- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นศิษย์สายนอกผู้ต้อยต่ำ
- บทที่ 14 - ใช้ความจริงสยบเจ้า
บทที่ 14 - ใช้ความจริงสยบเจ้า
บทที่ 14 - ใช้ความจริงสยบเจ้า
บทที่ 14 - ใช้ความจริงสยบเจ้า
ซุนกู้ผูกมุทรา
แล้วส่งเลียงผาเขาเดี่ยวขึ้นไปบนเรือเหาะ
ก่อนจะสตาร์ทเรือเหาะ เขาหันไปยิ้มให้ซินหรง
"ศิษย์พี่ วันหลังแวะไปหาข้าที่เขาไผ่น้อยสิ จะได้ชิมฝีมือทำอาหารของข้า"
ซินหรง: "ก่อนที่ตำราของผู้อาวุโสเผิงจะเขียนเสร็จ ข้าไม่กล้าไปหรอก!"
"งั้นเดี๋ยวข้ากลับไปถามเขาให้ ว่าเมื่อไหร่จะเขียนเสร็จ"
เมื่อกลับมาถึงเขาไผ่น้อย
ผู้อาวุโสเผิงพบว่าเลียงผาเขาเดี่ยวกำลังนอนหลับปุ๋ย แถมตบะยังเพิ่มขึ้นมาอีกสองระดับ
จึงถามซุนกู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ซุนกู้ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่เขาไผ่ใหญ่ให้ฟังทั้งหมด
ผู้อาวุโสเผิง: "..."
นกแดงน้อยที่ได้ยินคำสนทนาทั้งหมด รีบบินจิ๊บๆๆ ไปรายงานกวงจิ่วหงให้ฟังอย่างรวดเร็ว
กวงจิ่วหง: "..."
ไอ้เจ้าเฉียนหลิวนี่มันไร้ประโยชน์จริงๆ!
ดูท่าข้าคงต้องเพิ่มความยากให้ไอ้หนูนี่เสียหน่อยแล้ว
ไม่ใช่เจ้าเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วหรอกหรือ ว่าข้าส่งเจ้าไปช่วยผู้อาวุโสเผิงกำจัดมารในใจ?
งั้นข้าก็จะจัดให้สมใจเจ้าเลย
ซุนกู้เอาวัตถุดิบที่ไปไถมาฟรีๆ ออกมากองตรงหน้าผู้อาวุโสเผิง
"นายท่าน แหวนมิติของข้ามันระดับต่ำเกินไป เก็บรักษาความสดของอาหารพวกนี้ไม่ได้หรอกขอรับ"
"ท่านพอจะมีวิธีหรือไม่ขอรับ?"
ซุนกู้มั่นใจว่าระดับผู้อาวุโสเผิง ต้องมีอุปกรณ์มิติระดับสูงๆ อยู่แน่นอน
และก็เป็นดั่งคาด
ผู้อาวุโสเผิงหยิบกำไลวงหนึ่งออกมา
ลบตราประทับจิตวิญญาณออก
"เอาไปใช้สิ นี่คืออุปกรณ์มิติระดับปฐพี"
พอซุนกู้รับมา
เขาก็รีบเสริมทันที "ให้ยืมใช้ชั่วคราวเท่านั้นนะ ไม่ได้ยกให้"
ซุนกู้: ไม่เป็นไรหรอกน่า
มาอยู่ในมือข้าแล้วก็ถือว่าเป็นของข้า
ถ้าท่านแน่จริงค่อยมาทวงคืนไปก็แล้วกัน
ซุนกู้ส่งสัมผัสเทวะเข้าไปสำรวจในแหวนมิติ
แล้วก็ต้องผิดหวังอย่างแรง
ก็เห็นๆ อยู่ว่าผู้อาวุโสเผิงไม่ได้หยิบของอะไรออกมาจากข้างในเลย
แต่มันกลับว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยสักชิ้น
หลังจากเก็บวัตถุดิบทั้งหมดเข้าไปในแหวนมิติแล้ว
ซุนกู้ก็ถามผู้อาวุโสเผิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น "นายท่าน เลียงผาเขาเดี่ยวตัวนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรหรือขอรับ?"
"ทำไมมันถึงกลืนกินหินวิญญาณไปตั้งมากมาย สมุนไพรและยาลูกกลอนก็อีกเพียบ แต่กลับไม่ตาย แถมยังเลื่อนระดับได้อีก?"
ผู้อาวุโสเผิงทำท่าทางลึกลับ "มันเป็นสัตว์วิเศษที่ข้าทำสัญญาด้วยตอนไปสำรวจแดนลับผิวปากเมื่อนานมาแล้ว"
"หลายปีมานี้ นอกจากเรื่องกินเก่งแล้ว ข้าก็ยังไม่เห็นว่ามันจะมีพลังพิเศษอะไรเลย"
ซุนกู้: ...
ที่แท้ก็แค่พวกกินล้างกินผลาญนี่เอง!
ช่างเหมาะสมกับท่านเสียนี่กระไร!
"นายท่าน ข้าขอตัวไปทำกับข้าวชุดใหญ่ให้ท่านก่อนนะขอรับ"
"เดี๋ยวตอนเรากินข้าวไป ค่อยคุยกันไป"
ถ้าพูดถึงฝีมือทำอาหารล่ะก็
ซุนกู้นั้นเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือเลยทีเดียว
เพียงชั่วครู่เดียว สตูเนื้อแกะใส่วุ้นเส้นหอมกรุ่น ซุปเนื้อห่านรสเผ็ดเค็มกลมกล่อม เนื้อวัวสไลด์เย็น และยำผักป่า ก็ถูกยกมาวางเรียงรายบนโต๊ะน้ำชา
ซุนกู้หยิบสุราชั้นดีที่เพิ่งไปไถมาจากเขาไผ่ใหญ่ออกมา
รินให้ผู้อาวุโสเผิงด้วยตัวเอง
"นายท่าน มาขอรับ เราสองคนปู่หลานมาดื่มกันสักจอก"
เผิงหมาน: "..."
ข้าเป็นนายท่าน เจ้าเป็นบ่าว
มาเรียก 'ปู่หลาน' อะไรกัน?
เจ้านี่มันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียเลย
แต่เห็นแก่อาหารเลิศรสพวกนี้
ข้าจะไม่ถือสาเจ้าก็แล้วกัน
"นายท่าน ลองชิมฝีมือข้าดูสิขอรับ"
"ไม่เลวๆ เจ้ามีพรสวรรค์ด้านการเป็นพ่อครัวจริงๆ"
"นายท่าน อยากให้ข้าทำของอร่อยๆ ให้กินทุกวันไหมขอรับ?"
"...เจ้ามีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ?"
ซุนกู้เกาหัว
"นายท่าน เรื่องที่ท่านจะแนะนำข้าให้เข้าสำนักน่ะ..."
ผู้อาวุโสเผิงจิบสุราไปอึกหนึ่ง
"ไอ้หนู ข้าจะบอกความจริงกับเจ้าเลยนะ"
"ที่ไอ้หนูกวงจิ่วหงส่งเจ้ามาที่นี่น่ะ ไม่ใช่เพื่อทดสอบอะไรเจ้าหรอก แต่ตั้งใจจะจับเจ้ามาปิ้งย่างบนกองไฟต่างหากล่ะ!"
"เหตุใดนายท่านถึงกล่าวเช่นนั้นล่ะขอรับ?"
"สำหรับศิษย์สืบทอดสายตรง ท่านประมุขและผู้อาวุโสทั้งหลาย อยากจะรับใครก็รับได้เลย ไม่มีการทดสอบอะไรทั้งนั้นแหละ"
"คนทั้งสำนักต่างก็รู้ดีว่าข้าน่ะ... อื้ม ค่อนข้างจะเข้ากับคนยากไปสักหน่อย"
"การที่ไอ้หนูกวงจิ่วหงส่งเจ้ามาหาข้า ก็เพื่อจะยืมมือข้าไล่เจ้าไป หรือไม่ก็ทำให้เจ้าท้อถอยจนยอมแพ้ไปเองนั่นแหละ"
ซุนกู้: "..."
หนอยแน่กวงจิ่วหง อุตส่าห์เคยชมท่านไว้ตั้งเยอะ
ไม่คิดเลยว่าท่านจะเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายขนาดนี้
"และอีกอย่างนะ ตอนที่เจ้ากำลังทำอาหารอยู่เมื่อครู่นี้ ไอ้หนูกวงจิ่วหงเพิ่งจะส่งกระแสเสียงมาหาข้า"
"ฝากให้ข้ามาบอกเจ้า"
"ว่าภายในสามสิบวัน เจ้าต้องช่วยข้ากำจัดมารในใจให้สำเร็จ"
"หากทำสำเร็จ ก็ถือว่าผ่านการทดสอบด่านแรก"
"หากล้มเหลว เจ้ามาจากไหนก็จงไสหัวกลับไปที่นั่นซะ"
ซุนกู้: "..."
ภัยร้ายออกจากปากแท้ๆ!
วันหลังข้าจะไม่พูดจาส่งเดชอีกแล้ว
"ไอ้หนู ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ที่เจ้าบอกว่าไอ้หนูกวงจิ่วหงเคยคิดจะรับเจ้าเป็นศิษย์สืบทอดสายตรง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนใจกลางคันล่ะ?"
ซุนกู้เองก็ทำหน้างง
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม"
"เมื่อวานเขาปล่อยหนูยักษ์ตัวหนึ่งออกมา"
"พอเจ้าหนูยักษ์นั่นเห็นข้า มันก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปเลย"
"จากนั้นท่านประมุขก็ส่งข้ามาหาท่านนี่แหละ"
ผู้อาวุโสเผิง: ...หนูยักษ์บ้าบออะไรกัน
นั่นมันตัวมิงค์หางม่วงเขี้ยวทองต่างหากโว้ย!
ไอ้หนูกวงจิ่วหงนี่หลายปีมานี้ไม่พัฒนาขึ้นเลยจริงๆ
ไอ้ตัวพรรค์นั้นน่ะโง่ยังกับหมู เจ้ายังจะไปเชื่ออีกรึว่ามันมีพรสวรรค์ในการรับรู้เภทภัยกับความมงคลน่ะ?
"นายท่าน เพื่ออนาคตของข้า ท่านต้องสู้เพื่อข้าหน่อยนะขอรับ"
ผู้อาวุโสเผิง: "..."
ข้าจะไปสู้เพื่อเจ้าทำไม?
"ท่านรู้หรือไม่ขอรับ?"
"ตอนนี้คนทั้งสำนักต่างก็ลือกันให้แซด ว่าตบะของท่านไม่ก้าวหน้ามาห้าร้อยปีแล้ว"
"แถมยังบอกอีกว่า ชาตินี้ท่านคงไม่มีทางกำจัดมารในใจได้หรอก จนตายก็ไม่มีวันทะลวงผ่านขอบเขตแปลงวิญญาณขั้นหนึ่งไปได้แน่ๆ"
"หึ!"
"พวกมันจะไปรู้อะไร!" ผู้อาวุโสเผิงมีสีหน้าโกรธเคือง
"ตำราของข้า ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว อีกแค่สามห้าวันเท่านั้นแหละ"
"พอตำราเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ออกมาเมื่อไหร่ เหล่าบัณฑิตทั่วหล้าจะต้องก้มหัวศิโรราบให้ข้าแน่นอน มารในใจของข้าก็จะสูญสลายไปเอง"
"เรื่องการเลื่อนระดับตบะ ก็จะเป็นแค่เรื่องกล้วยๆ"
พอซุนกู้ได้ยินดังนั้น
เขาก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที
"นายท่าน พอจะบอกข้าน้อยหน่อยได้ไหมขอรับ"
"ว่าตำราของท่าน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร?"
"ทำไมล่ะ เจ้าสนใจเรื่องศาสตร์ความรู้ของทางโลกด้วยงั้นหรือ?"
"สนใจมากเลยขอรับ"
"งั้นข้าขอทดสอบเจ้าหน่อย เจ้าลองบอกมาสิ ว่าศาสตร์ความรู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกนั้น ถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร?"
