- หน้าแรก
- เกมแห่งสวรรค์ทั้งปวง ข้าคือผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุด
- บทที่ 25 การดวลข้ามกาลเวลา
บทที่ 25 การดวลข้ามกาลเวลา
บทที่ 25 การดวลข้ามกาลเวลา
บทที่ 25 การดวลข้ามกาลเวลา
"บ้าบอที่สุด!"
"ระดับราชาแห่งการคัดออกแท้ๆ ทำไมถึงปอดแหกขนาดนั้น?"
"ฉันรู้นะว่าฉู่ซิวคนนั้นไม่ธรรมดา สามารถหยุดสถิติราชาแห่งการคัดออกคนก่อนได้ แถมยังเก็บกวาดหลี่เทียนกังไปอีก เขาต้องเป็นขาใหญ่ระดับท็อปสุดในเกมรอบนี้แน่ๆ แต่ถึงขั้นทำให้ราชาแห่งการคัดออกกลัวจนร้องขอชีวิตเนี่ยนะ มันจะไม่เวอร์ไปหน่อยเหรอ?"
เหล่าผู้เล่นต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
พวกที่มีนิสัยขี้ระแวงหน่อยถึงกับเลือกที่จะหนีไปเลย ไม่ขอเข้าร่วมศึกด่านหูเหลาอีกต่อไป
บวกกับการเข่นฆ่ากันเองก่อนหน้านี้ ทำให้จำนวนผู้เล่นที่เดิมทีมีมากกว่าหกสิบคนจากทั้งสองฝ่าย ลดฮวบเหลือเพียงสามสิบกว่าคน หายไปครึ่งต่อครึ่ง ฝั่งกองทัพพันธมิตรนั้นยิ่งหนัก เหลือเพียงฉู่ซิวกับเจี่ยถ่งแค่สองคน บวกกับกัวเลี่ยงที่อยู่ในด่านหูเหลาอีกหนึ่ง
ส่วนที่เหลือถูกคัดออกไปหมดแล้ว
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงตัวเลขบนหน้ากระดานสำหรับผู้เล่นที่สังกัดฝั่งพันธมิตร
ผู้เล่นบางคนที่เข้าร่วมกับขุนศึกต่างๆ ไม่ได้อยู่ที่ด่านหูเหลาเพื่อร่วมรบ แต่เลือกที่จะเดินทางไปยังฐานที่มั่นของขุนศึกเหล่านั้นโดยตรงเพื่อหลบเลี่ยงการคัดออกรอบแรก
ทางฝั่งราชสำนักเองก็เช่นกัน
"ไอ้พวกสวะขี้ขลาด บังอาจหนีทัพหน้าตาเฉย!"
สำหรับการหนีของหวังหยวนจิ้ง ลิโป้โกรธจนแทบกระอักเลือด เพราะนั่นไม่ใช่แค่การสูญเสียกำลังรบที่แข็งแกร่งไปหนึ่งคน แต่ยังเป็นการทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพฝั่งด่านหูเหลาอย่างยับเยิน
เดิมทีผลงาน 'เปิดฉากแปดสังหาร' อันสวยหรู ได้ทำให้ทหารกล้าซีเหลียงและทหารม้าเป๊งจิ๋วฮึกเหิมขึ้นมาก
พวกผู้เล่นที่หวาดระแวงฉู่ซิวจนไม่กล้าเข้าร่วมรบ ก็เริ่มมีท่าทีอยากจะลุย ทำให้ลิโป้มองเห็นความหวังในชัยชนะ
แต่พอหวังหยวนจิ้งหนีไป พวกผู้เล่นก็ไม่กล้าขยับตัวอีกเลย
ในเมื่อยังไม่รู้ว่าพรสวรรค์ของฉู่ซิวคืออะไร และร้ายกาจตรงไหน ใครจะกล้าเสนอหน้าออกไปเป็นเป้านิ่ง
ขวัญกำลังใจของกองทัพจึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ในทางกลับกัน ฝั่งพันธมิตรขุนศึกกลับมีขวัญกำลังใจพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
"ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่จะชนะศึกนี้เลย แม้แต่ด่านหูเหลาก็อาจถูกฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสตีแตกได้!" ลิโป้ครุ่นคิดในใจ ก่อนจะกัดฟันแน่น หันไปมองฉู่ซิวแล้วตะโกนว่า "เจ้ากล้าประลองกับข้าสักตั้งหรือไม่?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่ซิวก็มองกลับไปและถามว่า "ประลองอย่างไร?"
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้เล่นที่ยังฟาร์มไม่เกิดพวกนั้นไม่สามารถเป็นศัตรูกับเขาได้อีกแล้ว
ผู้เล่นสายแม่ทัพก็เข้าไม่ถึงตัว
ส่วนจอมปราชญ์อู่โหวสายกุนซือ เรื่องการใช้ทหารก็ไม่ใช่คู่มือเขา คนเดียวที่ทำให้เขาหวั่นใจคือกัวเลี่ยง แต่ถึงแม้จะอยู่ในด่านหูเหลา หมอนั่นก็เป็นน้องสี่ของเล่า-กวน-เตียว คงไม่ลงมือกับกองทัพพันธมิตรแน่
แต่นอกเหนือจากผู้เล่นแล้ว ฉู่ซิวก็ไม่ได้ดูถูกวีรบุรุษในใต้หล้าแต่อย่างใด
โดยเฉพาะลิโป้ที่อยู่ตรงหน้า
วีรกรรม "เปิดฉากแปดสังหาร" ยิงธนูแปดดอกปลิดชีพผู้เล่นแปดคนรวดนั้น นับว่าน่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง
"เจ้าคุมทหารหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบนายตั้งค่ายกล ส่วนข้าจะนำทหารค่ายทะลวงฟันแปดร้อยนายกับทหารม้าเป๊งจิ๋วสี่ร้อยนายบุกทะลวง!" ลิโป้ประกาศก้อง "ข้าอยากจะรู้นักว่า 'ยอดขุนพลสะท้านโลก' อันดับหนึ่งในยุคสมัย ผู้นำพลังแห่งโลกมนุษย์อย่างข้า กับค่ายกลจากแดนเบื้องบนของ 'เทพสวรรค์อันดับหนึ่ง' อย่างเจ้า ใครจะแน่กว่ากัน!"
แม้ในหมู่เทพสวรรค์จะไม่มีการจัดอันดับ และถ้าจะจัดจริงๆ ราชาแห่งการคัดออกอย่างหวังหยวนจิ้งก็น่าจะเป็นที่หนึ่ง
แต่สำหรับลิโป้ ฉู่ซิวกลับกลายเป็น "เทพสวรรค์อันดับหนึ่ง"
เพราะเมื่อเผชิญหน้ากับฉู่ซิว เทพสวรรค์ตนอื่นต่างพากันหวาดกลัวหัวหด ไม่มีใครกล้าต่อกรด้วย เหมือนกับสถานะของลิโป้ในหมู่ขุนพลมนุษย์
สมศักดิ์ศรีคำว่าอันดับหนึ่ง
หลังจบวันนี้ ฉายา "เทพสวรรค์อันดับหนึ่ง" ของฉู่ซิว จะต้องเลื่องลือไปทั่วหล้า
และได้รับการยอมรับจากคนทั้งโลก!
"ไม่มีค่ายกลแดนเบื้องบนอะไรทั้งนั้น ค่ายกลแปดทิศเก้าวังแท้จริงแล้วกำเนิดจากโลกมนุษย์ เราเพียงแค่นำมันออกมาใช้ก่อนเวลาเท่านั้น!" ฉู่ซิวหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า "เข้ามาเลย! ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าระหว่าง 'ยอดคนลิโป้' ผู้เป็นที่สุดแห่งขุนพล กับ 'อัครมหาเสนาบดีขงเบ้ง' ผู้เป็นที่สุดแห่งกุนซือ ใครจะเหนือกว่ากัน!"
หากมีทหารมากพอ ผลลัพธ์คงไม่ต้องสงสัย ขงเบ้งย่อมชนะแน่
แต่การใช้ทหารเพียงหนึ่งพันคนตั้งค่ายกลแปดทิศ จะสามารถรับมือลิโป้ได้หรือไม่ เรื่องนี้เขาก็อยากรู้เช่นกัน
ยังไงเสียก็มีสกิล 'รถม้าลวงตา' เลเวล 9 อยู่ ความปลอดภัยส่วนตัวของเขาย่อมได้รับการรับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ จะรับคำท้าของลิโป้สักหน่อยจะเป็นไรไป—ลูกผู้ชายที่เติบโตมากับการดูละครทีวีเรื่อง 'สามก๊ก' ใครบ้างจะไม่อยากดวลกับลิโป้ให้รู้ดำรู้แดงสักครั้ง?
แม้จะเป็นเพียงการดวลบัญชาการรบ ไม่ใช่การประลองยุทธ์ ซึ่งน่าเสียดายอยู่บ้าง
แต่การโบกพัดขนนกสนทนาพาที วางแผนในกระโจมบัญชาการรบพันลี้ ก็เป็นความโรแมนติกของลูกผู้ชายเช่นกัน!
ฉู่ซิวไม่มีทางปฏิเสธ
"ฮ่าฮ่า สะใจนัก!"
ลิโป้กล่าวจบก็นำทหารม้าเป๊งจิ๋วที่เก่งกาจที่สุดสี่ร้อยนาย และกองทหารค่ายทะลวงฟันที่เขาไว้ใจที่สุด พุ่งเข้าใส่ฉู่ซิวด้วยตนเอง โดยมีเตียวเลี้ยวและเกาซุ่นติดตามมาติดๆ
ไม่สนใจพวกเล่า-กวน-เตียว หรืออ้วนเสี้ยวอีกต่อไป
ดูเหมือนจะเป็นการกระทำที่เอาแต่ใจ
แต่ในความเป็นจริง ขอแค่จัดการฉู่ซิวได้ เหล่าผู้เล่นในด่านหูเหลาก็จะกล้าเข้าร่วมรบ ถึงตอนนั้นกองทัพพันธมิตรก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ในทางกลับกัน หากมีฉู่ซิวผู้เป็น "เทพสวรรค์อันดับหนึ่ง" คอยข่มขวัญ ผู้เล่นก็ไม่กล้าขยับ เหล่าทหารเลวก็จะหวาดกลัว
ต่อให้รู้ว่าเทพสวรรค์ได้จุติลงมาเป็นปุถุชน และลิโป้ก็เพิ่งฆ่าไปถึงแปดคน แต่ปุถุชนก็ยังคงมีความยำเกรงต่อเทพเจ้าอยู่ดี
"มาแล้ว!"
เมื่อกองทัพเข้าสู่ค่ายกล ลิโป้เลือกวิธีที่ต่างจากหลี่เทียนกังอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้มุ่งตรงเข้าหาฉู่ซิว แต่ใช้ความได้เปรียบด้านความเร็วของทหารม้า วิ่งสอดประสานไปมาภายในค่ายกล
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีลิโป้เป็นคนเปิดทาง
ฉู่ซิวปรับเปลี่ยนรูปแบบค่ายกล แต่ก็พบว่าเชือกสะดุดม้าทำงานไม่ทัน ลิโป้เปลี่ยนทิศทางไปแล้ว การวางกับดักอื่นๆ ก็ไม่อาจหยุดยั้งฝีเท้าของทหารม้าได้
ทำได้เพียงป้องกันตัว แต่ไม่อาจตอบโต้
เขาได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งว่า กองทัพที่มี "ยอดขุนพลสะท้านโลก" นำทัพ กับกองทัพที่ไม่มีนั้น แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว—สัตว์ประหลาดที่ผิดมนุษย์มนาพวกนี้ ไม่สนตรรกะของสนามรบเลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ถุงก้นรั่ว หรือความได้เปรียบเรื่องชัยภูมิสูงต่ำ ล้วนไร้ผล
อาศัยเพียงความกล้าหาญและพละกำลัง ก็สามารถสยบกลอุบายได้ราบคาบ
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ฉู่ซิวตกตะลึง ฝั่งลิโป้นั้นตกตะลึงยิ่งกว่า: หลังจากเข้าสู่ค่ายกล เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าทหารม้าหนึ่งพันของฉู่ซิวดูเหมือนจะมีจำนวนไม่สิ้นสุด สายตาที่มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน
วิ่งวนหาช่องทางอยู่หลายรอบ เขาก็ยังหาจุดอ่อนเพื่อทะลวงออกไปไม่ได้เลย
เตียวเลี้ยวมองดูฝุ่นทรายที่บดบังวิสัยทัศน์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วเอ่ยขึ้นว่า "ค่ายกลนี้แตกต่างจากที่พวกพันธมิตรเคยตั้งมาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง แถมยังมีสถานะภาพลวงตาแฝงอยู่ ช่างลึกลับซับซ้อนดั่งภูตผีจริงๆ!"
ลิโป้พยักหน้ารับ
แต่ทันใดนั้น เขาก็หัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า "ค่ายกลจะร้ายกาจแค่ไหน ท้ายที่สุดก็มีแค่หนึ่งพันคน ทหารค่ายทะลวงฟันของข้าแม้ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับแสน ก็ยังสามารถบุกทะลวงทำลายกระบวนทัพข้าศึกได้ แค่คนพันคนจะมีอะไรน่ากลัว?"
กล่าวจบก็ออกคำสั่ง เกาซุ่นนำทหารค่ายทะลวงฟันสวมเกราะหนักเข้าปะทะตรงๆ
ในเวลานี้ หากเป็นคนทั่วไปคุมค่ายกล คงจะถอยร่นไปตามแรงดันของทหารค่ายทะลวงฟัน เพื่อดึงจังหวะและบั่นทอนพละกำลัง ทหารเกราะหนักย่อมยืนระยะได้ไม่นาน
แต่การรับมือแบบพื้นฐานนั้นใช้ไม่ได้ผลกับลิโป้
เขาพาทหารม้าเข้ามาด้วยก็เพื่อประสานงานกับทหารค่ายทะลวงฟัน รอจังหวะที่ค่ายกลมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อฉีกกระชากเปิดช่องว่างอีกทาง ซึ่งจะทำให้ค่ายกลใหญ่พังทลายลงทันที
น่าเสียดาย ที่นี่คือค่ายกลแปดทิศของขงเบ้ง
"ในเมื่อมี 'ทรายปลิว' แล้ว จะขาด 'หินกลิ้ง' ไปได้อย่างไร?"
(จบบทที่ 25)