- หน้าแรก
- ปลุกพลังล้มเหลว งั้นผมขอมาปลูกมอนสเตอร์ที่หมู่บ้านเริ่มต้น
- บทที่ 36 - ไม่ใช่สิ...
บทที่ 36 - ไม่ใช่สิ...
บทที่ 36 - ไม่ใช่สิ...
บทที่ 36 - ไม่ใช่สิ...
[เรื่องซุบซิบชาวบ้าน・ข่าวเด่นวันนี้: กองกำลังพเนจรได้ข่าวว่าแม่ทัพสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองพลีชีพแล้ว กำลังลอบติดต่อกับกลุ่มอิทธิพลมืดในหัวเซี่ย หวังสร้างความวุ่นวายและฉวยโอกาสปล้นสะดม...]
วันที่ 17 เวลาตีสี่ ลู่อันที่เพิ่งได้นอนไปแค่สามชั่วโมงครึ่งลุกขึ้นนั่งบนเตียงเก่าๆ สิ่งแรกที่เห็นคือข้อความข่าวนี้
เมื่อวาน ผู้ใหญ่บ้านเฒ่าพอได้ข่าวว่าแม่ทัพสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองพลีชีพก็เศร้าเสียใจอย่างหนัก ดูแก่ลงไปถนัดตา
จากนั้น เขาก็เรียกรวมคนทั้งหมู่บ้านให้มาช่วยกันสร้างศาลาไว้อาลัย เพื่อรำลึกถึงเหล่าทหารกล้าที่สละชีพ
ด้วยเหตุนี้ คนทั้งหมู่บ้านเลยต้องทำงานง่วนกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ และลากยาวจากค่ำไปจนถึงดึกดื่น
ลู่อันในฐานะกำลังหลักของหมู่บ้าน ถูกผู้ใหญ่บ้านเฒ่าสั่งให้ทำนู่นทำนี่ ทั้งแบกไม้ ทั้งขับรถบรรทุกขนของ
สรุปคือเขาโคตรยุ่ง ยุ่งยังกับเป็นลูกหลานของคนตายเสียเอง เหมาทำมันซะทุกอย่าง
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ ลู่อันก็อาศัยช่วงเวลานี้เอาเมล็ดข้าวออกมาทำภารกิจประจำวันให้เสร็จ
[ติ๊ง! ทำภารกิจประจำวันสำเร็จ ความเร็ว + 5!]
บนยอดเขาที่ห่างจากหน้าบ้านไปประมาณหนึ่งกิโลเมตร มีเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดต้นสนแดง ทอดสายตามองลงมายังหมู่บ้านที่ดูเก่าแก่และเงียบสงบ
"ยังต้องมานั่งคัดเมล็ดข้าวอยู่อีกเหรอ?"
เจียงเจาฉือขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนเสี่ยวหลิงทงขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งไป
[แม่ทัพหวัง เจอกันที่ภูเขาหลังหมู่บ้านหน่อยค่ะ!]
ข้อความถูกส่งออกไป ไม่ถึงสามนาที ก็มีคนปรากฏตัวขึ้นในระยะสายตาของเธอ
ผู้มาเยือนกระโดดเพียงไม่กี่ก้าวก็มายืนอยู่บนต้นไม้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่หลังคาบ้านของลู่อัน
"คำสั่งเสียของแม่ทัพลู่คืออะไร?"
หวังเป่ากั๋วถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย คนที่รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ ก่อนหน้านี้มีแค่ลู่ฉางเหอเพียงคนเดียว
ในเมื่อตอนนี้เขาตายคาสนามรบไปแล้ว ก็ต้องมีคนมาที่หมู่บ้านกลางป่าเขาแห่งนี้เพื่อทำตามคำสั่งเสียของเขาแน่ๆ
"ให้ฉันช่วยดูแลคนๆ นึงค่ะ แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน"
น้ำเสียงของเจียงเจาฉือสดใส กังวาน แต่ฟังดูไม่ออกว่ามีความรู้สึกใดเจือปนอยู่
หวังเป่ากั๋วละสายตากลับมา มองเจียงเจาฉือแล้วพูดทีละคำ "ถ้าพวกเธอไม่โผล่มา เขาก็คงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปได้ตลอดรอดฝั่ง"
...
เจียงเจาฉือเงียบไป
ที่อีกฝ่ายพูดก็ถูก ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องร้ายอะไรเกิดขึ้นเลย
การที่เธอสุ่มสี่สุ่มห้ามาที่เจียงโย่วแบบนี้ อาจจะนำพาความยุ่งยากมาให้ก็ได้
ถึงลู่ฉางเหอจะตายไปแล้ว พวกศัตรูก็ไม่จำเป็นต้องตามหาคนในครอบครัวเพื่อเอาไปข่มขู่เขาอีก
แต่ความแค้นก็ยังอยู่ พวกมันคงไม่ปล่อยลูกหลานของเขาไปง่ายๆ หรอก
แค่คงไม่ได้ตามหาแบบพลิกแผ่นดินเหมือนเมื่อก่อนแล้วเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ แค่เขาเปิดมือถือทิ้งไว้แค่วินาทีเดียว ก็โดนคลื่นพลังจากค่ายกลโจมตีเข้ามาเป็นพันล้านครั้ง มิน่าล่ะ อาจารย์ถึงได้รีบทำลายมือถือทิ้งขนาดนั้น
"ฉันขอรู้ได้ไหมคะว่าเขาอยู่ที่ไหน?"
หวังเป่ากั๋วไม่ได้ตอบในทันที เขาพูดขึ้นมาว่า "นายน้อยเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น..."
สิ้นเสียง รอบตัวเจียงเจาฉือก็แผ่ไอเย็นเยียบออกมา
"คุณสงสัยว่าฉันจะคิดร้ายกับเขาเหรอคะ?"
หวังเป่ากั๋วหัวเราะเบาๆ "ใครจะไปรู้ล่ะ?"
กองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ และก็ซื่อสัตย์ต่อลู่ฉางเหอเช่นกัน
ฟังดูอาจจะย้อนแย้ง และดูมีกลิ่นอายของการเป็นขุนศึกอยู่บ้าง
แต่ความจริงมันเป็นแบบนั้น
กองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองถูกสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของลู่ฉางเหอ เขาพากองทัพชนะศึกมานับครั้งไม่ถ้วน บารมีที่เขาสร้างไว้นั้นยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ
แค่เขาสั่งคำเดียว ทหารสามล้านนายของกองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองก็พร้อมจะบุกน้ำลุยไฟไปทุกที่
แต่ตอนนี้เขาตายแล้ว กองกำลังพิทักษ์กำแพงเมืองก็เหมือนมังกรไร้หัว
ถ้าเกิดมีคนคิดไม่ซื่อหาตัวลู่อันเจอ แล้วใช้เขาเป็นหุ่นเชิด ก็คงขึ้นเป็นแม่ทัพคนใหม่ได้ง่ายๆ
"อาจารย์ให้ฉันดูแลเขา ก็แปลว่าอาจารย์ไว้ใจฉัน ในเมื่อแม่ทัพหวังไม่อยากบอกว่าเขาอยู่ที่ไหน เจาฉือก็จะไม่บังคับค่ะ"
"แต่ถ้าเขาเป็นอะไรไป เจาฉือก็จะไม่ไว้หน้าแม่ทัพเหมือนกัน!"
พูดจบ ร่างของเจียงเจาฉือก็หายวับไปจากยอดไม้ ทิ้งไว้เพียงสายลมบางเบาที่พัดผ่าน
"เฮ้อ~"
หวังเป่ากั๋วยืนถอนหายใจอยู่บนต้นไม้ ผ่านไปสิบกว่าวินาทีเขาก็เอ่ยขึ้น "ออกมาเถอะ มุกนี้ฉันเคยใช้มาตั้งแต่แปดร้อยปีที่แล้ว"
สิ้นเสียง รอบๆ ก็มีแต่เสียงลมพัด ใบไม้เสียดสีกันดังซ่าๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น
"ตาแก่คนนี้จะบอกแล้วกันว่าเขาอยู่ที่ไหน"
ครั้งนี้พอพูดจบ ร่างของคนก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนยอดไม้ฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง
หวังเป่ากั๋วได้แต่ทำใจ สมกับเป็นลูกศิษย์ที่คนๆ นั้นสอนมาจริงๆ ถ้าไม่บรรลุเป้าหมายก็คงไม่ยอมเลิกรา
"เขาอยู่ที่ไหนคะ?"
"ฉันจะไปดูหน่อยว่าเขาหน้าตาเหมือนอาจารย์แม่สักกี่ส่วน!" เจียงเจาฉือถามด้วยน้ำเสียงที่ดูซุกซนขึ้นเล็กน้อย
หวังเป่ากั๋วส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วค่อยๆ เดินลงจากเขาไปทีละก้าว
"เมื่อกี้เธอก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือไง ไม่รู้เหมือนกันว่าวันๆ จะมานั่งคัดเมล็ดพันธุ์ไปทำไม คัดแล้วมันจะปลูกออกมาเป็นทองคำหรือยังไงก็ไม่รู้..."
หวังเป่ากั๋วเดินห่างออกไปเรื่อยๆ เสียงบ่นพึมพำของเขาดังแว่วเข้าหูเจียงเจาฉือทุกถ้อยคำ
"เส้นผมบังภูเขางั้นเหรอ?"
เจียงเจาฉือเอียงคอสงสัย คิดไม่ถึงเลยว่าหวังเป่ากั๋วจะเอาคนมาซ่อนไว้ใกล้ตัวขนาดนี้
ถ้าเกิดศัตรูสืบรู้ร่องรอยของเขาขึ้นมา ศิษย์น้องอยู่ใกล้แค่นี้จะรอดได้ยังไง?
...
หลังจากลู่อันเก็บเมล็ดข้าวเสร็จ เขาก็เดินไปที่ระเบียงเพื่อดูอาการของเมล็ดพริกจิตวิญญาณสัตว์อสูร
ด้วยความสามารถของเนตรประเมินร้อยพฤกษา เขาเห็นว่าเมล็ดพริกเริ่มแตกยอดอ่อนเล็กๆ ออกมาแล้ว
"หึ... พลังชีวิตอึดใช้ได้เลยนี่"
ลู่อันยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเดินไปหยิบเก้าอี้มาตัวหนึ่ง เอาโอ่งน้ำใบเล็กไปวางไว้บนนั้น แล้วเอาถุงพลาสติกมาคลุมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ยอดอ่อนที่เพิ่งงอกโดนความเย็นจนตาย
เจียงเจาฉือเหาะเหินเดินอากาศมา ลอยตัวอยู่บนฟ้าสูงเป็นร้อยเมตร เฝ้ามองการกระทำของลู่อัน
เด็กสาวที่โตมากับการฆ่าสัตว์ประหลาดตั้งแต่เด็ก พอเห็นสิ่งที่ลู่อันทำก็รู้สึกแปลกใจมาก
"เขากำลังทำเต้าหู้เหม็นอยู่เหรอ?"
เจียงเจาฉือสงสัยเต็มประดา อยากจะลงไปถามให้รู้แล้วรู้รอด
น่าเสียดายที่เปิดเผยตัวตนแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวจะทำให้ศิษย์น้องตกใจเอาเปล่าๆ
เธอน่ะเป็นถึงยอดฝีมือระดับจรัสเทพเชียวนะ
ลู่อันจัดการทุกอย่างเสร็จก็ลงไปล้างหน้าล้างตาข้างล่าง ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังโดนแอบมองอยู่ ก็แหม ฟ้ามันมืดขนาดนี้ แถมระดับพลังของเขาก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จะไปมองเห็นคนที่อยู่บนฟ้าได้ยังไงล่ะ
"ว้าว~"
ลู่อันเงยหน้าขึ้นมาล้างหน้า จังหวะนั้นเองเจียงเจาฉือก็เห็นหน้าเขาชัดๆ จนเผลอร้อง "ว้าว" ออกมา
วินาทีต่อมา เธอก็รีบเผ่นหนีหัวซุกหัวซุน
"หืม? บนฟ้ามีเสียงคางคกร้องด้วยเหรอ?"
ลู่อันเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสนิทด้วยความงุนงง
เจียงเจาฉือที่กำลังหนีอยู่ถึงกับสะดุดกึก ปากเบะบ่นอุบอิบ "นายสิเป็นคางคก..."
ด่าเสร็จ เธอก็ทำหน้าเคลิ้มฝัน
ศิษย์น้องหล่อโคตรๆ
หน้าตานี่รวมเอาส่วนดีของทั้งอาจารย์กับอาจารย์แม่มาไว้ครบเลย เสียอย่างเดียวคือปากเสีย กล้าหาว่าเธอเป็นคางคก
หลังจากหนีมาซ่อนตัวในมุมลับตา เจียงเจาฉือก็แอบดูการใช้ชีวิตของลู่อันต่อ
"ว้าว~ ศิษย์น้องทำกับข้าวเป็นด้วยแฮะ เก่งจัง... ฉันทำไม่เป็นเลยสักนิด"
"วันหลังบังคับให้เขาทำของอร่อยๆ ให้กินได้ไหมนะ?"
"แต่ทำไมทำแค่ข้าวต้มเปล่าๆ ล่ะ ข้าวต้มเปล่าๆ ไม่อร่อยหรอก ฉันอยากกินเนื้อ..."
"หรือว่าจะจนเกินไป จนไม่มีเงินซื้อเนื้อกันนะ?"
"ลองไปถามสถานการณ์จากแม่ทัพหวังดูดีกว่า..."
ไม่กี่นาทีต่อมา เธอก็ได้คำตอบ
"ที่แท้... ในหมู่บ้านก็ไม่มีเนื้อขายนี่เอง ศิษย์น้องน่าสงสารจังเลย"
"ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้เขาสักหน่อย ถือซะว่าเป็นการดูแลเขาอย่างหนึ่งก็แล้วกัน"
คิดได้ดังนั้น เจียงเจาฉือก็ก้าวเท้าทะยานข้ามฟ้าไปไกลหลายกิโลเมตร
ไม่นานนัก หมูป่าตัวหนึ่งที่กำลังสัปหงกอยู่ในหุบเขาก็โดนลอบตีหัวจนสลบเหมือดคาความฝันไปเลย
"อิอิ... หวังว่าศิษย์น้องจะชอบของขวัญชิ้นนี้นะ"
เจียงเจาฉือหัวเราะคิกคัก เผยให้เห็นลักยิ้มตื้นๆ สองข้าง ก่อนจะลากหมูป่าที่สลบเหมือดเหาะกลับมาที่หมู่บ้านลำธารไผ่
เธอร่อนลงที่ป่าหลังบ้านลู่อัน แล้วใช้พลังทำให้หมูป่าฟื้นคืนสติ
"อี๊ดดดด..."
หมูป่าร้องเสียงแหลมอย่างบ้าคลั่ง วินาทีต่อมา ร่างกายของมันก็พุ่งทะยานลงจากเขาไปโดยที่มันเองก็ควบคุมไม่ได้
สิบกว่าวินาทีต่อมา...
"ตึง~"
หมูป่าพุ่งชนเข้ากับดุมล้อรถบรรทุกสีแดงเข้าอย่างจัง ก่อนจะหงายท้องตึงสลบเหมือดไปอีกรอบ
ลู่อันได้ยินเสียงดังก็รีบเดินออกมาดู แล้วเขาก็ต้องผงะเมื่อเห็นหมูป่านอนสลบอยู่ข้างๆ รถบรรทุกลูกรักของเขา
"ไม่ใช่สิ..."
เขาทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก...