เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 - เคล็ดวิชาของข้ามันไม่เหมือนใคร

บทที่ 10 - เคล็ดวิชาของข้ามันไม่เหมือนใคร

บทที่ 10 - เคล็ดวิชาของข้ามันไม่เหมือนใคร


บทที่ 10 - เคล็ดวิชาของข้ามันไม่เหมือนใคร

จริงสิ! ทำไมข้าถึงลืมไปได้นะ

ผู้อาวุโสเผิงนึกขึ้นได้ก็ดีใจสุดๆ

ในถุงสัตว์เลี้ยงยังมีอีกตัวที่ยังตื่นอยู่นี่นา

"เห็นแก่ความตั้งใจดีของเจ้า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เจ้าขี่สัตว์วิเศษของข้าไปก็แล้วกัน จะได้ไปกลับรวดเร็วหน่อย"

ซุนกู้ : เยี่ยมไปเลย เยี่ยมสุดๆ!

สัตว์วิเศษของยอดฝีมือระดับแปลงวิญญาณ อย่างน้อยๆ ก็ต้องอยู่ระดับแปลงวิญญาณเหมือนกันนั่นแหละ!

ข้าจะได้ขี่มันไปโชว์เท่ที่เขาไผ่ใหญ่

รับรองว่าต้องตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนบนเขาแน่ๆ

ผู้อาวุโสเผิงส่งกระแสจิตสั่งการ

สัตว์วิเศษก็ปรากฏตัวขึ้น

ซุนกู้ที่กำลังตั้งตารอคอยอย่างตื่นเต้น ถึงกับหน้าเหวอ : ...

พระ! เจ้า! ช่วย! กล้วย! ทอด!

"นายท่าน นี่ท่านทำพันธสัญญากับลาหรือขอรับ?"

แถมยังเป็นลาแก่ๆ ขนหรอมแหรม ผอมแห้งแรงน้อยอีกต่างหาก

สัตว์วิเศษ : พ่อแกสิเป็นลา

โคตรตระกูลแกก็เป็นลากันหมดแหละ!

ข้าคือ 'เลียงผาเขาเดี่ยวทะลวงใจ' เว้ย

ประเภทที่เอาเขาขวิดทีเดียวไส้แตกทะลักได้เลยน่ะรู้จักไหม

ผู้อาวุโสเผิง : ...

"ไอ้หนู นี่ไม่ใช่ลานะ ถึงหน้าตามันจะคล้ายลาไปหน่อยก็เถอะ"

เลียงผาเขาเดี่ยวทะลวงใจ : ...

ถ้าไม่มีคำแก้ตัวดีๆ ก็เงียบปากไปเลยดีกว่านะ

"ชื่อของมันคือ เลียงผาเขาเดี่ยวทะลวงใจ เป็นสัตว์วิเศษที่ร้ายกาจมากเลยนะ"

ซุนกู้ : ไม่เห็นจะดูออกเลยสักนิด!

แล้วอีกอย่าง เขาเดี่ยวของมันหายไปไหนล่ะเนี่ย?

"เพียงแต่มันออกจะขี้เกียจไปหน่อย ไม่ค่อยชอบบำเพ็ญเพียร"

"ระดับตบะของมันเลยร่วงกราวรูด จากขอบเขตแปลงวิญญาณ ลงมาวิญญาณแรกกำเนิด ก่อเกิดจินตาน สร้างรากฐาน แล้วก็ร่วงมากลั่นลมปราณ แถมเขาเดี่ยวบนหัวก็ร่วงหล่นหายไปด้วย"

ซุนกู้ : ...

ที่ท่านพูดมานี่เรื่องจริงหรือขอรับ?

ทำไมข้าถึงสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากแววตาของเจ้าลานี่ล่ะ?

เลียงผาเขาเดี่ยวทะลวงใจถลึงตาอย่างเคียดแค้น : หนอย ไอ้แก่เผิงหมาน!

ตอแหลหน้าด้านๆ!

ใครขี้เกียจวะ ถ้าข้าขี้เกียจข้าจะฝึกจนถึงขอบเขตแปลงวิญญาณได้ไงฮะ?

แกนั่นแหละที่ไม่ชอบบำเพ็ญเพียร เอาแต่มัวเมาหลงระเริงอยู่กับความสุขจอมปลอมในโลกมนุษย์

จนข้าพลอยซวยติดร่างแห ตบะร่วงกราวรูดไปด้วย

โดยเฉพาะช่วงหลายปีมานี้ ข้าไม่ได้สูดดมพลังจากหินวิญญาณเลยแม้แต่ก้อนเดียว เรื่องอาหารการกินยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ตบะก็เลยร่วงหล่นลงมาเหลือแค่ขอบเขตกลั่นลมปราณ

เขาเดี่ยวยาวเป็นวาของข้าก็หดหายไป

รูปร่างอันใหญ่โตน่าเกรงขามก็ผอมโซหดเล็กลง จนถูกชาวบ้านหาว่าเป็นลาไปแล้วเนี่ย

แกทำให้ข้าตกต่ำถึงขนาดนี้ ไม่เพียงไม่สำนึกผิด ยังจะมาใส่ร้ายข้าอีกหรือ?

แถมยังจะให้ไอ้เด็กเปรตนี่มาขี่หลังข้าอีก?

ได้เลย ข้าจะสู้ตายกับแก...

สู้ไม่ไหวแฮะ...

งั้นข้าสู้ตายกับไอ้เด็กนี่ก็แล้วกัน

คอยดูเถอะ

เดี๋ยวข้าจะควบกระโดดให้ไข่แกสั่นจนกระแทกแตกละเอียดไปเลย

ซุนกู้ไม่มีทางรู้เลยว่าเจ้าเลียงผากำลังคิดอาฆาตมาดร้ายอะไรอยู่

เขายังคงจ้องมองผู้อาวุโสเผิงด้วยแววตาคาดหวัง

ผู้อาวุโสเผิง : "แล้วเจ้าจะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม ทำไมยังไม่รีบไปอีก?"

"นายท่านขอรับ ท่านดูสิขอรับ... ท่านจะไม่ให้ค่ากับข้าวข้าหน่อยหรือขอรับ?"

ผู้อาวุโสเผิง : ...

ถ้าข้ามีเงิน ข้าจะต้องมาทนหิวไส้กิ่วอยู่แบบนี้หรือไง?

ข้าไม่มีหินวิญญาณเหลือเลยแม้แต่ก้อนเดียวนะโว้ย!

"เจ้าก็สำรองจ่ายไปก่อนสิ เดี๋ยวกลับมาค่อยคิดบัญชีทีเดียว"

ซุนกู้ : ก็ได้อยู่หรอก

เดี๋ยวถ้าข้าซื้อมาสามพัน ข้าจะมาเบิกท่านสามแสนเลย!

ถ้าท่านไม่มีปัญญาจ่าย ท่านก็ต้องยอมเขียนใบรับรองให้ข้าผ่านการทดสอบ

ซุนกู้จูงเจ้าลา... เอ้ย เลียงผาเดินลงจากเขา

เจ้านกแดงน้อยรีบส่งเสียงเจื้อยแจ้วรายงานทันที : "เจ้านาย เจ้านาย ข่าวสารอัปเดตล่าสุดเจ้าข้า"

"ไอ้ตัวเล็กกำลังจะไปจ่ายตลาดที่เขาไผ่ใหญ่เจ้าข้า"

"แถมตาเฒ่าแซ่เผิงยังให้มันขี่เลียงผาเขาเดี่ยวทะลวงใจไปอีกต่างหาก"

กวงจิ่วหง : "จ่ายตลาด? จ่ายอะไร?"

"ไอ้ตัวเล็กบอกว่าจะไปกว้านซื้อวัตถุดิบทำอาหารมาเยอะๆ จะได้เอามาทำของอร่อยๆ ให้ตาเฒ่าแซ่เผิงกินเจ้าข้า"

กวงจิ่วหง : ...

ไอ้เด็กนี่คงกะจะใช้ของอร่อยติดสินบนผู้อาวุโสเผิงล่ะสิ

ฮึ! ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าทำสำเร็จหรอก

เขาหยิบป้ายหยกสื่อสารออกมาทันที

"เจ้าเขาเฉียน เดี๋ยวจะมีคนชื่อซุนกู้ไปขอซื้อวัตถุดิบทำอาหารที่ยอดเขาของเจ้า เจ้าจำไว้นะว่า..."

ณ ตีนเขา

ซุนกู้ยืนพิจารณาเจ้าเลียงผาขึ้นๆ ลงๆ อยู่หลายรอบ

จะให้ขี่เจ้านี่ไปน่ะหรือ? ลืมไปได้เลย

เรื่องนั่งแล้วจะเจ็บก้นมันก็เรื่องหนึ่ง

แต่ประเด็นสำคัญคือ ข้าอายรับไม่ได้โว้ย

ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจในความหวังดีของผู้อาวุโสเผิง ข้าคงจะไล่ตะเพิดมันกลับขึ้นเขาไปแล้ว

ดูท่า จะงกค่าเดินทางคงเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว

ซุนกู้หยิบเรือเหาะออกมา

เหลือบมองเจ้าเลียงผาแวบหนึ่ง

"เจ้าเลียงผาน้อย ข้าดูสภาพร่างกายเจ้าแล้วไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ ข้าทำใจขี่เจ้าไม่ลงจริงๆ"

"เจ้าขึ้นมานั่งเรือเหาะไปกับข้าก็แล้วกัน"

เลียงผาที่ตั้งหน้าตั้งตารอจะขย่มไข่ใครบางคนให้แหลกละเอียด : ...

ทำไมจู่ๆ น้ำตาข้าถึงได้รื้นขึ้นมาล่ะ?

ทำไมหัวใจข้าถึงได้รู้สึกอบอุ่นถึงเพียงนี้?

เอ๊ะ ทำไมข้าถึงได้กลิ่นพลังวิญญาณอันหอมหวลและเข้มข้นลอยมาเตะจมูกล่ะ?

ซุนกู้หยิบหินวิญญาณระดับกลางออกมาหลายก้อน เตรียมจะใส่ลงไปในช่องกลไก

เจ้าเลียงผาพุ่งพรวดเข้ามาเอาหัวซุกทันที

พร้อมกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอดสุดแรงเกิด...

หินวิญญาณกลายเป็นผุยผงไปในพริบตา

ซุนกู้ : ...

นี่แกอดอยากปากแห้งมานานกี่ปีแล้วเนี่ย ถึงได้ตะกละตะกลามขนาดนี้?

ประเด็นคือ แกสูดเอาพลังของหินวิญญาณหนึ่งหมื่นก้อนหายวับไปในอึกเดียวเนี่ยนะ แกทำได้ยังไงวะเนี่ย?

ซุนกู้ปวดใจจนแทบกระอักเลือด

แต่เจ้าเลียงผากลับเบิกตากลมโตบ้องแบ๊ว

มองมาทางเขาด้วยสายตาเว้าวอน

ซุนกู้ : ...

บ้านข้าก็ไม่ได้รวยล้นฟ้า ผลิตเงินผลิตทองเองได้นะโว้ย

เขาส่ายหน้าปฏิเสธ

เจ้าเลียงผาถอยหลังไปสองก้าวด้วยความผิดหวัง

ย่อตัวลงนอนหมอบกับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก

เรือเหาะเริ่มออกเดินทาง

ใช้เวลาแค่สิบนาทีก็มาถึงเขาไผ่ใหญ่

ที่นี่มีศิษย์สายนอกอาศัยอยู่หลายร้อยชีวิต

ตอนนี้พวกเขากำลังจับคู่ประลองฝีมือกันอย่างดุเดือดที่ลานประลอง

จุดประสงค์ก็เพื่อคัดเลือกตัวแทนสองคนไปเข้าร่วมสำรวจแดนลับดีดนิ้วในเดือนหน้า

พอทุกคนเห็นเรือเหาะร่อนลงมา

ก็พากันคิดว่าเป็นบุคคลสำคัญระดับบิ๊กมาเยือน

แต่ใครจะไปรู้ว่าคนที่ก้าวลงมา กลับเป็นแค่ศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งที่ไร้น้ำยา

แถมยังจูงลาแก่ๆ ขนหรอมแหรม ผอมกะหร่องมาด้วยอีกต่างหาก

เล่นเอาทุกคนผิดหวังไปตามๆ กัน

ตอนแรกซุนกู้ก็ไม่ได้สนใจจะดูการประลองพวกนี้หรอก

ถึงยังไงก็เป็นแค่การดวลกันของพวกไก่อ่อนระดับกลั่นลมปราณทั้งนั้น

แต่พอลองปรายตามองดูแวบหนึ่ง

เขาก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง

โคตรแปลก!

แปลกประหลาดพิสดารสุดๆ!

ตอนอยู่สำนักเคลื่อนดารา พวกศิษย์เวลาต่อสู้กัน ก็มักจะใช้พลังปราณโจมตีใส่กัน

ไม่ก็เปลี่ยนพลังปราณให้กลายเป็นรูปสัตว์ร้ายต่างๆ

หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นศาสตราวุธนานาชนิด

แต่ที่นี่สิ กลับแปลกประหลาดสิ้นดี สิ่งที่ลอยว่อนอยู่บนฟ้า กลับเป็นเส้นขีดตัวอักษรจีนล้วนๆ

เจ้าฟัน 'ขีดลง' ข้าเอา 'ขีดขวาง' รับ เจ้าฟาด 'ตวัดซ้าย' ข้าเอา 'ลากขวา' เข้าปะทะ เจ้าปล่อยตัว 'ซาน (สาม)' ข้าสวนด้วยตัว 'ปา (แปด)' เจ้าตะโกนตัว 'ติง' ข้าตอบโต้ด้วยตัว 'ต้า (ใหญ่)'...

...

ถ้าคนไม่รู้มาเห็นเข้า คงนึกว่าพวกเขากำลังใช้พลังปราณสอนคู่ต่อสู้คัดลายมือกันอยู่แน่ๆ

หลังจากดูไปได้สักพัก

ซุนกู้ก็เริ่มจับจุดได้

ในโลกผู้บำเพ็ญเพียร ผู้ฝึกตนทุกคนมักจะมีท่าไม้ตายก้นหีบของตัวเอง เอาไว้ใช้เผด็จศึกในยามคับขัน

เพียงแต่ว่าท่าไม้ตายพวกนี้ มักจะสูบพลังปราณไปเยอะมาก ในช่วงเวลาสั้นๆ มักจะใช้ได้แค่ครั้งเดียว

แต่สำหรับศิษย์สำนักอักษร เส้นขีดแต่ละขีดคือกระบวนท่าโจมตีธรรมดา

การนำเส้นขีดมาประกอบร่างกันเป็นตัวอักษร นั่นแหละถึงจะเรียกว่าท่าไม้ตาย

บางทีอาจจะเป็นเพราะศิษย์สายนอกพวกนี้ตบะยังไม่แกร่งกล้าพอกระมัง

ประลองกันตั้งหลายกระบวนท่า ท่าไม้ตายที่ใช้เส้นขีดเยอะที่สุดที่เห็น ก็มีแค่คำว่า 'จั่ว (กรงเล็บ)' คำเดียวเอง

"ศิษย์พี่ท่านนี้ ไม่ทราบว่าท่านสามารถใช้ท่าไม้ตายที่ประกอบด้วยเส้นขีดได้สูงสุดกี่ขีดหรือขอรับ?"

ซุนกู้เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีศิษย์คนหนึ่งมายืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เลยเอ่ยปากถามไป

อีกฝ่ายยิ้มบางๆ

"ตบะของข้าก็งั้นๆ แหละ คงได้สักยี่สิบกว่าขีดกระมัง"

ซุนกู้ : ...

มองคนพลาดไปอีกแล้วสิเรา

ระดับยี่สิบกว่าขีดนี่ อย่างน้อยๆ ก็ต้องอยู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดแล้วไม่ใช่หรือ?

คนๆ นี้สถานะต้องไม่ธรรมดาแน่!

"ศิษย์พี่ ท่านมาจากยอดเขาไหนหรือขอรับ?"

"ยอดเขาเฟยไหล ข้าชื่อซินหรง"

"ท่านมาที่เขาไผ่ใหญ่นี่ มีธุระอะไรหรือขอรับ?"

"ทางยอดเขาเฟยไหลกำลังจะคัดเลือกศิษย์สายนอกสองสามคนเข้าไปเป็นศิษย์สายใน ข้าได้รับคำสั่งจากเจ้าเขา ให้มาดูลาดเลาน่ะ"

"จริงหรือขอรับ?"

ดวงตาของซุนกู้ทอประกายเจ้าเล่ห์วิบวับ

"ศิษย์พี่ แล้วท่านเห็นว่าข้าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"

ซินหรง : ...

เจ้าเป็นยังไงยังต้องให้ข้าดูอีกหรือ?

ตัวเจ้าเองยังไม่รู้ตัวอีกหรือไง?

ข้อดีที่สุดของซุนกู้ก็คือความหน้าหนานี่แหละ

"ศิษย์พี่ ด้วยตบะระดับท่าน คงมองออกตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมล่ะขอรับ ว่าข้าอยู่แค่ระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่ง แถมจุดตันเถียนยังแหลกละเอียดอีกด้วย"

"แต่ว่า... ทั้งหมดนี้มันก็แค่ภาพลวงตาเท่านั้นแหละขอรับ"

"อ้อ? อย่างนั้นหรือ? แล้วความจริงมันคืออะไรกันล่ะ?"

"ความจริงก็คือ เคล็ดวิชาที่ข้าฝึกฝนอยู่มันไม่เหมือนใครน่ะสิขอรับ"

"เคล็ดวิชานี้จำเป็นต้องทำลายจุดตันเถียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วก็ค่อยๆ รักษาฟื้นฟูมันกลับมาทีละนิด"

"หลังจากทำแบบนี้ครบเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าครั้ง ข้าก็จะได้รับพลัง 'รากปราณอัสนีทองคำ' ในตำนานมาครอบครองขอรับ"

ซินหรง : ...

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 10 - เคล็ดวิชาของข้ามันไม่เหมือนใคร

คัดลอกลิงก์แล้ว