของนางลง แล้วฟาดฝ่ามือลงบนก้นน้อยๆ ไปหลายที
เมื่อฝ่ามือฟาดกระทบลงบนก้นน้อยๆ สมองของเจียงหว่านก็ขาวโพลนไปหมด
นางถูกตีเหรอ?
ผู้มีพลังวิเศษอันลึกล้ำอย่างนาง กลับถูกตีก้นเนี่ยนะ?
แถมยังถูกถลกกางเกงตีต่อหน้าธารกำนัลอีก!
เมื่อความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว ความเจ็บปวดแสบร้อนก็แล่นปราดไปทั่วบั้นท้าย น้ำตาของเจียงหว่านก็ร่วงเผาะลงมาทันที
"แง—"
นางมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว! ศักดิ์ศรีที่สั่งสมมาสองชาติภพถูกทำลายป่นปี้จนหมดสิ้น! ต่อไปนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!
ชาวบ้านที่เห็นเจียงหว่านร้องไห้ขี้มูกโป่งหลังจากถูกตีก้น ก็อดไม่ได้ที่จะนึกขบขัน
นี่มันสัตว์ประหลาดน้อยประเภทไหนกัน?
นางก็เป็นแค่เด็กซนๆ เหมือนลูกหลานของพวกเขานั่นแหละ!