- หน้าแรก
- เมื่อคุณหนูนายทุนได้สติ ขอหอบสมบัติทั้งตระกูลหนีไปค่ายทหาร
- บทที่ 13 ได้รับหีบสินสอด
บทที่ 13 ได้รับหีบสินสอด
บทที่ 13 ได้รับหีบสินสอด
บทที่ 13 ได้รับหีบสินสอด
"ขอแสดงความยินดีด้วยเจ้านาย ท่านได้รับหีบสินสอดไม้จันทน์ทั้งสี่ใบของนางเอกแล้ว"
ลู่เหราเพ่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติระบบ และเห็นว่าหีบสินสอดทั้งสี่ใบที่เฉียวซูซินฉกฉวยไปนั้นตั้งตระหง่านอยู่ข้างในจริงๆ
นี่เป็นผลจากการเจาะช่องโหว่ของระบบที่ทำงานขึ้นตอนที่เธอตบหน้าเฉียวซูซินไปเมื่อครู่นี้
ลู่เหราอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมระบบอยู่หลายคำ
ช่างเก่งกาจเสียจริง
แบบนี้ก็ช่วยประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียแรงแอบไปขนกลับมากลางดึกให้ยุ่งยาก
เธอตรวจสอบดูแล้ว หีบทั้งสี่ใบยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์
ทว่า มีเพียงจี้หยกมังกรคู่หงส์เท่านั้นที่ถูกวางทิ้งไว้บนฝาหีบใบหนึ่ง
"เฉียวซูซินคงจะหยิบจี้หยกออกมาก่อนหน้านี้ หรือไม่ก็เอาไปวางไว้ที่อื่น การเจาะช่องโหว่ถือว่าสมบัติลอตนี้เป็นชุดเดียวกัน มันก็เลยถูกกวาดกลับมาพร้อมกันทั้งหมด" ระบบวิเคราะห์
"ดูเหมือนว่าตอนนั้นกู้หยูเฉิงจะเอาชนะเฉียวซูซินไม่ได้ ในเมื่อพวกมันให้ความสำคัญกับจี้หยกชิ้นนี้นัก ปล่อยให้พวกมันกัดกันต่อไปก็ดีเหมือนกัน"
ประกายตาเย็นเยียบพาดผ่านดวงตาของลู่เหรา
"เจ้านาย ท่านกำลังคิดแผนการร้ายอยู่แน่ๆ!"
ลู่เหราเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอหันไปตรวจสอบลู่เฟิงถังและอันธพาลทั้งสี่คนที่ถูกโยนเข้ามาในมิติ เมื่อเห็นว่าพวกเขายังคงหมดสติอยู่ เธอจึงดึงจิตสำนึกกลับคืนมา
ในเวลานี้ พื้นห้องของเธอเต็มไปด้วยข้าวของที่เฉียวซูซินขนเข้ามา
ข้าวของพวกนี้ล้วนดูคุ้นตา มันคือสมบัติของตระกูลลู่ทั้งสิ้น บางชิ้นถึงกับถูกยกออกมาจากห้องของพ่อเธอด้วยซ้ำ
ลู่เหราเก็บกวาดทุกอย่างเข้าไปในมิติระบบโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"ระบบ ในเมื่อตอนนี้ได้สมบัติมาแล้ว แถมยังหาตัวพ่อพบแล้ว พรุ่งนี้พวกเราจะออกจากตระกูลลู่กัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีเรื่องยุ่งยากตามมาอีก" ลู่เหรากล่าวกับระบบในห้วงจิตสำนึก
"เห็นด้วยอย่างยิ่ง! ไปพรุ่งนี้เลยหรือ"
"ใช่ พรุ่งนี้เช้าเราจะไปกันเลย และก่อนไป เราจะกวาดทุกอย่างที่ควรเป็นของเราไปให้หมด"
ลู่เหราวางแผนการไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากกังวลว่าหากให้ลู่เฟิงถังอยู่ในมิติระบบนานเกินไป ร่างกายของเขาอาจจะไม่ฟื้นตัว และอาจทำให้เขารู้ความลับนี้เข้า ลู่เหราจึงตั้งใจว่าจะลงไปที่ห้องลับก่อนเพื่อพาตัวพ่อของเธอออกมา
ลู่เหราไม่คิดที่จะแพร่งพรายเรื่องระบบให้ใครรู้ มิฉะนั้นเธอคงต้องตามอธิบายว่าได้มันมาอย่างไร จากนั้นพ่อของเธอก็อาจจะคาดเดาเนื้อเรื่องได้ และรู้ว่าเธอจะต้องตายอย่างอนาถเหมือนในนิยาย
ถ้าเป็นเช่นนั้น พ่อของเธอคงได้คลุ้มคลั่งแน่
เธอจึงไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
ช่วยไม่ได้นี่นา พ่อของเธอต้องทนทุกข์ทรมานมานับสิบปี หลังจากนี้เขาจะต้องระแวดระวังตัวมากขึ้นอย่างแน่นอน
ลู่เหราผู้มีเล่ห์เหลี่ยมเพียงน้อยนิด ย่อมไม่มีทางตบตาพ่อของเธอได้มิดแน่
เมื่อเข้าไปในห้องลับ ลู่เหราก็จัดการย้ายลู่เฟิงถังออกมาพร้อมกับเตียง
เขายังคงไม่ได้สติเหมือนก่อนหน้านี้ ลมหายใจของเขาค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมา
หลังจากลู่เหราป้อนน้ำแกงโสมให้เขาเพิ่ม เขาก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาครู่หนึ่งและยอมกินโจ๊กเข้าไปบ้าง
เมื่อลู่เฟิงถังหลับไปอีกครั้ง ลู่เหราก็ออกจากห้องลับ เปลี่ยนไปสวมชุดพรางตัวสีดำ เปิดหน้าต่าง แล้วปีนออกไปอย่างเงียบเชียบ...
ภายนอกห้อง เฉียวซูซินยืนรออยู่ที่หน้าประตูห้องของลู่เหราอยู่นานสองนาน แต่ก็ไม่เห็นอีกฝ่ายยอมเปิดประตู หล่อนโกรธจัดจนน้ำตาร่วงเบาะ
"คุณหนูใหญ่..." หลี่เจี้ยนเย่มองหล่อนด้วยความปวดใจ
เฉียวซูซินปรายตามองเขา ในหัวเต็มไปด้วยภาพที่หลี่เจี้ยนเย่ถูกซ้อมเมื่อครู่นี้ ความรู้สึกรังเกียจเหยียดหยันวูบผ่านเข้ามาในใจ
'นึกว่าโตมาในตระกูลลู่ตั้งแต่เด็กแล้วจะมีฝีมือเก่งกาจอะไร ที่แท้ก็ทนรับฝ่ามือของลู่เหราไม่ได้แม้แต่ทีเดียว'
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่หล่อนกลับปั้นหน้าแสดงความห่วงใย ยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปากของหลี่เจี้ยนเย่ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร "พี่หลี่ ฉันขอโทษนะที่ทำให้พี่ต้องมาพลอยเดือดร้อนไปด้วย"
ใบหน้าของหลี่เจี้ยนเย่พลันแดงก่ำ เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วตอบกลับ "ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกครับ"
เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสริม "คุณหนูลู่... ถึงแม้เธอจะติดนิสัยเอาแต่ใจแบบคุณหนูใหญ่ไปบ้าง แต่เธอก็ไม่ใช่คนชอบลงไม้ลงมือกับใคร วันนี้เธอคงจะแค่อารมณ์ไม่ดีน่ะครับ"
รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของเฉียวซูซินเย็นชาลงทันที หล่อนหลุบตาลงเพื่อซ่อนแววตาอำมหิตที่พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "ฉันเข้าใจเธอค่ะ"
ใช่สิ หล่อนเข้าใจลู่เหราเป็นอย่างดีเลยล่ะ นังตัวปลอมนั่นก็แค่โกรธเกรี้ยวเพราะทำอะไรไม่ได้ต่างหาก
ถ้าหล่อนเป็นฝ่ายถูกเฉดหัวออกจากตระกูลลู่ หล่อนเองก็คงอาละวาดฟาดงวงฟาดงาไม่ต่างกัน
'โชคดีที่ตอนนี้ฉันได้หีบสินสอดทั้งสี่ใบมาแล้ว ลู่เหราก็เป็นแค่เปลือกกลวงๆ ที่ไม่เหลืออะไรเลย'
เฉียวซูซินลอบดีใจที่ตัวเองฉลาดพอ ไม่ได้ขนหีบทั้งสี่ใบเข้าไปไว้ในห้องของลู่เหราก่อน
ไม่อย่างนั้น หล่อนคงต้องเปลืองน้ำลายอีกยืดยาวกว่าจะทวงคืนมาได้
"พี่หลี่ ถ้าอย่างนั้นรบกวนพี่ช่วยบอกให้ลู่เหราเปิดประตูแล้วคืนของให้ฉันทีหลังก็แล้วกันค่ะ รอให้เธอออกจากตระกูลลู่ไปก่อน ฉันค่อยย้ายห้องก็ได้" เฉียวซูซินเอ่ยพร้อมกับแสร้งทำทีเป็นยอมถอยให้
หลี่เจี้ยนเย่ยิ่งรู้สึกว่าเฉียวซูซินช่างเป็นคนมีเหตุผลและรู้จักโอนอ่อนผ่อนตาม เขารีบพยักหน้ารับคำ "ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะเอาของคืนมาให้คุณให้ได้ คุณกลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถอะครับ"
เฉียวซูซินพยักหน้า ในใจร้อนรนอยากกลับห้องเต็มแก่ หล่อนหันหลังเดินกลับไปยังห้องพักแขก
ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงกรีดร้องของหล่อนก็ดังลั่นออกมาจากห้องพักแขก
"ของของฉันหายไปไหน! หีบสินสอดทั้งสี่ใบของฉันหายไปไหน!"
ทางด้านชั้นล่าง กู้หยูเฉิงที่เพิ่งตะเกียกตะกายขึ้นมาจากทางเดินลับ ได้ไปแจ้งข่าวเรื่องร่างของลู่เฟิงถังที่หายไปให้สวี่เจียฟังเป็นคนแรก แต่กลับโดนอีกฝ่ายพูดจาถากถางใส่สารพัด
เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่แล้ว และทันทีที่กลับเข้ามาในบ้านตระกูลลู่ เขาก็ได้ยินเสียงเฉียวซูซินร้องห่มร้องไห้โวยวายอยู่บนชั้นสอง
"เวรเอ๊ย ยัยนี่เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก!"
กู้หยูเฉิงรีบสาวเท้าขึ้นไปชั้นบน
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงตะโกนลั่นของกู้หยูเฉิงก็ดังออกมาจากห้องพักแขกเช่นกัน
"เธอว่าไงนะ! ของหายไปแล้วงั้นเรอะ!"
กู้หยูเฉิงแทบจะคลุ้มคลั่ง
ทีแรกร่างของลู่เฟิงถังในห้องใต้ดินก็อันตรธานหายไป มาตอนนี้หีบสมบัติทั้งสี่ใบที่ตั้งเก็บไว้อย่างดีในห้องพักแขกก็ดันมาหายวับไปอีก
กู้หยูเฉิงรู้สึกเสียวสันวาบ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ทว่าปฏิกิริยาของเขาในสายตาของเฉียวซูซิน กลับมองว่าเป็นอาการของคนกินปูนร้อนท้อง
'ไม่ได้ ฉันจะแตกหักกับเขาตอนนี้ไม่ได้'
เฉียวซูซินพยายามข่มอารมณ์ให้สงบลง
ตอนนี้หล่อนสงสัยทุกคนในตระกูลลู่อย่างไม่แยกแยะไปเสียหมดแล้ว
"ของมันหายไปได้ยังไง! ลู่เหราเป็นคนเอาไปงั้นเหรอ หล่อนกลับมาแล้วหรือไง!" กู้หยูเฉิงไม่รู้ถึงความคิดอันคดเคี้ยวในหัวของเฉียวซูซิน ในเวลานี้เขาสนใจแค่เรื่องตามเอาของคืนมาเท่านั้น
ทันทีที่เฉียวซูซินได้ยินชื่อของลู่เหรา ความโกรธเกรี้ยวก็ปะทุขึ้นในใจ
ความคิดแรกของหล่อนเมื่อครู่นี้ก็พุ่งเป้าไปที่ลู่เหราเช่นกัน
แต่พอพิจารณาดูแล้ว ลู่เหรามีปากเสียงกับหล่อนที่โถงทางเดินทันทีที่กลับมาถึง และไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้ห้องพักแขกเลย ดังนั้นอีกฝ่ายจึงไม่มีโอกาสลงมือแน่
เฉียวซูซินกำลังหัวเสีย หล่อนจึงตอบกลับด้วยใบหน้าบึ้งตึง "หล่อนกลับมาตั้งนานแล้ว"
กู้หยูเฉิงขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงกระด้างของหล่อน และเมื่อเงยหน้าขึ้นไปเห็นแก้มที่บวมเป่งของหล่อน คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นจนแทบจะหนีบแมลงวันตายได้
"นี่เธอไปมีเรื่องกับลู่เหรามางั้นรึ! ฉันเตือนเธอแล้วไม่ใช่หรือไงว่าอย่าไปหาเรื่องหล่อนก่อนที่หล่อนจะออกจากตระกูลลู่ไปน่ะ!"
เขาแทบอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนังโง่นี่ให้ตายคามือ
ความโกรธที่อัดอั้นไว้ของเฉียวซูซินก็ระเบิดออกเช่นกัน "ฉันก็แค่ไปทวงของที่เป็นของฉันคืน มันผิดตรงไหน!"
"มีอะไรในบ้านตระกูลลู่ที่เป็นของเธออย่างนั้นรึ!" กู้หยูเฉิงลดเสียงต่ำลงพลางเอ่ยอย่างเย็นชา "อย่าลืมสิว่าเธอเป็นแค่ลูกเมียน้อยของฉันที่ยังเชิดหน้าชูตาในสังคมไม่ได้ เธอคิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่จริงๆ หรือไง!"
เฉียวซูซินเกลียดคำว่า ‘ลูกเมียน้อย’ เข้าไส้ ทันใดนั้นหล่อนก็นึกถึงคำพูดของลู่เหราหลังจากที่ตบหน้าหล่อนว่า ‘ไปถามพ่อของเธอเอาเองสิว่าทำไมฉันถึงกล้า’ ความเคลือบแคลงสงสัยพลันก่อตัวขึ้นในใจทันที
"ลู่เหราไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน! ยังไงหล่อนก็ต้องโดนไล่ออกจากตระกูลลู่อยู่แล้ว แล้วทำไมพ่อถึงต้องไปกลัวหล่อนขนาดนั้นด้วย!"
คำพูดแทงใจดำเช่นนี้ช่างร้ายกาจเสียจริง
กู้หยูเฉิงถูกเฉียวซูซินจี้ใจดำเข้าอย่างจัง ใบหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด