เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 - ไม่ใช่สิ...

บทที่ 36 - ไม่ใช่สิ...

บทที่ 36 - ไม่ใช่สิ...


บทที่ 36 - ไม่ใช่สิ...

[เรื่องซุบซิบชาวบ้าน・ข่าวเด่นวันนี้: กองกำลังพเนจรได้ข่าวว่าแม่ทัพสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองพลีชีพแล้ว กำลังลอบติดต่อกับกลุ่มอิทธิพลมืดในหัวเซี่ย หวังสร้างความวุ่นวายและฉวยโอกาสปล้นสะดม...]

วันที่ 17 เวลาตีสี่ ลู่อันที่เพิ่งได้นอนไปแค่สามชั่วโมงครึ่งลุกขึ้นนั่งบนเตียงเก่าๆ สิ่งแรกที่เห็นคือข้อความข่าวนี้

เมื่อวาน ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าพอได้ข่าวว่าแม่ทัพสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองพลีชีพก็เศร้าเสียใจอย่างหนัก ดูแก่ลงไปถนัดตา

จากนั้น เขาก็เรียกรวมคนทั้งหมู่บ้านให้มาช่วยกันสร้างศาลาไว้อาลัย เพื่อรำลึกถึงเหล่าทหารกล้าที่สละชีพ

ด้วยเหตุนี้ คนทั้งหมู่บ้านเลยต้องทำงานง่วนกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ และลากยาวจากค่ำไปจนถึงดึกดื่น

ลู่อันในฐานะกำลังหลักของหมู่บ้าน ถูกผู้ใหญ่บ้านเฒ่าสั่งให้ทำนู่นทำนี่ ทั้งแบกไม้ ทั้งขับรถบรรทุกขนของ

สรุปคือเขาโคตรยุ่ง ยุ่งยังกับเป็นลูกหลานของคนตายเสียเอง เหมาทำมันซะทุกอย่าง

หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ ลู่อันก็อาศัยช่วงเวลานี้เอาเมล็ดข้าวออกมาทำภารกิจประจำวันให้เสร็จ

[ติ๊ง! ทำภารกิจประจำวันสำเร็จ ความเร็ว + 5!]

บนยอดเขาที่ห่างจากหน้าบ้านไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร มีเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดต้นสนแดง ทอดสายตามองลงมายังหมู่บ้านที่ดูเก่าแก่และเงียบสงบ

"ยังต้องมานั่งคัดเมล็ดข้าวอยู่อีกเหรอ?"

เจียงเจาฉือขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนเสี่ยวหลิงทงขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งไป

[แม่ทัพหวัง เจอกันที่ภูเขาหลังหมู่บ้านหน่อยค่ะ!]

ข้อความถูกส่งออกไป ไม่ถึงสามนาที ก็มีคนปรากฏตัวขึ้นในระยะสายตาของเธอ

ผู้มาเยือนกระโดดเพียงไม่กี่ก้าวก็มายืนอยู่บนต้นไม้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่หลังคาบ้านของลู่อัน

"คำสั่งเสียของแม่ทัพลู่คืออะไร?"

หวังเป่ากั๋วถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย คนที่รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ ก่อนหน้านี้มีแค่ลู่ฉางเหอเพียงคนเดียว

ในเมื่อตอนนี้เขาตายคาสนามรบไปแล้ว ก็ต้องมีคนมาที่หมู่บ้านกลางป่าเขาแห่งนี้เพื่อทำตามคำสั่งเสียของเขาแน่ๆ

"ให้ฉันช่วยดูแลคนๆ นึงค่ะ แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน"

น้ำเสียงของเจียงเจาฉือสดใส กังวาน แต่ฟังดูไม่ออกว่ามีความรู้สึกใดเจือปนอยู่

หวังเป่ากั๋วละสายตากลับมา มองเจียงเจาฉือแล้วพูดทีละคำ "ถ้าพวกเธอไม่โผล่มา เขาก็คงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปได้ตลอดรอดฝั่ง"

...

