- หน้าแรก
- ปลุกพลังล้มเหลว งั้นผมขอมาปลูกมอนสเตอร์ที่หมู่บ้านเริ่มต้น
- บทที่ 39 - เงินชดเชย
บทที่ 39 - เงินชดเชย
บทที่ 39 - เงินชดเชย
บทที่ 39 - เงินชดเชย
[ติ๊ง! ค่าสถานะทุกอย่าง + 10!]
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่อันก็เลือกรางวัลเพิ่มค่าสถานะ
ถึงโบนัสค่าสถานะซ้อนทับ 10% จะฟังดูดี แต่ตอนนี้ค่าสถานะพื้นฐานของเขายังต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่ ต่อให้บวกเปอร์เซ็นต์เพิ่มไปก็ไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่
ส่วนอีกสามตัวเลือกที่เหลือ ค่าประสบการณ์ก็ยังไม่ค่อยจำเป็นสำหรับการพัฒนาความแข็งแกร่งในตอนนี้ ส่วนทักษะวิญญาณก็ดูจะยังใช้ประโยชน์ได้จำกัด และไอเทมแบบสุ่มก็คาดเดาอะไรไม่ได้เลย ไม่เหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้เอาซะเลย
"วันนึงแกได้เงินเดือนเท่าไหร่เหรอ?"
หลังจากรับรางวัลเสร็จ ลู่อันก็หันไปคว้าตัววิญญาณระบบมาถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขายังไม่ได้เปิดดูของชดเชยเลย
ท่านกู่ยิ้มเยาะ "เหอะ เด็กฝึกงานอย่างข้าจะได้สักกี่แดงกันเชียว?"
"นั่นสินะ..."
ลู่อันโยนมันทิ้งไป ก่อนจะเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา แล้วก็เห็นไอคอนรูปจดหมายกะพริบวิบวับอยู่ตรงมุมขวาบน
พอกดเปิดเข้าไป ก็มีข้อความแสดงความขอโทษและอธิบายรายละเอียดของชดเชย พร้อมกับไอคอนรูปกล่องของขวัญอยู่ด้านล่าง
"รับรางวัล~"
ลู่อันสั่งการด้วยความคิด ทันใดนั้นก็มีแสงสีรุ้งสว่างวาบเข้าตาจนเขาต้องหยีตาลง
[ติ๊ง! รับเงินชดเชยเรียบร้อย ได้รับ ปุ๋ยดัดแปลงนาวิญญาณระดับฟาน (สมบูรณ์แบบ) ×2, ได้รับ การ์ดอัปเกรดอาวุธวิญญาณประจำกาย ×2!]
[ปุ๋ยดัดแปลงนาวิญญาณระดับฟาน: เมื่อใช้แล้วจะสามารถยกระดับนาข้าวธรรมดาให้กลายเป็นนาวิญญาณระดับฟาน (สมบูรณ์แบบ) ได้!]
[การ์ดอัปเกรดอาวุธ: สามารถอัปเกรดอาวุธวิญญาณขั้นต้นให้กลายเป็นอาวุธวิญญาณประจำกายระดับสมบูรณ์แบบได้!]
"หึหึ... รวยเละเลยงานนี้!"
ลู่อันตาเป็นประกาย หัวใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น
เขากะไว้แล้วว่าระบบต้องชดเชยให้อย่างงาม ก็แหม นี่มันเงินเดือนตั้งสองวันของระบบเลยนะ
แต่ที่เขาคิดไม่ถึงก็คือ ระบบดันมีเงินเดือนให้วิญญาณระบบด้วยเนี่ยสิ
"ไอ้บ้านนอกเอ๊ย..."
ระหว่างที่เขากำลังตื่นเต้น เสียงบ่นอุบอิบของท่านกู่ก็ดังแว่วเข้าหูมา
แต่ตอนนี้ลู่อันกำลังอารมณ์ดีสุดๆ ก็เลยขี้เกียจจะไปต่อล้อต่อเถียงด้วย
เขาเข้าใจความรู้สึกของมันดีนะ ก็เขาเล่นไปฉกเงินเดือนมันมาต่อหน้าต่อตาแบบนั้น เป็นใครใครจะไปอารมณ์ดีลงล่ะ
ลู่อันรีบจ้ำอ้าวเข้าครัว หยิบจอบเทพจิ่วโจวกับดาบเอนโทรปีมาวางเรียงกันบนโต๊ะ
มองดูเครื่องมือทำฟาร์มหน้าตาธรรมดาๆ สองชิ้นนี้ ลู่อันก็ยังมองไม่ออกอยู่ดีว่ามันดูเหมือนอาวุธวิญญาณตรงไหน
"ฟรึ่บ~"
ลู่อันนึกคิดในใจ การ์ดสีทองสองใบที่เขาเห็นได้แค่คนเดียวก็ปรากฏขึ้นในมือ
เขาหยิบการ์ดใบหนึ่งไปแปะไว้บนจอบ ทันใดนั้นก็มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา
[ติ๊ง! ต้องการอัปเกรดจอบเทพจิ่วโจว อาวุธวิญญาณระดับฟาน ให้เป็นอาวุธวิญญาณประจำกายหรือไม่?]
"ตกลง!"
ลู่อันตอบกลับอย่างไม่ลังเล ตอนนี้เขามีอาวุธวิญญาณอยู่แค่สองชิ้นนี้แหละ ไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว
แถมเขายังตั้งใจแน่วแน่ว่าจะยึดอาชีพทำฟาร์มเป็นหลัก การอัปเกรดเครื่องมือทำฟาร์มยังไงก็ต้องมีประโยชน์แน่ๆ
การ์ดละลายซึมเข้าไปในจอบเทพจิ่วโจว ทันใดนั้น ลู่อันก็เห็นแสงสว่างวาบขึ้นมาจากตัวจอบ
ระหว่างที่เขากำลังทึ่งอยู่นั้น จอบเทพจิ่วโจวก็พุ่งวาบหายเข้าไปในฝ่ามือของเขา
ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งตัว เสียง "เปรี้ยง" ก็ดังขึ้นข้างหู ตามมาด้วยอาการชาหนึบไปทั้งตัว
"แค่กๆ..."
เขากระแอมเบาๆ ควันสองสายลอยฟุ้งออกมาจากปาก
ลู่อันยืนอึ้งอยู่นาน ในที่สุดเขาก็มั่นใจแล้วว่า...
เมื่อกี้... เขาโดนฟ้าผ่าเข้าให้แล้ว
พอเงยหน้าขึ้นไปมองบนหลังคา ก็เห็นกระเบื้องหลังคามีรูโบ๋เพิ่มมาหนึ่งรู...
[ติ๊ง! อัปเกรดจอบเทพจิ่วโจวสำเร็จ!]
[ชื่อ: จอบเทพจิ่วโจว]
[ระดับ: อาวุธวิญญาณระดับสมบูรณ์แบบ]
[ความสามารถที่เพิ่มขึ้น 1: เพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูก 100%!]
[ความสามารถที่เพิ่มขึ้น 2: เมื่อทำการต่อสู้ สามารถเปลี่ยนรูปแบบเป็นง้าวหนักได้ (ง้าวทลายเก้าสวรรค์)!]
ลู่อันมองดูสัญลักษณ์บนฝ่ามือ สลับกับข้อความแจ้งเตือนตรงหน้า แล้วก็หัวเราะหึหึออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องถือจอบไปตีกับใครแล้ว แถมยังพกติดตัวไปไหนมาไหนได้สะดวกสุดๆ อีกด้วย
"ไอ้บ้านนอก..."
เสียงบ่นกระปอดกระแปดดังแว่วมาเข้าหูอีกครั้ง แต่ลู่อันก็เลือกที่จะเมินมันเหมือนเดิม
อารมณ์ดีเว้ย ไม่อยากเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ
ลู่อันปรับอารมณ์ให้เข้าที่ แล้วแปะการ์ดอัปเกรดใบที่สองลงบนมีดอีโต้ทันที
แสงสว่างวาบขึ้นมา แล้วก็โดนฟ้าผ่าอีกรอบ
"แค่กๆ..."
เพราะมีประสบการณ์จากรอบที่แล้ว ลู่อันเลยดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เขารีบเปิดดูข้อมูลของดาบเอนโทรปีด้วยความตื่นเต้น
[ติ๊ง! อัปเกรดดาบเอนโทรปีสำเร็จ!]
[ชื่อ: ดาบเอนโทรปี]
[ระดับ: อาวุธวิญญาณระดับสมบูรณ์แบบ]
[ความสามารถที่เพิ่มขึ้น 1: เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวพืชผล 100%!]
[ความสามารถที่เพิ่มขึ้น 2: เมื่อทำการต่อสู้ สามารถเปลี่ยนรูปแบบเป็นดาบได้ (เทียนซาง)!]
"อืม... เพอร์เฟกต์!"
ลู่อันยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ ความหล่อเท่ของเขาในตอนนี้ทะลุปรอทไปเลย ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกสนามรบ
"ไอ้บ้านนอก..."
และก็เป็นไปตามคาด เสียงบ่นอย่างแค้นเคืองดังลอยมาเข้าหูอีกแล้ว
ลู่อันหันขวับไปคว้าตัวหุ่นฟางที่หน้าตาบูดบึ้งเอาไว้แน่น
"ไอ้ตัวเล็ก ฉันทนแกมานานแล้วนะเว้ย!"
"เปรี๊ยะๆ~"
ความรู้สึกชาแปลบแล่นปลาบเข้ามาที่ฝ่ามือ กระแสไฟฟ้าแรงสูงชอร์ตลู่อันจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขายืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้องครัว
หลังจากชอร์ตลู่อันเสร็จ ท่านกู่ก็ทำหน้าตากวนโอ๊ย "หึ ไม่พอใจเหรอ? ก็ตีข้าสิ ตีสิ~"
"แค่กๆ..."
ลู่อันไอค่อกแค่กอย่างมึนงง ก่อนที่ความโกรธจะพุ่งปรี๊ด เขาเงื้อมือขึ้นเตรียมจะซัดกับมันสักตั้ง
แต่จังหวะที่มือกำลังจะฟาดลงไป สมองเขาก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้ เขารีบเปิดหน้าต่างร้องเรียนของระบบขึ้นมา...
ท่านกู่: ...ไอ้หมาเอ๊ย!
"เดี๋ยวๆๆ หยุดก่อน..."
มันรีบกระโดดกอดนิ้วมือของลู่อันไว้แน่น แล้วยิ้มประจบประแจง "แหม... จะทำแบบนั้นไปทำไมกันเล่า ข้าก็แค่หยอกเล่นนิดๆ หน่อยๆ เอง ไม่เห็นต้องไปกวนศูนย์บริหารระบบเลย พวกเขายุ่งจะตาย ต้องคอยจัดการปัญหาของโฮสต์กับระบบตั้งเยอะตั้งแยะ"
"ไม่ได้ ฉันต้องร้องเรียนว่าแกทำร้ายโฮสต์ แล้วให้เขาหักเงินเดือนแกซะ!"
ลู่อันยืนกรานเสียงแข็ง โอกาสรวยอยู่ตรงหน้าแล้ว จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไง?
"โธ่เอ๊ย เรื่องแค่นี้เขาไม่หักเงินเดือนข้าหรอก อย่างมากก็แค่ตักเตือนนิดหน่อยว่าอย่าแกล้งเจ้าแรงเกินไปก็เท่านั้นแหละ"
ท่านกู่กอดนิ้วชี้ของลู่อันไว้แน่นพลางทำหน้าออดอ้อน พอเห็นลู่อันยังไม่ยอมใจอ่อน ก็เลยยื่นข้อเสนอ "เอาแบบนี้ ข้าจะยอมบอกข้อมูลเด็ดๆ ให้เจ้าเรื่องนึง ดีไหม?"
ลู่อันคิดตาม เออว่ะ... โดนไฟชอร์ตแค่นี้อาจจะเรียกร้องค่าเสียหายอะไรไม่ได้จริงๆ ก็ได้
เขาก็เลยเชิดหน้าขึ้นนิดๆ แล้วพยักหน้า "งั้นแกว่ามาสิ"
พอเห็นเขายอมรับข้อเสนอ ท่านกู่ก็รีบปล่อยนิ้วลู่อัน แล้วทำหน้าขึงขังขึ้นมาทันที "ข้ามองเห็นอนาคตว่า อีกไม่นานโลกใบนี้กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคสงครามเต็มรูปแบบ ถึงตอนนั้นทรัพยากรทุกอย่างจะถูกผลาญไปอย่างมหาศาล
และข้าววิญญาณจะกลายเป็นยุทธปัจจัยอันดับหนึ่งของโลก สำคัญยิ่งกว่าผลึกวิญญาณ อาวุธวิญญาณ ผลไม้วิญญาณ หรือแม้แต่ทักษะวิญญาณเสียอีก
จากนั้น ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะแย่งชิงนาวิญญาณกันอย่างเอาเป็นเอาตาย อาชีพเกษตรกรวิญญาณก็จะกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก พวกนักเรียนหลิงอู่ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้มาเป็นคนเฝ้านาวิญญาณอีกต่อไป"
พอได้ยินแบบนั้น ลู่อันก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาถามกลับว่า "สงครามที่แกว่า เป็นเพราะการตายของลู่ฉางเหอใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว!"
ท่านกู่ตอบรับอย่างหนักแน่น ก่อนจะอธิบายต่อ "ตอนที่เขายังอยู่ หัวเซี่ยเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่ง สถานการณ์โลกเลยสงบนิ่งมาหลายสิบปี ประเทศต่างๆ เกรงกลัวบารมีของหัวเซี่ย ก็เลยร่วมมือกันต่อสู้กับพวกสัตว์อสูร
แต่พอเขาตายไป อำนาจข่มขู่ของหัวเซี่ยก็ลดฮวบ หลายๆ ประเทศก็เริ่มมีแผนการในใจ
โบราณว่าไว้ ที่ไหนมีคน ที่นั่นมีสังคม ที่ไหนมีสังคม ที่นั่นย่อมมีการนองเลือด"
ลู่อันฟังแล้วก็เงียบไป เขาเริ่มตระหนักถึงสถานการณ์อันตึงเครียดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
แต่ก่อน ทุกคนมี 'ลูกพี่ใหญ่' คอยนำทาง การตัดสินใจต่างๆ ก็เลยไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว จะมีเสียงแตกแยกเกิดขึ้นมากมาย และคงเป็นแบบที่คุยกันไม่รู้เรื่องซะด้วย
ถึงหัวเซี่ยจะสูญเสียขุมกำลังอันดับหนึ่งไป แต่ความแข็งแกร่งโดยรวมก็ยังไม่เป็นรองใคร สามารถนั่งร่วมโต๊ะเจรจาได้อย่างสง่าผ่าเผย ไม่ใช่เป็นแค่เมนูอาหารบนโต๊ะให้คนอื่นเลือกกิน
"เฮ้อ~"
ลู่อันถอนหายใจยาว เรื่องระดับชาติแบบนี้ คนตัวเล็กๆ อย่างเขาคงไปทำอะไรไม่ได้หรอก
รุ่งเช้า ก่อนเจ็ดโมง
ที่ลานตากข้าวมีผู้คนมารวมตัวกันมืดฟ้ามัวดิน สองข้างทางเข้าหมู่บ้านก็มีชาวบ้านมายืนถือป้ายผ้ากันอย่างเนืองแน่น
ทุกคนมารอรับฮีโร่ที่จากบ้านไปสู้รบนานนับสิบปี ด้วยหัวใจที่แตกสลายและโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง...