- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นศิษย์สายนอกผู้ต้อยต่ำ
- บทที่ 6 - ข่าวลือนั้นเชื่อไม่ได้หรอกนะ!
บทที่ 6 - ข่าวลือนั้นเชื่อไม่ได้หรอกนะ!
บทที่ 6 - ข่าวลือนั้นเชื่อไม่ได้หรอกนะ!
บทที่ 6 - ข่าวลือนั้นเชื่อไม่ได้หรอกนะ!
เรือเหาะพุ่งทะยานไปท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่น หลังจากบินไปได้สองพันลี้ก็หยุดลง
เจ้าสำนักอวี๋ลุกขึ้นกล่าวลา
"ทุกท่าน อีกหนึ่งเดือนให้หลัง พวกเราค่อยพบกันใหม่ที่แดนลับดีดนิ้วนะ"
เขาหยิบเรือเหาะขนาดนั่งคนเดียวออกมาจากแหวนมิติ
พอกดกลไก
"ฟิ้ว!" เรือเหาะก็กลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานลับหายไปในพริบตา
ดวงตาของซุนกู้เป็นประกายวิบวับ
"ท่านลุงหู เรือเหาะลำนี้ก็มาจากสำนักดับกระบี่ของท่านใช่ไหมขอรับ?"
"แน่นอนสิ"
"ลำนี้ราคาเท่าไหร่หรือขอรับ?"
"นี่คือรุ่นสั่งทำพิเศษความเร็วสูง รวบรวมทั้งความสะดวกสบาย ความสวยงาม และความเร็วไว้ในหนึ่งเดียว ราคาอยู่ที่แปดล้านก้อน"
"ตกลงขอรับ ถ้าข้าได้เป็นศิษย์สำนักอักษร ข้าจะสั่งทำอีกสักลำเพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่เจ้าสำนักกวงนะขอรับ"
กวงจิ่วหง : จริงหรือเนี่ย จริงหรือเปล่าเนี่ย จริงใช่ไหมเนี่ย? ข้าจะมีความสุขจนตายอยู่แล้ว
รอให้กลับถึงสำนักก่อนเถอะ ข้าจะรับซุนกู้น้อยเป็นศิษย์ทันทีเป็นอันดับแรก! ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ก็อย่าหวังจะมาขวางข้าได้!
เจ้าสำนักหู : ดูลูกศิษย์คนอื่นเขาสิ
แล้วหันกลับมามองพวกศิษย์อกตัญญูในสำนักของตัวเอง
รอกลับไปถึงสำนักก่อนเถอะ ข้าจะเอาวีรกรรมของซุนกู้น้อยไปป่าวประกาศให้ทั่ว! เอาให้พวกเจ้าอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีไปเลย!
ซุนกู้ไม่มีทางรู้เลยว่า แค่คำคุยโตที่เขาวาดฝันขึ้นมามั่วๆ จะทำให้เจ้าสำนักทั้งสองคนคิดไปไกลถึงเพียงนี้
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความร่ำรวยและใจป้ำของตัวเอง
เขาจึงหันไปพูดกับเจ้าสำนักหูอีกครั้ง "ท่านลุงหู ไม่ว่าข้าจะได้อยู่สำนักอักษรหรือไม่ ข้าก็จะสั่งทำเรือเหาะส่วนตัวสักลำอยู่ดีขอรับ"
"เพียงแต่ ข้าอยากได้รุ่นสั่งทำพิเศษที่ออกแบบเฉพาะบุคคลให้ไม่เหมือนใคร ไม่ทราบว่าจะได้ไหมขอรับ"
"ได้สิ!"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ!"
"ขอแค่เงินถึง ต่อให้ไม่ได้ก็ต้องได้!"
"ตกลงขอรับ งั้นเดี๋ยวข้ากลับไปคิดดูก่อนว่าอยากจะเพิ่มฟังก์ชันอะไรลงไปบ้าง แล้วสักสองสามวันนี้จะติดต่อท่านไปนะขอรับ"
เจ้าสำนักหูดีใจจนเนื้อเต้น
"ท่านลุงหู ข้าต้องจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าให้ท่านก่อนไหมขอรับ?"
เจ้าสำนักหู : ตามหลักแล้ว ก็ต้องจ่ายเงินมัดจำนั่นแหละ
แต่ซุนกู้น้อยเป็นถึงทายาทตระกูลใหญ่ ข้าต้องแสดงความจริงใจให้เห็นเสียหน่อย
เขาโบกมืออย่างใจป้ำ "ไม่ต้อง!"
"พวกเราคุยกันถูกคอตั้งแต่แรกเห็น เข้ากันได้ดีปานนี้ ข้าจะไม่เชื่อใจเจ้าได้อย่างไร?"
"อีกอย่าง ศิษย์ของสำนักอักษรล้วนเป็นวิญญูชน พูดคำไหนคำนั้นเสมอ"
"เรื่องนี้ใครๆ ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรต่างก็รู้กันทั่ว"
ซุนกู้ : ...
แต่ข้ายังไม่ได้เป็นศิษย์สำนักอักษรเลยนะขอรับ
และต่อให้เข้าสำนักอักษรไปแล้ว ข้าก็ยังเป็นตัวข้าคนเดิมอยู่นี่แหละ!
ดูท่า วันนี้ข้าคงต้องสอนบทเรียนให้ท่านลุงหูสักบทเสียแล้ว
ให้เขาได้รู้จักเสียบ้าง ว่าจิตใจมนุษย์มันชั่วร้ายแค่ไหน
เรือเหาะบินท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นไปได้อีกสองพันลี้ ก็หยุดลงอีกครั้ง
เจ้าสำนักหูต้องแยกทางตรงจุดนี้แล้ว
"สหายทั้งสอง อีกหนึ่งเดือนให้หลัง ค่อยพบกันใหม่ที่แดนลับดีดนิ้ว"
ซุนกู้ : "ท่านลุงหู นี่ต้องแยกกันแล้วหรือขอรับ?"
"ข้าอยากอยู่กับท่านให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย"
"อยากจะขอคำชี้แนะเรื่องวิชาหลอมสร้างจากท่านอีกเยอะๆ เลยขอรับ!"
ระยะทางยังเหลืออีกตั้งสี่พันลี้กว่าจะถึงสำนักอักษร
จะให้เจ้าสำนักกวงพาข้าขี่กระบี่เหาะไป ข้าคงรับสภาพไม่ไหวแน่ๆ
ท่านช่วยไปส่งให้ถึงฝั่งฝันเลยไม่ได้หรือไง?
เมื่อเจ้าสำนักหูเห็นสายตาที่จริงใจของซุนกู้ ก็ซาบซึ้งใจจนแทบน้ำตาไหล
พอพาลนึกไปถึงพวกลูกศิษย์ของตัวเอง...
ช่างเถอะ ไม่คิดก็แล้วกัน!
"ซุนกู้น้อย ท่านลุงหูก็อยากจะไปส่งเจ้าจนถึงสำนักอักษร แล้วอยู่พักเล่นสักสองสามวันเหมือนกัน"
"น่าเสียดายที่สำนักมีเรื่องต้องจัดการมากมาย ข้าต้องรีบกลับไปแล้ว"
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าให้เจ้ายืมเรือเหาะของข้าไปก่อน"
"วันหลังถ้าเจ้ามาเที่ยวที่สำนักดับกระบี่ ท่านลุงหูจะต้อนรับขับสู้เจ้าอย่างดีเลย"
เจ้าสำนักหูหยิบเรือเหาะส่วนตัวสุดหรูของตัวเองออกมา
แม้จะบอกว่าเป็นเรือเหาะแบบนั่งคนเดียว แต่พื้นที่กว้างขวางพอจะนั่งได้ถึงห้าคน
กวงจิ่วหงถึงกับเบิกตาโตด้วยความตกตะลึง!
แม้สำนักดับกระบี่จะรวยล้นฟ้า
แต่เจ้าสำนักหูนั้นขึ้นชื่อเรื่องความตระหนี่ถี่เหนียว
คราวก่อนข้าขอยืมหินวิญญาณแค่หนึ่งล้านก้อน ยังต้องพูดจนปากเปียกปากแฉะ
แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายเสนอให้ซุนกู้ยืมเรือเหาะไปหน้าตาเฉย?
เจ้าสำนักหูที่สังเกตเห็นสีหน้าของกวงจิ่วหง ก็เอ่ยถาม "ตาเฒ่ากวง ทำไมถึงมองข้าด้วยสายตาแบบนั้น?"
"คนอย่างหูอี้เต๋อใจกว้างมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยเฉพาะกับพวกเด็กรุ่นหลัง"
กวงจิ่วหง : พูดออกมาได้ ไม่อายปากบ้างหรือไง?
ซุนกู้ : "ตอนที่ข้าอยู่สำนักเคลื่อนดารา พวกเขามักจะนินทาว่าท่านลุงหูเป็นคนขี้เหนียว"
"ฮึ!"
"ข้าว่าแล้วเชียว ว่าข่าวลือพวกนั้นมันเชื่อไม่ได้หรอกขอรับ!"
เจ้าสำนักหู : ...
ไอ้พวกหมาสำนักเคลื่อนดารานั่น กล้าดีไข่ดิบมาใส่ร้ายข้าหรือ!
"ซุนกู้น้อย สำนักเคลื่อนดารามันไม่มีคนดีๆ หรอก"
"ไว้คราวหน้าถ้าเจ้ามาที่สำนักดับกระบี่ เจ้าก็จะได้รู้เองว่าท่านลุงหูเป็นคนยังไง"
"ตกลงขอรับ ท่านลุงหู ข้าไปแน่นอน"
หลังจากเจ้าสำนักหูจากไป
กวงจิ่วหงกับซุนกู้ก็นั่งมองหน้ากันไปมาอยู่บนเรือเหาะ
"ท่านเจ้าสำนัก ทำไมท่านถึงไม่ติดเครื่องเรือเหาะล่ะขอรับ?"
กวงจิ่วหงยิ้มแห้งๆ
"ซุนกู้น้อยเอ๋ย การจะสตาร์ทเรือเหาะลำนี้ ต้องใส่หินวิญญาณลงไปในช่องกลไกหนึ่งหมื่นก้อนก่อน"
"และสำหรับการเดินทางสี่พันลี้ที่เหลือ จะต้องใช้หินวิญญาณทั้งหมดห้าหมื่นก้อน"
"แต่ว่าในตัวข้า... มีอยู่แค่ห้าร้อยก้อนเอง"
ซุนกู้ : ...
สำนักอักษรของเรายากจนข้นแค้นถึงเบอร์นี้เลยหรือ?
ขนาดเป็นถึงระดับประมุขสำนัก ยังมีทรัพย์สินติดตัวแค่นี้เอง?
ถ้าข้าเข้าสำนักอักษรไป ข้าจะยังมีทรัพยากรบำเพ็ญเพียรให้เบิกไหมเนี่ย?
เขาส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจ
ก่อนจะหยิบหินวิญญาณหนึ่งหมื่นก้อนใส่ลงไปในช่องกลไก
กวงจิ่วหงกดสวิตช์เริ่มทำงาน
เรือเหาะก็พุ่งทะยานกลายเป็นลำแสงไปในทันที
สองชั่วยามต่อมา
พวกเขาก็ร่อนลงจอดที่ยอดเขาหลักของสำนักอักษร
กวงจิ่วหงตัดสินใจว่าจะรับศิษย์ทันที
เขาหยิบป้ายหยกสื่อสารออกมา : "เจ้าสอง เจ้าสาม เจ้าหก รีบมาพบข้าเดี๋ยวนี้"
จากนั้นก็พาซุนกู้เดินมาที่ลานเรือนพักประมุขของตัวเอง
ซุนกู้ : ...
ช่างเป็นผู้นำที่สมถะอะไรเช่นนี้!
สำนักอื่นๆ เขามีตำหนักเจ้าสำนักอันโอ่อ่าอลังการกันทั้งนั้น
แต่ที่สำนักอักษรนี่ กลับมีแค่บ้านหินธรรมดาๆ สามหลังเท่านั้นเอง
มีรั้วไม้ไผ่ล้อมรอบแค่นี้ ก็ถือว่าเป็นลานเรือนแล้วหรือเนี่ย
ไม่กี่นาทีต่อมา
ศิษย์สืบทอดสายตรงทั้งสามคนของกวงจิ่วหงก็มาถึง
ศิษย์รองเป็นผู้ชาย ชื่อว่า หลินเสียน
รูปร่างอ้วนท้วนขาวจั๊วะ เวลายิ้มดูเป็นมิตรมาก
ศิษย์สามเป็นหญิงสาววัยรุ่น ชื่อว่า ชุยเยียน
รูปร่างสูงโปร่งผอมบาง ถึงไม่ยิ้มก็ยังดูอ่อนโยน
ศิษย์หกชื่อ ปู้เสี่ยวฉือ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตัวเขา
แต่ท่าทางดูเกเรกะล่อนไปหน่อย
ขาดความหล่อเหลาสง่างาม ความซื่อสัตย์จริงใจ ความสุภาพเรียบร้อย ความถ่อมตน และสติปัญญาอันเฉียบแหลม... แบบที่เขามีไปเยอะเลย
หลังจากกวงจิ่วหงแนะนำทุกคนให้รู้จักกันแล้ว
เขาก็ไปนั่งที่เก้าอี้ประธานกลางห้องโถง
ศิษย์ทั้งสามคนยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่เบื้องล่าง
"ซุนกู้ มานี่สิ คุกเข่าลง"
ซุนกู้ชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจสุดขีด
หรือว่า... ไม่จริงน่า...
จะไวขนาดนี้เลยหรือ?
ตุ้บ!
ซุนกู้ทิ้งตัวคุกเข่าลงบนพื้นทันที
แทบจะอยากตะโกนเรียกท่านอาจารย์ดังๆ ให้รู้แล้วรู้รอด
แล้วโขกศีรษะให้สักสามทีดังก้องๆ!
กวงจิ่วหงอมยิ้ม
เขาตั้งใจจะพูดว่า : วันนี้ข้าในฐานะประมุขสำนัก มีความประสงค์จะรับเจ้าเป็นศิษย์สืบทอดสายตรง เจ้าจะยินดีหรือไม่?
แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก
มิงค์หางม่วงเขี้ยวทองก็เริ่มอาละวาดขึ้นมาอีกแล้ว
กวงจิ่วหงหลุดหัวเราะออกมา
"เจ้าตื่นได้ถูกเวลาพอดีเลยนะ!"
เขาหันไปพูดกับคนทั้งสี่เบื้องล่าง "ในบรรยากาศเช่นนี้ มีเจ้าตัวเล็กอีกตัวที่อยากจะมาร่วมแจมด้วย งั้นข้าจะปล่อยมันออกมาให้ทำความคุ้นเคยกับซุนกู้น้อยหน่อยก็แล้วกัน"
ศิษย์ทั้งสามเข้าใจทันที : พวกเขากำลังจะมีศิษย์น้องเล็กเพิ่มมาอีกคนแล้ว
ตอนที่พวกเขาฝากตัวเป็นศิษย์ ก็มีมิงค์หางม่วงเขี้ยวทองอยู่ในเหตุการณ์เช่นกัน
ฟังจากน้ำเสียงของท่านอาจารย์ ดูเหมือนว่าคราวนี้เจ้ามิงค์เขี้ยวทองจะออกอาการตื่นเต้นสุดๆ ไปเลย!
ทั้งสามคนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองซุนกู้พร้อมกัน : คนที่ได้รับการยอมรับจากมิงค์หางม่วงเขี้ยวทองถึงขนาดนี้ วาสนาโชคลาภจะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
กวงจิ่วหงเขย่าถุงสัตว์เลี้ยงเบาๆ : "ออกมาสิ"
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เงาสีม่วงสายหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมา
พุ่งตรงดิ่งไปหาซุนกู้
จากนั้นก็กระโดดข้ามหัวเขา ทะลุออกไปนอกห้องโถง
แล้วพุ่งหนีหายไปสุดขอบฟ้า รวดเร็วดั่งควันไฟ
จนลับสายตาไปในที่สุด
กวงจิ่วหง : ...
ศิษย์ทั้งสาม : ...
ซุนกู้ : ...
(จบแล้ว)