เจียงเจาฉือเงียบไป

ที่อีกฝ่ายพูดก็ถูก ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องร้ายอะไรเกิดขึ้นเลย

การที่เธอสุ่มสี่สุ่มห้ามาที่เจียงโย่วแบบนี้ อาจจะนำพาความยุ่งยากมาให้ก็ได้

ถึงลู่ฉางเหอจะตายไปแล้ว พวกศัตรูก็ไม่จำเป็นต้องตามหาคนในครอบครัวเพื่อเอาไปข่มขู่เขาอีก

แต่ความแค้นก็ยังอยู่ พวกมันคงไม่ปล่อยลูกหลานของเขาไปง่ายๆ หรอก

แค่คงไม่ได้ตามหาแบบพลิกแผ่นดินเหมือนเมื่อก่อนแล้วเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ แค่เขาเปิดมือถือทิ้งไว้แค่วินาทีเดียว ก็โดนคลื่นพลังจากค่ายกลโจมตีเข้ามาเป็นพันล้านครั้ง มิน่าล่ะ อาจารย์ถึงได้รีบทำลายมือถือทิ้งขนาดนั้น

"ฉันขอรู้ได้ไหมคะว่าเขาอยู่ที่ไหน?"

หวังเป่ากั๋วไม่ได้ตอบในทันที เขาพูดขึ้นมาว่า "นายน้อยเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น..."

สิ้นเสียง รอบตัวเจียงเจาฉือก็แผ่ไอเย็นเยียบออกมา

"คุณสงสัยว่าฉันจะคิดร้ายกับเขาเหรอคะ?"

หวังเป่ากั๋วหัวเราะเบาๆ "ใครจะไปรู้ล่ะ?"

กองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ และก็ซื่อสัตย์ต่อลู่ฉางเหอเช่นกัน

ฟังดูอาจจะย้อนแย้ง และดูมีกลิ่นอายของการเป็นขุนศึกอยู่บ้าง

แต่ความจริงมันเป็นแบบนั้น

กองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองถูกสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของลู่ฉางเหอ เขาพากองทัพชนะศึกมานับครั้งไม่ถ้วน บารมีที่เขาสร้างไว้นั้นยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ

แค่เขาสั่งคำเดียว ทหารสามล้านนายของกองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองก็พร้อมจะบุกน้ำลุยไฟไปทุกที่

แต่ตอนนี้เขาตายแล้ว กองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองก็เหมือนมังกรไร้หัว

ถ้าเกิดมีคนคิดไม่ซื่อหาตัวลู่อันเจอ แล้วใช้เขาเป็นหุ่นเชิด ก็คงขึ้นเป็นแม่ทัพคนใหม่ได้ง่ายๆ

"อาจารย์ให้ฉันดูแลเขา ก็แปลว่าอาจารย์ไว้ใจฉัน ในเมื่อแม่ทัพหวังไม่อยากบอกว่าเขาอยู่ที่ไหน เจาฉือก็จะไม่บังคับค่ะ"

"แต่ถ้าเขาเป็นอะไรไป เจาฉือก็จะไม่ไว้หน้าแม่ทัพเหมือนกัน!"

พูดจบ ร่างของเจียงเจาฉือก็หายวับไปจากยอดไม้ ทิ้งไว้เพียงสายลมบางเบาที่พัดผ่าน

"เฮ้อ~"

หวังเป่ากั๋วยืนถอนหายใจอยู่บนต้นไม้ ผ่านไปสิบกว่าวินาทีเขาก็เอ่ยขึ้น "ออกมาเถอะ มุกนี้ฉันเคยใช้มาตั้งแต่แปดร้อยปีที่แล้ว"

สิ้นเสียง รอบๆ ก็มีแต่เสียงลมพัด ใบไม้เสียดสีกันดังซ่าๆ

ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น

"ตาแก่คนนี้จะบอกแล้วกันว่าเขาอยู่ที่ไหน"

ครั้งนี้พอพูดจบ ร่างของคนก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนยอดไม้ฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง

หวังเป่ากั๋วได้แต่ทำใจ สมกับเป็นลูกศิษย์ที่คนๆ นั้นสอนมาจริงๆ ถ้าไม่บรรลุเป้าหมายก็คงไม่ยอมเลิกรา

"เขาอยู่ที่ไหนคะ?"

"ฉันจะไปดูหน่อยว่าเขาหน้าตาเหมือนอาจารย์แม่สักกี่ส่วน!" เจียงเจาฉือถามด้วยน้ำเสียงที่ดูซุกซนขึ้นเล็กน้อย

หวังเป่ากั๋วส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วค่อยๆ เดินลงจากเขาไปทีละก้าว

"เมื่อกี้เธอก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือไง ไม่รู้เหมือนกันว่าวันๆ จะมานั่งคัดเมล็ดพันธุ์ไปทำไม คัดแล้วมันจะปลูกออกมาเป็นทองคำหรือยังไงก็ไม่รู้..."

หวังเป่ากั๋วเดินห่างออกไปเรื่อยๆ เสียงบ่นพึมพำของเขาดังแว่วเข้าหูเจียงเจาฉือทุกถ้อยคำ

"เส้นผมบังภูเขางั้นเหรอ?"

เจียงเจาฉือเอียงคอสงสัย คิดไม่ถึงเลยว่าหวังเป่ากั๋วจะเอาคนมาซ่อนไว้ใกล้ตัวขนาดนี้

ถ้าเกิดศัตรูสืบรู้ร่องรอยของเขาขึ้นมา ศิษย์น้องอยู่ใกล้แค่นี้จะรอดได้ยังไง?

...

หลังจากลู่อันเก็บเมล็ดข้าวเสร็จ เขาก็เดินไปที่ระเบียงเพื่อดูอาการของเมล็ดพริกจิตวิญญาณสัตว์อสูร

ด้วยความสามารถของเนตรประเมินร้อยพฤกษา เขาเห็นว่าเมล็ดพริกเริ่มแตกยอดอ่อนเล็กๆ ออกมาแล้ว

"หึ... พลังชีวิตอึดใช้ได้เลยนี่"

ลู่อันยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเดินไปหยิบเก้าอี้มาตัวหนึ่ง เอาโอ่งน้ำใบเล็กไปวางไว้บนนั้น แล้วเอาถุงพลาสติกมาคลุมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ยอดอ่อนที่เพิ่งงอกโดนความเย็นจนตาย

เจียงเจาฉือเหาะเหินเดินอากาศมา ลอยตัวอยู่บนฟ้าสูงเป็นร้อยเมตร เฝ้ามองการกระทำของลู่อัน

เด็กสาวที่โตมากับการฆ่าสัตว์ประหลาดตั้งแต่เด็ก พอเห็นสิ่งที่ลู่อันทำก็รู้สึกแปลกใจมาก

"เขากำลังทำเต้าหู้เหม็นอยู่เหรอ?"

เจียงเจาฉือสงสัยเต็มประดา อยากจะลงไปถามให้รู้แล้วรู้รอด

น่าเสียดายที่เปิดเผยตัวตนแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวจะทำให้ศิษย์น้องตกใจเอาเปล่าๆ

เธอน่ะเป็นถึงยอดฝีมือระดับจรัสเทพเชียวนะ

ลู่อันจัดการทุกอย่างเสร็จก็ลงไปล้างหน้าล้างตาข้างล่าง ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังโดนแอบมองอยู่ ก็แหม ฟ้ามันมืดขนาดนี้ แถมระดับพลังของเขาก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จะไปมองเห็นคนที่อยู่บนฟ้าได้ยังไงล่ะ

"ว้าว~"

ลู่อันเงยหน้าขึ้นมาล้างหน้า จังหวะนั้นเองเจียงเจาฉือก็เห็นหน้าเขาชัดๆ จนเผลอร้อง "ว้าว" ออกมา

วินาทีต่อมา เธอก็รีบเผ่นหนีหัวซุกหัวซุน

"หืม? บนฟ้ามีเสียงคางคกร้องด้วยเหรอ?"

ลู่อันเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสนิทด้วยความงุนงง

เจียงเจาฉือที่กำลังหนีอยู่ถึงกับสะดุดกึก ปากเบะบ่นอุบอิบ "นายสิเป็นคางคก..."

ด่าเสร็จ เธอก็ทำหน้าเคลิ้มฝัน

ศิษย์น้องหล่อโคตรๆ

หน้าตานี่รวมเอาส่วนดีของทั้งอาจารย์กับอาจารย์แม่มาไว้ครบเลย เสียอย่างเดียวคือปากเสีย กล้าหาว่าเธอเป็นคางคก

หลังจากหนีมาซ่อนตัวในมุมลับตา เจียงเจาฉือก็แอบดูการใช้ชีวิตของลู่อันต่อ

"ว้าว~ ศิษย์น้องทำกับข้าวเป็นด้วยแฮะ เก่งจัง... ฉันทำไม่เป็นเลยสักนิด"

"วันหลังบังคับให้เขาทำของอร่อยๆ ให้กินได้ไหมนะ?"

"แต่ทำไมทำแค่ข้าวต้มเปล่าๆ ล่ะ ข้าวต้มเปล่าๆ ไม่อร่อยหรอก ฉันอยากกินเนื้อ..."

"หรือว่าจะจนเกินไป จนไม่มีเงินซื้อเนื้อกันนะ?"

"ลองไปถามสถานการณ์จากแม่ทัพหวังดูดีกว่า..."

ไม่กี่นาทีต่อมา เธอก็ได้คำตอบ

"ที่แท้... ในหมู่บ้านก็ไม่มีเนื้อขายนี่เอง ศิษย์น้องน่าสงสารจังเลย"

"ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้เขาสักหน่อย ถือซะว่าเป็นการดูแลเขาอย่างหนึ่งก็แล้วกัน"

คิดได้ดังนั้น เจียงเจาฉือก็ก้าวเท้าทะยานข้ามฟ้าไปไกลหลายกิโลเมตร

ไม่นานนัก หมูป่าตัวหนึ่งที่กำลังสัปหงกอยู่ในหุบเขาก็โดนลอบตีหัวจนสลบเหมือดคาความฝันไปเลย

"อิอิ... หวังว่าศิษย์น้องจะชอบของขวัญชิ้นนี้นะ"

เจียงเจาฉือหัวเราะคิกคัก เผยให้เห็นลักยิ้มตื้นๆ สองข้าง ก่อนจะลากหมูป่าที่สลบเหมือดเหาะกลับมาที่หมู่บ้านลำธารไผ่

เธอร่อนลงที่ป่าหลังบ้านลู่อัน แล้วใช้พลังทำให้หมูป่าฟื้นคืนสติ

"อี๊ดดดด..."

หมูป่าร้องเสียงแหลมอย่างบ้าคลั่ง วินาทีต่อมา ร่างกายของมันก็พุ่งทะยานลงจากเขาไปโดยที่มันเองก็ควบคุมไม่ได้

สิบกว่าวินาทีต่อมา...

"ตึง~"

หมูป่าพุ่งชนเข้ากับดุมล้อรถบรรทุกสีแดงเข้าอย่างจัง ก่อนจะหงายท้องตึงสลบเหมือดไปอีกรอบ

ลู่อันได้ยินเสียงดังก็รีบเดินออกมาดู แล้วเขาก็ต้องผงะเมื่อเห็นหมูป่านอนสลบอยู่ข้างๆ รถบรรทุกลูกรักของเขา

"ไม่ใช่สิ..."

เขาทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก...

จบบทที่ บทที่ 36 - ไม่ใช่สิ...

คัดลอกลิงก์แล้ว