เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 ผู้ลี้ภัยบุก

บทที่ 15 ผู้ลี้ภัยบุก

บทที่ 15 ผู้ลี้ภัยบุก


บทที่ 15 ผู้ลี้ภัยบุก

"ต้าหลาง พวกเจ้าเฝ้าของแล้วก็ดูแลแม่กับคนอื่นๆ ให้ดี หากพบว่ามีสิ่งใดผิดปกติให้รีบหนีไปทันที ข้าวของไม่สำคัญเท่าชีวิตคน เข้าใจหรือไม่?"

เฉินเยว่จือรู้สึกกังวลเล็กน้อย "พ่อของลูก ให้ต้าหลางไปเป็นเพื่อนเถอะ"

เจียงพ่านโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปทางหมู่บ้าน

ครอบครัวสกุลเจียงต่างรอคอยการกลับมาของเจียงพ่านอยู่ที่เดิมด้วยความร้อนใจ

ครู่ใหญ่ต่อมา เจียงพ่านก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา "เร็วเข้า รีบกลับไปแจ้งข่าวที่หมู่บ้าน! พวกผู้ลี้ภัยมาถึงแล้ว!"

ทุกคนต่างตกตะลึงและไม่เสียเวลาถามสิ่งใด พวกเขารีบเข็นรถเข็นแล้ววิ่งหน้าตั้งกลับไปยังหมู่บ้านอย่างไม่คิดชีวิต

ทันทีที่เข้าเขตหมู่บ้าน เจียงพ่านก็ตะโกนสุดเสียง "ตื่นเถิดทุกคน อย่ามัวแต่นอน! พวกผู้ลี้ภัยมาแล้ว! ทุกคนรีบเก็บข้าวของแล้วหนีขึ้นเขาเร็วเข้า! ตื่นๆ อย่ามัวแต่หลับ!"

ต้าหลางและคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันวิ่งไปตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้านเพื่อกระจายข่าวเช่นกัน

ไม่นานนัก ทั้งหมู่บ้านก็ตกอยู่ในความโกลาหล ทุกคนต่างสะดุ้งตื่นเพราะข่าวที่กะทันหันนี้ เมื่อตั้งสติได้ก็รีบเร่งไปเก็บข้าวของของตน

"เอาไปเฉพาะของที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดก็พอ อย่างอื่นช่างมันก่อน! พวกผู้ลี้ภัยบุกมาถึงหมู่บ้านข้างหน้าแล้ว อีกไม่เกินครึ่งชั่วยามคงมาถึงหมู่บ้านเรา อย่ามัวโอ้เอ้!"

เจียงพ่านเกรงว่าชาวบ้านจะมัวเสียดายข้าวของจนทำให้ล่าช้า เขาจึงวิ่งตะโกนไปทั่วหมู่บ้านจนแทบไม่มีเสียงจะเปล่งออกมา

โชคดีที่คนในหมู่บ้านไม่ได้โง่เขลา พวกเขารู้ดีว่าในเวลานี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตอีกแล้ว ต่างพากันหอบหิ้วของมีค่าและเสบียงอาหาร พยุงคนเฒ่าคนแก่และอุ้มลูกจูงหลานหนีขึ้นเขาไป

เนื่องจากครอบครัวสกุลเจียงมัวแต่วิ่งแจ้งข่าวไปทั่วหมู่บ้าน พวกเขาจึงกลายเป็นกลุ่มสุดท้ายที่อพยพออกมา

เจียงหว่านตื่นนานแล้ว หลายครั้งที่นางอยากให้เฉินเยว่จือวางนางลง แต่เฉินเยว่จือก็ปฏิเสธ ยืนกรานที่จะแบกนางไว้บนหลังขณะเข็นรถเข็นไปด้วย

ทว่านางกลับได้ยินเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของเฉินเยว่จือได้อย่างชัดเจน

ร่างกายอวบอ้วนจ้ำม่ำของนางไม่ใช่เรื่องล้อเล่น การที่เฉินเยว่จือต้องแบกนางวิ่งพร้อมกับเข็นรถเข็นไปด้วยนั้น กินพละกำลังไปมหาศาล

ในเวลานี้ ต้าหลางและคนอื่นๆ ต่างก็กำลังช่วยกันเข็นรถเข็น จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าเฉินเยว่จือแทบจะหมดแรงอยู่รอมร่อ

วินาทีนั้นเอง กลุ่มผู้ลี้ภัยก็พุ่งพรวดเข้ามาในหมู่บ้าน

เจียงหว่านรีบเรียกใช้พลังพิเศษของนางทันที มือป้อมๆ ทาบลงบนแผ่นหลังของเฉินเยว่จือเพื่อช่วยฟื้นฟูพละกำลังให้นาง

เดิมทีเฉินเยว่จือรู้สึกราวกับว่าขาทั้งสองข้างกำลังจะอ่อนแรงทรุดลง ทว่าจู่ๆ นางก็กลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง นางไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงคิดไปว่าคงเป็นเพราะได้ยินเสียงตะโกนของผู้ลี้ภัยในระยะประชิด จึงตกใจกลัวจนมีแรงฮึดสู้ขึ้นมา

พลังพิเศษของเจียงหว่านนั้น เมื่อนำมาใช้กับมนุษย์จะสูญเสียพลังไปอย่างรวดเร็ว

ในชาติที่แล้ว นางตระหนักถึงข้อเสียเปรียบข้อนี้ดี ดังนั้นในสถานการณ์ปกติ นางจะไม่ใช้พลังพิเศษกับคนเด็ดขาด

แต่ในยามวิกฤตเช่นนี้ นางไม่อาจสนใจสิ่งใดได้อีก และถ่ายทอดพลังทั้งหมดที่มีให้แก่เฉินเยว่จือ

ในที่สุด ครอบครัวสกุลเจียงก็เข็นรถขึ้นมาบนเขาได้สำเร็จ

เมื่อหันกลับไปมองที่หมู่บ้าน พวกเขาก็เห็นเปลวเพลิงลุกโชนไปทั่วทุกหนแห่ง

เนื่องจากเมื่อกลุ่มผู้ลี้ภัยบุกเข้ามาแล้วพบแต่หมู่บ้านที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งเสบียงอาหาร พวกมันจึงจุดไฟเผาบ้านเรือนทิ้ง

ชาวบ้านหลายคนร้องไห้ด้วยความร้อนใจเมื่อเห็นบ้านของตนกำลังถูกไฟเผาผลาญ

ในขณะนั้นเอง เสียงของผู้ใหญ่บ้านก็ดังขึ้นท่ามกลางความมืด "จะร้องไห้หาอันใดกัน! กลัวว่าพวกเดรัจฉานนั่นจะไม่ได้ยินเสียงแล้วตามมาไม่เจอหรืออย่างไร? บ้านเรือนวอดวายไปยังสร้างใหม่ได้ แต่ถ้าสิ้นชื่อไปแล้ว ใครจะหาชีวิตใหม่มาคืนให้พวกเจ้าได้?"

เสียงร้องไห้เงียบลงอย่างรวดเร็ว

ครอบครัวสกุลเจียงใช้พละกำลังไปมากที่สุด ตอนนี้ทุกคนจึงทรุดฮวบลงและหาที่นั่งพักตามยถากรรม

เฉินเยว่จือเหงื่อท่วมตัว เกรงว่าจะทำให้เจียงหว่านอึดอัด จึงปลดสายรัดบนหลังออก

เจียงหว่านนั่งลงข้างๆ เฉินเยว่จือแล้วยื่นมือออกไปบีบนวดขาให้มารดา

แม้นางจะยังเด็ก แต่นางก็มีพละกำลังแข็งแกร่งโดยธรรมชาติ เมื่อลงมือบีบนวด น้ำหนักมือของนางจึงกะเกณฑ์ได้อย่างพอดิบพอดี เฉินเยว่จือรู้สึกว่าอาการสั่นที่ขาค่อยๆ ทุเลาลงอย่างรวดเร็ว

ตอนนั้นเอง เจียงเหล่าเอ้อร์ซึ่งมีใบหน้าบอบช้ำปูดบวมก็เดินกะเผลกเข้ามา

"พี่ใหญ่ เป็นเพราะครอบครัวของท่านออกจากหมู่บ้านไปล่อพวกผู้ลี้ภัยมาใช่หรือไม่? บ้านใหญ่ของท่านทำบ้าอะไรกัน! ถ้าอยากจะไปก็ควรจะเงียบๆ ไปสิ ไปทำอีท่าไหนถึงล่อพวกผู้ลี้ภัยมาได้? ถ้าทุกคนหนีไม่ทัน วันนี้พวกเราคงได้ตายกันหมดแน่"

คนในครอบครัวสกุลเจียงโกรธจัดกับคำพูดเหล่านั้นจนเลือดขึ้นหน้า

ชาวบ้านหลายคนเอนเอียงไปตามคำพูดของเจียงเหล่าเอ้อร์และเริ่มกล่าวโทษครอบครัวสกุลเจียง

วินาทีนั้น ผู้ใหญ่บ้านก็ตวาดลั่น "พวกเจ้าอย่าลืมสิว่าใครเป็นคนปลุกให้พวกเจ้าหนีตาย! หากไม่ใช่เพราะครอบครัวเจียงพ่านออกเดินทางกลางดึกแล้วไปพบว่าพวกผู้ลี้ภัยกำลังมุ่งหน้ามา หากไม่ใช่เพราะคุณธรรมในใจที่ทำให้พวกเขาวิ่งกลับมาแจ้งข่าว พวกเจ้าคิดว่ายังมีชีวิตรอดมาพูดจาพล่อยๆ อยู่ตรงนี้ได้อีกงั้นหรือ?!"

ผู้ใหญ่บ้านมองสถานการณ์ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง คำพูดของเขาทำให้ชาวบ้านเหล่านั้นถึงกับหน้าแดงด้วยความละอายใจ

เจียงพ่านเมินเฉยต่อชาวบ้านเหล่านั้น ก่อนจะคว้าคอเสื้อเจียงเหล่าเอ้อร์แล้วซัดหมัดเข้าใส่ "หยุดยุแยงตะแคงรั่วเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งซะ!"

เจียงเหล่าเอ้อร์กรีดร้องลั่นทันที "เขาตีคน! เจียงพ่านทำร้ายร่างกายข้า!"

ผู้ใหญ่บ้านเตะเขาด้วยความโมโห "ถ้าเจ้ายังแหกปากโวยวายไม่เลิก ข้าจะให้คนโยนครอบครัวเจ้าลงไปจากเขา ให้พวกผู้ลี้ภัยฉีกทึ้งครอบครัวเจ้าทั้งเป็นซะ!"

เจียงเหล่าเอ้อร์ตกใจกลัวจนทำได้เพียงพึมพำงุบงิบอยู่ในคอไม่กี่คำ

เจียงพ่านเหนื่อยล้าเต็มทน เขาผลักน้องชายออกไปแล้วทรุดตัวลงนั่งพักหอบหายใจข้างรถเข็นของตน

เดิมทีทุกคนเพียงแค่อยากจะรออย่างอดทนอยู่บนเขาเพื่อให้พวกผู้ลี้ภัยสลายตัวไป แต่จู่ๆ นางโจวก็ร้องห่มร้องไห้ขึ้นมา "ถุงเงินของข้าหายไป! ท่านพี่ รีบจุดคบเพลิงแล้วหาดูรอบๆ เร็วเข้า! นั่นเป็นทรัพย์สมบัติทั้งหมดของบ้านเรานะ จะปล่อยให้คนอื่นเก็บไปไม่ได้เด็ดขาด!"

ทันทีที่เจียงเหล่าเอ้อร์ได้ยินว่าถุงเงินหายไป เขาก็หยิบหินจุดไฟขึ้นมาจุดคบเพลิงในมือทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

เจียงหว่านสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในทันทีและตะโกนลั่น "รีบดับไฟเร็วเข้า! แสงไฟจะทำให้พวกมันเห็นเรา!"

ชาวบ้านหลายคนรีบพุ่งตัวเข้าไปดับคบเพลิงในมือของเจียงเหล่าเอ้อร์ทันควัน

ทว่าทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว ผู้ลี้ภัยจำนวนมากสังเกตเห็นแสงไฟบนภูเขาและรีบกรูกันเข้ามาหาพวกเขาทันที

จบบทที่ บทที่ 15 ผู้ลี้ภัยบุก

คัดลอกลิงก์แล้ว