- หน้าแรก
- ปลุกพลังล้มเหลว งั้นผมขอมาปลูกมอนสเตอร์ที่หมู่บ้านเริ่มต้น
- บทที่ 11 - เลือกทั้งหมดก็คือการเลือก
บทที่ 11 - เลือกทั้งหมดก็คือการเลือก
บทที่ 11 - เลือกทั้งหมดก็คือการเลือก
บทที่ 11 - เลือกทั้งหมดก็คือการเลือก
ชาวบ้านช่วยกันขนของลงจากรถ ฆ่าไก่เชือดแกะ และจัดการเตรียมวัตถุดิบต่างๆ
พวกเด็กๆ ก็กินขนมไปพลาง ช่วยกันยกโต๊ะเก้าอี้ไปพลางอย่างสนุกสนาน บนลานตากข้าวมีโต๊ะจัดเตรียมไว้ถึงห้าหกสิบตัว
เมื่อเห็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและครึกครื้นในหมู่บ้าน ลู่อันก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ
การได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและเรียบง่ายแบบนี้ ก็ดูเหมือนจะไม่เลวเลยทีเดียว
พวกผู้หญิงกำลังวุ่นวายกับการทำอาหาร ส่วนพวกผู้ชายก็ไม่ได้อยู่เฉย
บางคนช่วยทำงานที่ต้องใช้แรงงานหนัก บางคนก็ช่วยลู่อันถางแปลงผักใหม่
บางคนคิดเผื่อไปว่า ลู่อันเป็นวัยรุ่น ปกติอาจจะชอบตกปลาอะไรทำนองนั้น
พวกเขาก็เลยไปขุดบ่อปลาขนาดใหญ่ไว้ให้ที่ริมลำธารเสียเลย
สรุปก็คือ ขอแค่เป็นที่ดินรอบๆ บ้านของลู่อัน พวกเขาล้วนช่วยกันปรับปรุงและจัดการให้หมด
มีเพียงพื้นที่ตรงนาวิญญาณเท่านั้นที่ยังไม่มีใครเข้าไปยุ่ง
"ปู่ครับ ปู่ลองดูสิว่าในหมู่บ้านมีใครอยากได้ดินวิญญาณบ้าง สามารถตักกลับไปปลูกผักที่บ้านได้นะ" ลู่อันชี้ไปที่นาวิญญาณที่ดูค่อนข้างรกและพูดขึ้น
"ได้สิ"
หวังเป่ากั๋วพยักหน้ารับ จากนั้นก็ตะโกนบอกสิ่งที่ลู่อันพูดให้ทุกคนรับรู้
พอชาวบ้านได้ยินว่าสามารถโกยดินวิญญาณกลับบ้านได้ แต่ละคนก็มีไฟในการทำงานขึ้นมาทันที รีบไปหาบุ้งกี๋หรือรถเข็นล้อเดียวมาขนดินกันยกใหญ่
แม้ดินวิญญาณที่ถูกย้ายไปจะปลูกพืชวิญญาณไม่ได้แล้ว แต่มันก็ยังคงอุดมสมบูรณ์มาก ถ้านำไปปลูกผักผลไม้ธรรมดาจะให้ผลผลิตที่ดีเยี่ยม แถมยังอร่อยและบำรุงร่างกายอีกด้วย
หลังจากวุ่นวายกันอยู่เป็นชั่วโมง ชาวบ้านก็ขนดินวิญญาณส่วนเกินออกไปจนหมด จากนั้นลู่อันก็เริ่มเข้ามาจัดการจัดระเบียบแปลงนา
ลู่อันถือจอบเทพจิ่วโจวไว้ในมือ และใช้มันเกลี่ยหน้าดินที่ไม่ราบเรียบให้เสมอกันอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็ยกคันนาขึ้นมาสี่เส้น เพื่อแบ่งแยกพื้นที่ออกจากแปลงนาธรรมดาอย่างชัดเจน
[ติ๊ง! คุณประสบความสำเร็จในการปรับปรุงนาวิญญาณ 1 หมู่ ได้รับรางวัลสุดยอดตัวเลือก!]
[รางวัลที่ 1: ซ่อมแซมกายวิญญาณขยะ, เติมเต็มค่าสถานะพลังชีวิต, พลังป้องกัน, และสัมผัสวิญญาณให้สมบูรณ์ พร้อมทั้งเปิดใช้งานพรสวรรค์กายวิญญาณระดับฟาน!]
[รางวัลที่ 2: สุ่มรับอุปกรณ์สวมใส่ 1 ชิ้น!]
[รางวัลที่ 3: ค่าสถานะพื้นฐานทั้ง 5 เพิ่มขึ้น 10% ถาวร!]
เมื่อก้อนดินก้อนสุดท้ายถูกวางลงบนคันนา เสียงระบบก็ดังรัวๆ ขึ้นในหัวของลู่อัน พร้อมกับมีตัวหนังสือโผล่ขึ้นมาตรงหน้า ราวกับกลัวว่าเขาจะฟังไม่ชัด
"นี่มัน..."
ลู่อันตกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นดีใจ จากนั้นก็เริ่มลังเล รางวัลที่มาแบบกะทันหันนี้ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น แต่ตัวเลือกทั้งสามก็ทำให้เขาคิดหนัก
เพราะไม่ว่าจะเลือกข้อไหนก็ดีไปหมด ถ้าพลาดข้อใดข้อหนึ่งไปก็คงน่าเสียดาย
"ผมขอเหมาหมด!"
เหมือนผีผลัก จู่ๆ ลู่อันก็อ้าปากขอเลือกทั้งสามข้อเลย
เลือกทั้งหมดก็คือการเลือก มันผิดตรงไหน?
จากนั้นวินาทีต่อมา เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น
ระบบค้างไปเลย
[& ( ) &%¥%#% ( ) *]
"เวรเอ๊ย ลืมระบุว่าให้เลือกแค่ 1 ใน 3!"
ลู่อันแว่วเสียงสบถด่าดังลอยมา ตามมาด้วยเสียงแจ้งเตือนของระบบที่ดังขึ้นอีกครั้ง
[ติ๊ง! แจกจ่ายรางวัลสำเร็จ!]
"???"
ลู่อันยืนอึ้งอยู่กับที่ แบบนี้ก็ได้เหรอ?
เมื่อได้สติ เขาก็ยืนรออยู่กับที่ รอให้ระบบเข้าควบคุมร่างกาย
แต่ทว่า รอไปตั้งครึ่งนาที สิ่งที่คาดหวังไว้กลับไม่เกิดขึ้นเลย
แต่กลับมีขวดยาปริศนาสามขวดโผล่ขึ้นมาในหัวแทน
ขวดยาเปิดจุกออกเอง แล้วเทราดลงมาในสมองของเขา ตามมาด้วยความรู้สึกชาและคันยุบยิบเบาๆ ตามร่างกาย
"ค่าสถานะกำลังเพิ่มขึ้นเหรอ?"
ลู่อันสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พลังชีวิต, พลังป้องกัน, และสัมผัสวิญญาณของเขากำลังพุ่งสูงขึ้น
"กึก~"
ไม่กี่วินาทีต่อมา ก็มีเสียงดังเบาๆ ดังมาจากในร่างกายของลู่อัน พร้อมกับคลื่นปราณบางเบาที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
บนลานตากข้าว หวังเป่ากั๋วเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
ปลุกกายวิญญาณสำเร็จ!
เป็นไปได้ยังไง?
หลังจากโลกสีน้ำเงินหลอมรวมกับโลกเสินถู่ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถปลุกพรสวรรค์ได้ มันมีอัตราความสำเร็จจำกัดอยู่
แถมยังมีข้อจำกัดอีกมากมาย
ตัวอย่างเช่น เมื่ออายุครบ 18 ปี สัมผัสวิญญาณของนักเรียนหลิงอู่จะหยุดการพัฒนา
ซึ่งลู่อันก็เพิ่งอายุครบ 18 ปีไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
พูดง่ายๆ ก็คือ วันปลุกพลังในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้คือโอกาสสุดท้ายของเขา หากไม่สามารถกระตุ้นกายวิญญาณได้สำเร็จ เขาก็จะไม่มีวันได้รับพรสวรรค์ไปตลอดชีวิต
"ศิลาวิญญาณประเมินพลาดงั้นเหรอ หรือว่าร่างกายของเขามีความพิเศษ?"
"แต่ท่านผู้นั้นเคยบอกไว้นี่นา ว่าตอนที่เขาเกิดมา เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ทำให้กายวิญญาณเสียหายตั้งแต่กำเนิด และแทบจะไม่มีโอกาสรักษาให้หายได้เลย"
ในใจของหวังเป่ากั๋วเต็มไปด้วยความสงสัย เขาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของลู่อันตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วว่า พละกำลังของเขาไปถึงระดับชำระกายา ขั้น 1 ของระดับฟานแล้ว
และตอนนี้กลับมีคลื่นพลังวิญญาณแผ่ออกมาจากร่างกาย ซึ่งมันตรงกับลักษณะของการปลุกพลังตามธรรมชาติ
การปลุกพลังของนักสู้หลิงอู่มีอยู่ 2 วิธี
วิธีแรกคือการใช้ศิลาวิญญาณ โดยอาศัยพลังอันแข็งแกร่งของศิลาวิญญาณช่วยกระตุ้นพรสวรรค์ให้ตื่นขึ้น
อีกวิธีหนึ่งคือการปลุกพลังตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นกรณีที่หาได้ยากมากๆ มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับหลิงหรือระดับเสวียนขึ้นไปเท่านั้น
แต่กรณีของลู่อันนั้นดูแปลกประหลาดมาก เพราะคลื่นพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นอยู่ในระดับฟาน ซึ่งเป็นระดับที่ห่วยแตกที่สุด
"เฮ้อ โชคชะตาเล่นตลกเสียจริง"
ชายชราถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถ้าเขาปลุกพลังสำเร็จเร็วกว่านี้แค่วันเดียว ลู่อันก็คงไม่ต้องระเห็จมาอยู่หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแบบนี้หรอก
แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป ถ้าเขาอยากจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหลิงอู่ เขาก็ยังสามารถไปได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเลือกทางไหน
แต่ลึกๆ ในใจของหวังเป่ากั๋ว เขาไม่อยากให้ลู่อันกลับไปเรียนที่โรงเรียนอีก
การได้เข้ามหาวิทยาลัยหลิงอู่อาจเป็นเรื่องดีสำหรับคนอื่น แต่มันอาจไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขา
ถ้าหากตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกเปิดเผย ใครจะสามารถปกป้องเขาได้ล่ะ?
ลู่อันยืนอยู่กลางแปลงนา ค่อยๆ เก็บซ่อนกลิ่นอายพลัง แล้วเปิดหน้าต่างสถานะของตัวเองขึ้นมาดู
[ชื่อ: ลู่อัน]
[พรสวรรค์: ระดับฟาน]
[กายวิญญาณ: กายวิญญาณสายผสม]
[สถานะ: ฝ่ายพลาธิการ กองกำลังพิทักษ์กำแพงเมือง · เจ้าหน้าที่ดูแลนาวิญญาณ, ยศทหาร · พลทหาร!]
[ระดับพลัง: ชำระกายา ขั้น 1]
[พละกำลัง: 1 (+0.101)]
[ความเร็ว: 1 (+0.1)]
[พลังชีวิต: 1 (+0.1)]
[พลังป้องกัน: 1 (+0.1)]
[พลังวิญญาณ: 1 (+0.1)]
[ไอเทม: จอบเทพจิ่วโจว, ดาบเอนโทรปี (ถูกวางทิ้งไว้ข้างเตาไฟ)]
"..."
ลู่อันรู้สึกแปลกๆ ในใจ การปลุกกายวิญญาณไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีใจอะไรมากมาย กลับรู้สึกเฉยๆ เสียด้วยซ้ำ
แต่ไอ้ดาบเอนโทรปีนี่มันคืออะไรวะ? ข้างเตาไฟบ้านเขามีของแบบนี้อยู่ด้วยเหรอ?
เวรล่ะ...
เขาพอนึกเรื่องสยองขวัญขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง ไอ้สิ่งที่เรียกว่าดาบเอนโทรปีนี่ คงไม่ใช่ไอ้มีดพร้าหั่นฟืนเก่าๆ ที่บ้านเขาหรอกนะ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่อันก็แบกจอบเทพจิ่วโจวเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน
"ไม่เลวเลยนี่ มีเรี่ยวมีแรงดีนะ สนใจอยากจะทำนาเพิ่มอีกสักสองสามหมู่ไหมล่ะ?"
เมื่อเดินมาถึงลานตากข้าว หวังเป่ากั๋วก็ทักทายด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ แต่จริงๆ แล้วกำลังหยั่งเชิงความคิดของลู่อันอยู่
ถ้าเขาตอบว่าไม่อยากทำ แล้วอยากจะเข้าเมืองไปเรียนต่อ
ชายชราก็คงต้องพิจารณาติดต่อบรรดาพี่น้องทหารองครักษ์เก่าเสียหน่อยแล้ว
นายน้อยจะไปเรียนหนังสือ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
ลู่อันปรายตามองสภาพรอบๆ นาวิญญาณ ที่ดินพวกนั้นเป็นของเขาหมดเลย ตอนที่เขาไม่อยู่ก็ปล่อยให้คนในหมู่บ้านเช่าทำกิน แลกกับค่าเช่ารายปีนิดหน่อย
"เอาสิครับ ขืนให้ทำแค่นาวิญญาณหมู่เดียว ผมคงเบื่อตายพอดี"
ลู่อันเองก็มีแผนการในใจ เขาอยากรู้ว่าการทำนาธรรมดามันจะมีรางวัลให้หรือเปล่า
เมื่อได้ยินแบบนั้น หวังเป่ากั๋วก็ค่อยโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง แต่ก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่ดี
เขาไม่เชื่อหรอกว่าลู่อันจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองปลุกพลังสำเร็จแล้ว
ในเมื่อรู้ตัว แล้วทำไมถึงไม่อยากไปเรียนที่มหาวิทยาลัยหลิงอู่ล่ะ?
"หึๆ... พวกวัยรุ่นอย่างแกนี่อยู่เฉยๆ ไม่เป็นสินะ หาอะไรทำก็ดีเหมือนกัน"
หวังเป่ากั๋วพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็นั่งลงบนม้ายาว นั่งฟังเสียงกระจายเสียงจากโทรโข่งของหมู่บ้าน
ตลอดทั้งวันของวันนี้ โทรโข่งกระจายเสียงเอาแต่ประกาศข่าวเรื่องชัยชนะครั้งใหญ่ที่กำแพงเมืองซ้ำไปซ้ำมา
แต่หวังเป่ากั๋วที่นั่งฟังมาครึ่งค่อนวัน กลับไม่ได้ยินข่าวการเคลื่อนไหวหรือเรื่องราวอื่นๆ ที่เกี่ยวกับลู่ฉางเหอเลย มีแต่รายงานว่าเขาสังหาร 12 ราชันได้สำเร็จ
ส่วนวิธีที่เขาสังหาร หรืออาการของเขาเป็นอย่างไรนั้น กลับไม่มีการพูดถึงเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งปิดบัง ก็ยิ่งแสดงว่าสถานการณ์รุนแรงมากเท่านั้น
ขณะที่เขากำลังคิดว่าคงจะไม่มีข่าวสารเกี่ยวกับลู่ฉางเหอออกมาอีกแล้ว จู่ๆ เสียงจากโทรโข่งก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
[ตามมติของกองบัญชาการรบ กองกำลังพิทักษ์กำแพงเมือง ท่านแม่ทัพลู่จะนำตัวแทนผู้มีผลงานดีเด่น เดินทางกลับมายังเมืองลั่วอันในวันที่ 16 เดือนอ้าย เพื่อรับมอบรางวัลเกียรติยศจากสภาปกครองส่วนกลาง การมอบรางวัลครั้งนี้...]
เสียงของผู้ประกาศข่าวฟังดูหนักแน่นและเต็มไปด้วยความฮึกเหิม ชาวบ้านที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างพากันชูมือโห่ร้องดีใจ และหัวเราะกันอย่างมีความสุข
แต่หวังเป่ากั๋วกลับตัวแข็งทื่อ กล้องยาสูบในมือร่วงหล่นลงพื้น หยาดน้ำตาพรั่งพรูออกมาจากดวงตาที่ฝ้าฟาง
เขารู้ดีว่า การที่ลู่ฉางเหอกลับมาในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อมารับรางวัลอะไรหรอก แต่เป็น... ขุนศึกร้อยสมรภูมิสิ้นชีพตักษัย ร่างห่อหุ้มด้วยหนังม้าหวนคืนสู่มาตุภูมิ