ซุนกู้: ถ้าเรื่องนี้ล่ะก็ ข้าถนัดนักล่ะ
ชาติก่อนเพื่อที่จะได้สวมรอยเป็นปัญญาชน ข้าลงทุนจ่ายเงินมหาศาล เพื่อฝังข้อมูลบทกวี บทความ และบทวิจารณ์ต่างๆ ลงในสมองตั้งมากมาย
ตอนนี้ข้อมูลพวกนั้นก็ยังอยู่ในหัวข้าครบถ้วน
"นายท่าน ข้าคิดว่า ความทุกข์ยากคือบ่อเกิดของศาสตร์ความรู้ที่ดีเยี่ยมทุกแขนงขอรับ"
"ความทุกข์ยากจะทำให้มนุษย์เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะนำไปสู่การคิดพิจารณาที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น และการคิดพิจารณานี้เองที่จะก่อให้เกิดศาสตร์ความรู้ใหม่ๆ ที่ดียิ่งกว่าเดิม"
"ไม่ใช่แค่เรื่องศาสตร์ความรู้นะขอรับ แต่ทุกสาขาอาชีพก็ล้วนเชื่อมโยงกันในทำนองนี้"
"คนที่ผ่านความทุกข์ยากมาเท่านั้น ถึงจะสามารถเขียนตัวอักษรที่สั่นสะเทือนอารมณ์ผู้คนได้"
"ถึงจะบรรเลงบทเพลงที่ทำให้ผู้คนหลั่งน้ำตาได้"
"ถึงจะวาดภาพที่ตราตรึงเข้าไปในจิตใจได้..."
"ซึ่งแท้จริงแล้วมันก็เหมือนกับที่บรรพชนเคยกล่าวไว้ว่า 'บทความมักสวนทางกับโชคชะตา' และ 'กวีมักยากไร้ก่อนจึงจะรังสรรค์ผลงานชั้นยอดได้' นั่นแหละขอรับ"
ผู้อาวุโสเผิงลอบแค่นเสียงในใจ
ไอ้หนู ทฤษฎีของเจ้ามันก็แค่คำพูดเลียนแบบคนอื่นเท่านั้นแหละ
ซุนกู้กล่าวต่อ "ยอดคนในทุกสาขาอาชีพที่ประสบความสำเร็จ ล้วนแต่ต้องเคยเผชิญกับความทุกข์ยากแสนสาหัสมาก่อนทั้งนั้น"
"พวกเขาล้วนตะเกียกตะกายขึ้นมาจากวังวนแห่งความทุกข์ยาก"
"ความทุกข์ยากเหล่านี้ บางทีอาจจะมาจากโชคชะตาของพวกเขาเอง"
"หรืออาจจะเกิดจากยุคสมัยที่บีบบังคับพวกเขา"
"แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันก็ทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ที่สมจริงที่สุด"
"เป็นตัวกระตุ้นให้พวกเขาเกิดความตระหนักรู้ต่อชีวิตและทุกสรรพสิ่ง"
"เพียงแค่เรามองย้อนกลับไปในอดีตก็จะพบว่า"
"ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา บุคคลที่โดดเด่นที่สุดในแต่ละสาขาอาชีพ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพียงคนธรรมดา แทบจะไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรเลย"
"นั่นเป็นเพราะผู้บำเพ็ญเพียรยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมนุษยชาติมาโดยตลอด พวกเขาไม่เคยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่สมจริงที่สุดในโลกมนุษย์เลย"
"ในขณะที่คนธรรมดา แม้จะมีอายุขัยสั้น แต่เพราะได้รับการหล่อหลอมจากความทุกข์ยาก จึงสามารถสร้างสรรค์ศาสตร์ความรู้ที่เจิดจรัสที่สุดในโลกมนุษย์ได้"
เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสเผิงเริ่มไม่พอใจแล้ว
"ไอ้หนู เจ้าหมายความว่า คนที่ไม่เคยเผชิญกับความทุกข์ยาก จะไม่มีวันเขียนบทความที่ถูกจารึกไว้ชั่วลูกชั่วหลานได้งั้นหรือ?"
ซุนกู้: "มันก็เห็นๆ กันอยู่นะขอรับ"
"แต่ข้าไม่เคยผ่านความทุกข์ยากมาก่อนโว้ย"
ซุนกู้: "..."
พลาดแล้วสิ
ดันเผลอไปลูบหนวดเสือเข้าให้แล้ว
ต้องรีบแก้ไขสถานการณ์ด่วน
"นายท่าน ข้าเชื่อว่าท่านจะสามารถทำลายอาถรรพ์นี้ได้ขอรับ"
"ท่านไม่เพียงแต่จะสร้างศาสตร์ความรู้ที่จารึกไปชั่วลูกชั่วหลานได้ แต่ยัง..."
"พอแล้วๆ"
"ข้าไม่อยากฟังคำประจบสอพลอของเจ้าแล้ว"
"ข้าจะใช้ความจริงสยบเจ้าเอง!"
(จบแล้ว)