- หน้าแรก
- หลับใหลหนึ่งแสนปี ขอสร้างแดนต้องห้ามแห่งเซียนด้วยมือเปล่า
- บทที่ 10 สยบในกระบวนท่าเดียว
บทที่ 10 สยบในกระบวนท่าเดียว
บทที่ 10 สยบในกระบวนท่าเดียว
บทที่ 10 สยบในกระบวนท่าเดียว
อวี่ชิงอวิ๋นระบายยิ้มบางๆ ขณะที่หลานซือหันหน้าหนีไปทางอื่นเงียบๆ เพื่อซ่อนรอยยิ้มของนางไว้
ลู่โยวโยวระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น ส่วนจี้เมิ่งหลีพยายามกลั้นขำสุดฤทธิ์ แต่ภายในใจกลับรู้สึกผ่อนคลายลงมาก
จูเอินกวางโกรธจัดจนแทบจะมีควันออกหู ขณะที่เขาก้าวเดินไปตรงกลางโถงใหญ่ เขาก็สบถเสียงกร้าว "ข้าหวังว่าเดี๋ยวพวกเจ้าจะยังหัวเราะออกอยู่นะ"
กู้เป่ยเฉินปรายตามองเยี่ยนโม่แล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะ "ท่านกล้าเดิมพันสักหมื่นศิลาวิญญาณด้วยไหมล่ะ? ข้าลงพนันเพิ่มอีกหมื่นนึงก็ได้ ถ้าเขาชนะ พวกท่านรับไปเลยคนละหมื่นศิลาวิญญาณ แถมต่อไปนี้เวลาเจอหน้าพวกท่าน ข้าจะก้มหน้าเดินหลีกทางให้เลยเอ้า"
เยี่ยนโม่จ้องมองเขา แววตาลังเลวูบไหว
"ผู้อาวุโสสี่ ทำไมเราต้องปฏิเสธศิลาวิญญาณที่ได้มาฟรีๆ ด้วยล่ะ? สั่งสอนให้เขารู้จักกฎของสำนักเทียนอินของเรา และให้รู้ซึ้งถึงคำว่าเคารพผู้อาวุโสเสียบ้าง" จูเอินกวางตะโกนลั่น นัยน์ตาลุกโชนด้วยไฟโทสะ
เยี่ยนโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ตกลง ข้าจะขอร่วมเดิมพันด้วยหนึ่งหมื่นศิลาวิญญาณ โดยแทงข้างผู้อาวุโสห้าว่าจะเป็นฝ่ายชนะ"
"เยี่ยม คนละหมื่นนะ ข้าจดไว้แล้ว" กู้เป่ยเฉินพยักหน้ารับ จากนั้นเขาก็เดินไปตรงกลางโถง ยืนประจันหน้ากับจูเอินกวางโดยทิ้งระยะห่างราวสิบเมตร "แล้วเราจะประลองกันยังไงดี?"
จูเอินกวางตอบ "วงแหวนตรงกลางโถงใหญ่นี้แหละคือลานประลอง หากฝ่ายใดหมดสภาพต่อสู้ ยอมจำนน หรือหลุดออกจากวงแหวน ก็จะถือว่าเป็นฝ่ายแพ้"
กู้เป่ยเฉินปรายตามองเส้นหยกขาวที่เรียงตัวเป็นวงกลมบนพื้น เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ ยี่สิบเมตร ก่อนจะพยักหน้า "ตกลง กฎกติกาชัดเจนเข้าใจง่ายดี"
"ดี ในเมื่อผู้อาวุโสทั้งสองยืนกรานที่จะประลองกัน ข้าจะเป็นกรรมการให้เอง" อวี่ชิงอวิ๋นเดินไปที่ขอบวงแหวนแล้วประกาศเสียงดัง "พวกท่านทั้งสองล้วนเป็นผู้อาวุโสของสำนัก การประลองครั้งนี้เป็นเพียงการตัดสินแพ้ชนะ ไม่ใช่การต่อสู้ถึงตาย หวังว่าพวกท่านจะรู้จุดที่ควรหยุด และไม่ทำลายความปรองดองของพวกเรา!"
"ท่านเจ้าสำนักโปรดวางใจ ผู้อาวุโสกู้เพิ่งจะมาถึง ข้าย่อมไม่ลงมือถึงฆาตแน่ แค่ทำให้เขาคุกเข่ายอมแพ้ก็พอแล้ว" จูเอินกวางหัวเราะร่วน
"ข้าเห็นด้วยกับมาตรฐานนี้" กู้เป่ยเฉินพยักหน้ารับ
เมื่อเห็นเช่นนั้น อวี่ชิงอวิ๋นก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก นางสะบัดมือเบาๆ ส่งลำแสงสีขาวพุ่งไปกระทบระฆังใบใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือโถง
หง่าง—
เสียงระฆังจักรพรรดิตะวันออกดังกังวาน เป็นสัญญาณเริ่มการประลองอย่างเป็นทางการ
จูเอินกวางถือขลุ่ยดินเผาซุนไว้ในมือ ตัวขลุ่ยเปล่งประกายสีทองเรืองรองและถูกสลักด้วยอักขระที่ไหลเวียนไปมา ดูลึกลับซับซ้อน เขารายตามองกู้เป่ยเฉินที่ยืนเอามือไพล่หลังด้วยรอยยิ้มเย็นชา ก่อนจะยกขลุ่ยขึ้นจรดริมฝีปากแล้วเริ่มเป่า
เสียงทุ้มต่ำโหยหวนดังขึ้น คลื่นเสียงม้วนตัวเข้าหากู้เป่ยเฉินระลอกแล้วระลอกเล่าราวกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำ เสียงขลุ่ยซุนช่างดูลึกล้ำและโศกเศร้าจับใจ
เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากคลื่นเสียง ในมือถือกระบี่หักเล่มหนึ่งพุ่งทะยานเข้าฟาดฟันกู้เป่ยเฉิน คมกระบี่ตวัดผ่านที่ใด ห้วงมิติก็ดูราวกับจะฉีกขาดออกจากกัน
"เขาเปิดฉากด้วยบทเพลงรบกระบี่หักเลยงั้นรึ!" เหมาเหยียนจิงกระซิบ "ดูเหมือนผู้อาวุโสจูตั้งใจจะเอาจริงตั้งแต่เริ่มเลยแฮะ!"
"ถึงเวลาสั่งสอนเด็กใหม่ให้รู้สำนึกแล้วล่ะ ว่าในสำนักเทียนอิน ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็นเครื่องพิสูจน์" เยี่ยนโม่หัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงศิลาวิญญาณอีกหนึ่งหมื่นก้อนที่กำลังจะลอยเข้ากระเป๋า รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งกว้างขึ้น
คิ้วเรียวงามของหลานซือขมวดเข้าหากัน เมื่อเห็นว่ากู้เป่ยเฉินยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง หัวใจของนางก็อดเต้นระรัวไม่ได้ ทำไมเขาถึงไม่หยิบผีผาออกมาล่ะ?
อวี่ชิงอวิ๋นเองก็รู้สึกงุนงงไม่แพ้กัน ในการประลองของนักดนตรี หากปล่อยให้อีกฝ่ายชิงความได้เปรียบไปก่อน ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่าก็อาจไม่สามารถแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่ ทว่ากู้เป่ยเฉินกลับยังมีสีหน้าเรียบเฉยไร้กังวล ทิ้งให้ทุกคนได้แต่มึนงงกับท่าทีของเขา
"ท่านอาจารย์จะใช้พิณงั้นเหรอ...?" จี้เมิ่งหลีที่มักจะหัวช้ากว่าคนอื่น เอื้อมมือไปจับพิณที่สะพายอยู่ด้านหลังตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อเห็นนักดาบพุ่งเข้าไปฟันกู้เป่ยเฉิน สีหน้าของนางก็ยิ่งลุกลี้ลุกลน
"ใครบอกว่าต้องใช้พิณสู้ล่ะ?" ลู่โยวโยวถามด้วยความสงสัย
นักดาบพุ่งเข้าประชิดตัวกู้เป่ยเฉินในพริบตา กระบี่หักปลดปล่อยปราณกระบี่สีขาวเย็นยะเยือกยาวสามฟุตออกมา เขาสองมือกุมกระบี่ชูขึ้นเหนือหัว แล้วฟาดฟันลงมาอย่างเกรี้ยวกราด!
กู้เป่ยเฉินคลี่ยิ้ม จากนั้นก็ยื่นนิ้วสองนิ้วออกไป
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานใส
การโจมตีที่ดูเหมือนจะไม่อาจหยุดยั้งได้ของนักดาบ กลับถูกหนีบไว้ด้วยสองนิ้ว ไม่สามารถขยับเขยื้อนลงไปได้แม้แต่นิ้วเดียว
นี่มัน... ทุกคนในโถงใหญ่ต่างเบิกตากว้างจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
"รับคมดาบด้วยมือเปล่า! นี่ใช่นักดนตรีแน่เหรอเนี่ย?" เหมาเหยียนจิงอุทานลั่น "ขนาดข้ายังไม่ดุดันเท่านี้เลย!"
"เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้!" เยี่ยนโม่ยืนตะลึงงัน สลับมองกู้เป่ยเฉินที่ยืนนิ่งสงบกับนักดาบที่ถูกหนีบดาบจนขยับไม่ได้ เขารู้สึกว่าภาพตรงหน้ามันช่างไร้สาระสิ้นดี
"แข็ง... แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!" หลานซืออ้าปากค้างเล็กน้อย วิธีการรับมือของกู้เป่ยเฉินเหนือความคาดหมายของนางไปมาก แต่ท่าทางการรับดาบด้วยมือเดียวนั้น ช่างดูเท่ซะไม่มี!
"ผู้บ่มเพาะกายางั้นรึ?" อวี่ชิงอวิ๋นเองก็สับสนไม่แพ้กัน แล้วตกลงกู้เป่ยเฉินแข็งแกร่งระดับไหนกันแน่? ต่อให้เป็นผู้บ่มเพาะกายาระดับประสานเป็นหนึ่ง ก็ไม่น่าจะรับการโจมตีจากกระบี่หักได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ไม่ใช่หรือ?
คนที่ตกใจที่สุดในเวลานี้คงหนีไม่พ้นจูเอินกวาง
เพื่อจะจัดการกู้เป่ยเฉินให้อยู่หมัดในคราวเดียว เขาถึงกับงัดเอาไม้ตายก้นหีบออกมาใช้ตั้งแต่เริ่ม
บทเพลงรบกระบี่หักถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยยอดฝีมือขอบเขตราชันเทวะของสำนักเทียนอิน และถือเป็นบทเพลงขลุ่ยซุนที่ทรงอานุภาพที่สุดเท่าที่สำนักเทียนอินเก็บรักษาไว้ในปัจจุบัน
ในฐานะเจ้าผู้นำยอดเขาแห่งยอดเขาเสินซุน ไม่มีใครเทียบเคียงความเข้าใจและการควบคุมบทเพลงนี้ของเขาได้เลย
ในหมู่ผู้ฝึกตนระดับเดียวกัน ตราบใดที่เขาเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน เขาก็แทบจะไร้เทียมทาน
แต่นี่... เขากลับถูกกู้เป่ยเฉินหยุดไว้ได้ด้วยนิ้วเพียงสองนิ้ว!
"มีแค่นี้เองรึ?" กู้เป่ยเฉินหัวเราะเบาๆ
เพล้ง!
เสียงแตกหักดังกังวาน ร่างของนักดาบและกระบี่ในมือแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา
พร้อมๆ กับร่างของกู้เป่ยเฉินที่หายวับไปจากจุดเดิม
ปัง!
วินาทีต่อมา จูเอินกวางที่กำลังเป่าขลุ่ยซุนอยู่ ก็ถูกกู้เป่ยเฉินเหยียบจมดินไปเสียแล้ว
ใบหน้าของจูเอินกวางฝังจมลงไปในพื้น เกิดเป็นหลุมยุบและรอยร้าวแตกแขนงออกไปราวกับใยแมงมุม ฟันของเขาหลุดร่วงกระจายเต็มพื้น
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงใหญ่ในทันที
เหลือเพียงเสียงครางเครือของจูเอินกวาง และเสียงร่างอันอวบอ้วนของเขาที่ดิ้นกระแด่วๆ อยู่บนพื้นราวกับหนอนแมลง
"จะสู้อีกไหม?" กู้เป่ยเฉินยกเท้าออกจากใบหน้าของจูเอินกวางพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
จูเอินกวางเงยหน้าขึ้นมา สภาพใบหน้าบวมเป่งราวกับหัวหมู เขาส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัว "มะ... ไม่สู้แล้ว ไม่สู้แล้ว ข้ายอมแพ้..."
"ผู้อาวุโสจูยอมแพ้! การประลองครั้งนี้ ผู้อาวุโสกู้เป็นฝ่ายชนะ!" อวี่ชิงอวิ๋นรีบประกาศเสียงดังฟังชัด
เยี่ยนโม่อดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น
ซวยชะมัด!
ทำไมเขาถึงต้องไปบ้าจี้ตามไอ้โง่จูเอินกวางด้วยเนี่ย!
นั่นมันหมื่นศิลาวิญญาณเชียวนะ!
สายตาที่เขามองกู้เป่ยเฉินแฝงความหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ
จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังประเมินระดับพลังที่แท้จริงของกู้เป่ยเฉินไม่ออกอยู่ดี
แต่มั่นใจได้เลยว่า ตัวเขาที่อยู่ในขอบเขตประสานเป็นหนึ่งขั้นต้นเหมือนกัน คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกู้เป่ยเฉินแน่หากต้องดวลกันตัวต่อตัว
ยิ่งไปกว่านั้น หมอนี่ลงมือได้โหดเหี้ยมแถมยังคิดบัญชีแค้นภายในวันเดียวกันเลยอีกต่างหาก ต่อไปนี้คงต้องระวังตัวให้มากขึ้นแล้วล่ะ
ดวงตาของอวี่ชิงอวิ๋นเปล่งประกาย นางยิ่งมั่นใจว่ากู้เป่ยเฉินเป็นผู้บ่มเพาะกายา ความเร็วที่เขาแสดงให้เห็นเมื่อครู่นี้มันช่างน่าสะพรึงกลัว หากนางต้องเผชิญหน้ากับเขา ก็คงถูกสยบได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
ครั้งนี้สำนักเทียนอินเจอขุมทรัพย์เข้าให้แล้ว ไม่เพียงแต่ได้เคล็ดวิชากึ่งจักรพรรดิกลับคืนมา แต่ยังได้ผู้บ่มเพาะกายาระดับประสานเป็นหนึ่งมาร่วมสำนักอีกด้วย
"หลานซือ เจ้าคิดว่าเขาเป็นผู้บ่มเพาะกายาหรือนักดนตรีกันแน่?" ซินอันเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" หลานซือส่ายหน้าพลางพึมพำ "แต่ข้าก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะเขาได้หรอกนะ"
"คุณชายชนะแล้ว!" ลู่โยวโยวร้องอย่างดีใจ
"ท่านอาจารย์เก่งจังเลย" จี้เมิ่งหลีเองก็เปี่ยมไปด้วยความยินดี ท่านอาจารย์มีลูกไม้แพรวพราวเต็มไปหมด ที่แท้เขาก็ทำเป็นมากกว่าแค่เล่นพิณนี่เอง
เยี่ยนโม่ก้าวออกไปช่วยพยุงจูเอินกวางลุกขึ้น จากนั้นก็หยิบขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กออกมาจากถุงเฉียนคุน เทโอสถรักษาออกมาป้อนเข้าปากเขา
ไม่นานนัก บาดแผลบนใบหน้าของเขาก็สมานตัวอย่างรวดเร็ว
ทว่า ฟันที่แหลกละเอียดจนเหลือเพียงสองซี่ของเขา คงไม่สามารถงอกกลับมาได้ในเร็ววัน ทำให้เวลาเขาอ้าปากพูดจะมีเสียงลมลอดออกมา
จูเอินกวางยกมือปิดปาก รู้สึกทั้งอับอายและเจ็บใจ สายตาที่เขามองไปยังกู้เป่ยเฉินเพิ่มพูนด้วยความหวาดกลัวอีกหลายส่วน
น่ากลัวเกินไปแล้ว เขายังไม่ทันได้เห็นด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่จะถูกเหยียบจมดิน
"ผู้อาวุโสทั้งสอง ในเมื่อผลแพ้ชนะก็ตัดสินกันเรียบร้อยแล้ว เรามาสะสางบัญชีกันหน่อยดีไหม?" กู้เป่ยเฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง พลางยื่นมือออกไปหาทั้งสองคน