- หน้าแรก
- มัจฉาน้อยผู้กลืนกิน
- บทที่ 37 - ฟังก์ชันใหม่
บทที่ 37 - ฟังก์ชันใหม่
บทที่ 37 - ฟังก์ชันใหม่
บทที่ 37 - ฟังก์ชันใหม่
เช้าวันรุ่งขึ้น
ทันทีที่ตื่นนอน เขาก็ลืมตาขึ้นมาทันที
ฟ้าใกล้จะสางแล้วหรือยัง?
เขาค่อยๆ คลานขึ้นมาดูข้างนอก เห็นมีแสงสว่างรำไร ไม่รู้ว่าเป็นแสงสะท้อนจากหิมะหรือว่าฟ้าใกล้จะสางกันแน่
เฮ้อ การไม่รู้เวลานี่มันช่างลำบากจริงๆ
แต่มันก็ช่วยไม่ได้
เมื่อก่อนนานๆ ทีจะได้ยินเสียงไก่ขัน แต่ตอนนี้ในหมู่บ้านแทบจะไม่มีไก่เหลือแล้ว จึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
เพราะเรื่องนี้ คนในหมู่บ้านต้องเสียเวลาเปล่าไปไม่น้อย
เคยมีคนในหมู่บ้านคนหนึ่ง เพราะวันรุ่งขึ้นมีธุระสำคัญและกลัวจะตื่นสาย พอตื่นขึ้นมาก็รีบออกเดินทางทันที
ผลปรากฏว่าต้องไปนั่งรออยู่ที่ริมถนนนานถึงหกเจ็ดชั่วโมงเลยทีเดียว
"ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ?"
เสียงของแม่ม่ายเฝิงดังขึ้นท่ามกลางความมืด
"ครับ ตื่นแล้ว ไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว ผมต้องรีบไปแล้วล่ะครับ"
"จะรีบไปทำไมแต่เช้าล่ะรอให้ฟ้าสว่างก่อนค่อยไปก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก!!"
"ไม่เป็นไรครับ ยิ่งเช้ายิ่งดี พี่รองต้องไปทำงานตอนกลางวันด้วย"
หวังชิงซงพูดจบก็รีบลุกขึ้นแต่งตัว เพราะเขารู้สึกว่านอนอิ่มเต็มที่และไม่มีอาการง่วงนอนเลย
แสดงว่าเขานอนไปไม่น้อยเลยทีเดียว
และที่สำคัญคือ เขาต้องไปที่บ้านของหวังเหล่าซีเพื่อนำของบางส่วนไปจัดการที่ในเมือง
หวังชิงซงคลำหาไม้ขีดไฟที่ปู่สามให้ไว้ในกระเป๋า แล้วจุดมันขึ้นมา
จากนั้นเขาก็รีบลงจากเตียงไปจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดให้สว่าง
ท่ามกลางความมืด เขาไม่รู้ว่าตัวเองใส่รองเท้าของใคร มันดูจะเล็กไปสักหน่อย
พอจุดตะเกียงเสร็จ เขาก็สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ใส่รองเท้าของเสี่ยวม่ายเดินไปที่หน้าเตาไฟในโถงกลาง เพื่อไปเอารองเท้านวมของตัวเองที่ผิงไฟไว้
เขาลองเอามือคลำดูข้างใน
แห้งสนิทแล้ว
พอกลับเข้ามาข้างในห้อง ก็เห็นแม่ม่ายเฝิงกำลังค้นหาของบางอย่างอยู่ใต้หีบใบใหญ่
เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา เธอจึงถามว่า "รองเท้าแห้งหรือยังจ๊ะ?"
"แห้งแล้วครับ!!"
หวังชิงซงพูดไปพลางค้นหาของในห่อผ้าของตัวเอง แล้วหยิบถุงเท้าผ้าที่สะอาดออกมาคู่หนึ่ง
เขาเริ่มสวมมันทันที
แม่ม่ายเฝิงเห็นดังนั้นก็ล้มตัวลงนอนต่อ เพราะอากาศมันหนาวเหลือเกิน
รอจนเขาสวมรองเท้าเสร็จ เธอจึงยื่นเงินส่งให้ "เอ้า เงินอยู่ที่นี่จ้ะ"
หวังชิงซงสวมรองเท้าเสร็จก็ย่ำเท้าเบาๆ ก่อนจะรับเงินมา
เขาลองเปิดดู
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจคนนะ แต่ถ้าเงินไม่พอกระเป๋ารถเมล์คงไม่ยอมให้เขาขึ้นรถแน่ๆ!
มีธนบัตรใบละหนึ่งเหมาหนึ่งใบ ใบละสองเหมาหนึ่งใบ และใบละหนึ่งเฟินอีกสองใบ ถูกห่อไว้อย่างดีในผ้าเช็ดหน้า
"น้าครับ เรียบร้อยครับ แค่นี้ก็พอค่ารถไปหาพี่รองแล้วครับ"
พูดจบเขาก็ยิ้มร่าเก็บเงินไว้อย่างดี
พอเก็บเงินเสร็จ เขาก็มองสำรวจไปรอบๆ "น้าครับ ในบ้านพอจะมีถุงเสบียงที่สะอาดๆ ไหมครับ? ผมจะขอยืมไปใช้ในเมืองสักใบหนึ่งครับ!"
"อ้อ มีอยู่ในหีบน่ะ! วางอยู่ข้างๆ ไปหยิบเอาเองเลยจ้ะ"
แม่ม่ายเฝิงชี้ไปที่หีบไม้ตรงหัวเตียง
หวังชิงซงเดินไปเปิดหีบออก มองดูครู่เดียวก็เห็นของสีขาวเทาวางอยู่ ต้องเป็นใบนี้แน่ๆ
เขาหยิบออกมาเปิดดู ยืนยันว่าใช่แน่นอน
ของสิ่งนี้คือนับเป็นของดีเชียวละ คนในชนบทส่วนใหญ่ที่ได้มามักจะไม่เอามาใส่แป้งหรอก แต่จะเอามาทำเป็นผ้าปูเตียงแทน
เพราะมันทนทานมาก
ถุงเสบียงใบนี้ถูกซักจนสะอาดสะอ้าน
เขาไม่ได้มองดูของอย่างอื่นในหีบ แล้วปิดฝาลงทันที
ส่วนตู้เสื้อผ้าน่ะเหรอ อย่าหวังเลย คนในชนบทไม่มีใครใช้ตู้เสื้อผ้ากันหรอก ขนาดคนในเมืองส่วนใหญ่ยังใช้หีบไม้กันเลย
ตอนที่พี่ใหญ่แต่งงาน ของหมั้นก็คือหีบไม้สีแดงใบใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่เห่อมันมากเลยเชียวละ
เมื่อเตรียมของเสร็จ เขาก็ยิ้มบอก "น้าครับ งั้นผมไปก่อนนะครับ!"
"จ้ะ เดินทางปลอดภัยนะ!"
"ครับ ไม่เป็นไรครับ!"
หวังชิงซงรับคำ สวมหมวกและถุงมือไหมพรมที่ขาดเป็นรู แล้วเป่าตะเกียงน้ำมันก๊าดให้ดับลงก่อนจะเดินออกไป
(แกรก!)
เขาปิดประตูห้อง แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของหวังเหล่าซีทันที
พอออกมาข้างนอก เขาก็มองซ้ายมองขวาเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับหน่วยอาสาสมัครที่แอบอู้งานกลับมาจากการลาดตระเวน
อากาศหนาวจัดแบบนี้ใครจะอยากอยู่ข้างนอก คนที่ลาดตระเวนก็ต้องมีแอบอู้กันบ้าง
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคน เขาจึงก้มหน้าก้มตาเดินออกไปอย่างระมัดระวัง
ระหว่างที่เดิน เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น คิดว่าต้องหาวิธีรักษาโรคตาบอดกลางคืนนี่ให้ได้ ตอนนี้มีหิมะยังพอจะพอมองเห็นทางได้บ้าง
แต่ถ้าอีกสองสามวันหิมะละลาย ต่อให้มีแสงจันทร์ เขาก็คงไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด
ส่วนการใช้ไฟฉายหรือตะเกียงน่ะเหรอ ขืนใช้แล้วมีคนเห็นเข้า เรื่องคงได้แตกตื่นกันทั้งหมู่บ้านแน่ๆ
เขาเคยได้ยินคนในอำเภอบอกว่าให้กินสาหร่ายทะเล?
ในเมืองเหมือนจะมีขายนะ แต่ไม่รู้ว่าต้องใช้คูปองหรือเปล่า!
ท่ามกลางกระแสความคิด เขาก็เดินมาจนถึงลานบ้านของหวังเหล่าซี
เมื่อเข้ามาข้างใน เขายังไม่รีบร้อนไปหยิบของ แต่ยืนสงบนิ่งอยู่ที่ประตู คอยเงี่ยหูฟังและมองดูว่ามีใครแอบตามมาหรือไม่
สุดท้ายเมื่อมั่นใจว่าไม่มีใคร เขาจึงค่อยๆ วิ่งไปที่จุดซ่อนของ
เขาถอดถุงมือออกเพื่อป้องกันไม่ให้มันเปียก
แล้วใช้มือเปล่าเริ่มขุดลงไปทันที
ตอนที่ใช้พลั่วกลบหิมะมันยังดูร่วนซุยอยู่เลย แต่ตอนนี้พอจะใช้มือขุดมันกลับแข็งเป๊กเป็นก้อน
โชคดีที่เขาแค่ถมไว้หลวมๆ จึงขุดออกมาได้ไม่ยากนัก
(ฮ่า~~~)
พอขุดเสร็จ เขาก็เป่าลมร้อนใส่มือเพื่อให้มันคลายความหนาว เช็ดมือกับกางเกงแล้วสวมถุงมือกลับเข้าไป ก่อนจะเริ่มหยิบของออกมา
แป้งหมี่หนึ่งถุง
ไข่ไก่หนึ่งกล่อง และเนื้อสัตว์อีกไม่กี่จิน
เขาไม่กล้าเอาของไปเยอะเกินไป กลัวว่าระหว่างทางจะเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น
แต่แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น เพราะของที่เหลือยังเยอะเกินไป ถ้าวางไว้ที่นี่แล้วพรุ่งนี้คนมาซ่อมบ้านมาเห็นเข้าคงจะแย่แน่ๆ
โธ่เอ๊ย ถ้ามีที่ให้ซ่อนของได้มิดชิดกว่านี้ก็คงดีนะ!
ทันใดนั้น เขาก็ต้องชะงักไป
เขาตัดสินใจหยิบกระจกแปดเหลี่ยมออกมาจากกระเป๋า
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ เขาก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
เพราะเมื่อครู่นี้ ตอนที่เขานึกอยากจะมีที่ซ่อนของ เขาก็รู้สึกเหมือนจะสื่อสารกับกระจกแปดเหลี่ยมได้ เป็นความรู้สึกที่เบาบางมาก
ทว่าเมื่อเขาชูกระจกขึ้นมา เขาก็ต้องตกใจจนรีบเอามือปิดมันไว้ทันที
เขาพบว่าในความมืดมิด กระจกแปดเหลี่ยมกลับเปล่งแสงสีขาวออกมา เหมือนกับตอนกลางวันไม่มีผิด และเขาสามารถมองเห็นภาพของห้องฝั่งตรงข้ามได้ชัดเจน
แบบนี้มันจะแย่เอาได้นะ
เขารีบวิ่งกลับไปที่หน้าประตูรั้วทันที
เมื่อเห็นว่าแถวนั้นไม่มีคน เขาถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
พอกลับมา เขาก็จ้องมองกระจกแปดเหลี่ยมอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพึมพำว่า "เจ้าเนี่ยมันน่ากลัวจริงๆ จะซ่อนตัวให้ดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไง!"
จากนั้นเขาก็ปรายตามองของบนพื้น แล้วคิดในใจว่า "ถ้าของพวกนี้สามารถเอาไปไว้ที่ฝั่งโน้นได้ แล้วค่อยหยิบออกมาใช้ตอนต้องการคงจะดีไม่น้อยเลยนะ!"
เขาส่ายหัวเบาๆ สลัดความคิดที่ดูเป็นไปไม่ได้นั้นทิ้งไป
แล้วเก็บกระจกแปดเหลี่ยมลงกระเป๋าตามเดิม
เขาหยิบของบนพื้นขึ้นมา เตรียมจะหาที่ซ่อนใหม่
ในตอนนั้นเอง เขาก็ต้องชะงักไปอีกครั้ง เพราะความรู้สึกประหลาดนั้นกลับมาอีกแล้ว
มันให้ความรู้สึกเหมือนบอกให้เขาไม่ต้องต่อต้าน
เขาจึงลองปล่อยใจไปตามความรู้สึกนั้นโดยสัญชาตญาณ
(วูบ!)
ถุงเสบียงในมือพลันหายวับไปกับตา
"พระเจ้าช่วย!"
แม้จะมองเห็นไม่ชัดเจน แต่เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกตอนที่ของในมือหายไปอย่างชัดเจน!
เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันที
หวังชิงซงจ้องมองไปที่บ้านของหวังเหล่าซี ความหวาดกลัวที่เคยจางหายไปพลันหวนกลับมาอีกครั้ง
ตัวอะไรกันแน่ที่กินแป้งหมี่ถุงนั้นเข้าไป?
เขาลอบกลืนน้ำลาย รีบหยิบกระจกแปดเหลี่ยมออกมาดู เพราะเขารู้สึกว่ามันต้องเกี่ยวข้องกันแน่ๆ
ทันทีที่เห็นภาพในกระจก เขาก็ตกใจจนกระโดดตัวลอยแล้ววิ่งหนีออกไปข้างนอกทันที
เขาหยุดวิ่งเมื่อมาถึงที่ไกลๆ จากตัวบ้าน
แล้วเริ่มพิจารณากระจกแปดเหลี่ยมอย่างละเอียด
เพราะตอนนี้ภาพห้องฝั่งตรงข้ามในกระจกได้หายไปแล้ว เหลือเพียงภาพถุงเสบียงขนาดจิ๋วที่นอนนิ่งอยู่นในนั้น
หวังชิงซงพยายามข่มใจให้สงบสติอารมณ์
ในเมื่อเจอเรื่องประหลาดมาตั้งมากมายแล้ว เรื่องนี้ก็น่าจะพอรับไหว
เขาพยายามปลอบใจตัวเอง
จากนั้นเขาก็มองไปรอบๆ แล้วกระซิบถามเบาๆ "แก... แกคือตัวอะไรกันแน่? แล้วแป้งขาวของฉันล่ะ? แป้งขาวอยู่ที่ไหน? คืนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!!"
ในยามที่ชีวิตต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ความกลัวก็เริ่มจะไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกต่อไป
แป้งหมี่ถุงนั้นมันสำคัญต่อชีวิตเขามากจริงๆ
(วูบ!)
ทันใดนั้น ถุงเสบียงในกระจกก็หายวับไป และถุงเสบียงของจริงก็มาปรากฏอยู่บนพื้นข้างตัวเขาอย่างกะทันหัน
"ซี้ด!!"
สถานการณ์นี้ทำเอาเขาสะดุ้งสุดตัว
เขามองซ้ายมองขวาแล้วลอบกลืนน้ำลาย "คืนมาให้จริงๆ ด้วย! ขอบใจมากนะ!"
เขายังไม่กล้าขยับตัว พยายามสงบอารมณ์อยู่ตรงนั้น นี่เขาเจอผีหลอกจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?
คงไม่ใช่หรอก มั้งนะ
เขาพยายามให้กำลังใจตัวเองอยู่พักใหญ่จนเริ่มรู้สึกดีขึ้น จึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
เขามองดูถุงเสบียงบนพื้น เตรียมจะหยิบมันขึ้นมา
แต่แล้วมือเขาก็ชะงักไป
"ถุงจักรวาลรุ่ยอี้?"
ภาพในสมองของเขานึกถึงหนังสือภาพไซอิ๋วที่เขาเคยเห็นในตัวอำเภอ
ข้างในนั้นมีพระสังกัจจายน์ที่มีถุงวิเศษเอาไว้เก็บของได้ทุกอย่าง
ว่ากันว่ามันมีพลังที่น่าอัศจรรย์ ภายในมีพื้นที่ที่แปลกประหลาด กว้างขวางจนสามารถบรรจุได้ทั้งฟ้าและดิน ในถุงมีสิ่งของสารพัดอย่างและไม่มีวันหมดสิ้น
เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในหมู่บ้านที่เคยอ่านไซอิ๋ว
เขามองดูถุงเสบียงแล้วพึมพำกับตัวเอง หรือว่ามันจะเหมือนกับของสิ่งนั้นจริงๆ?
เพราะมันช่างคล้ายกันเหลือเกิน
เขากระพริบตาปริบๆ เอามือจับถุงเสบียงไว้ แล้วลองตะโกนคำว่า "เก็บ!" ตามแบบในหนังสือ
สิ้นเสียงของเขา ความรู้สึกเดิมก็กลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้เขาไม่ได้ขัดขืน
ถุงเสบียงตรงหน้าพลันหายวับไปทันที
หวังชิงซงไม่ได้รู้สึกดีใจ แต่เขากลับมองไปรอบๆ รู้สึกเหมือนบรรยากาศมันดูเยือกเย็นพิกล
เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง แล้วหันมาสนใจที่กระจกแปดเหลี่ยมแทน
ในเมื่อเก็บได้ ก็ต้องปล่อยออกมาได้สิ
"ปล่อย!"
พอเขาสั่ง ของก็ถูกปล่อยออกมาเหมือนที่เขาคิดไว้จริงๆ
ความรู้สึกเยือกเย็นเมื่อครู่มลายหายไปทันที
หวังชิงซงรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างที่สุด ความรู้สึกเป็นสุขเอ่อล้นออกมา มีของแบบนี้อยู่บนโลกจริงๆ ด้วย!
"หรือว่าในโลกนี้จะมีเทพเจ้าจริงๆ?"
แต่แล้วเขาก็นึกถึงเรื่องที่ทำให้หนังหัวแทบระเบิด ในเมื่อมีเทพเจ้า ก็แสดงว่าต้องมีผีด้วยสิ?
คิดได้ดังนั้นเขาก็รีบมองซ้ายมองขวา
ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ทว่าในตอนนี้ ความตื่นเต้นมีมากกว่าความกลัวนัก
เขามองดูถุงเสบียงบนพื้น เอามือแตะลงไปแล้วตะโกนว่า "เก็บ!"
ของถูกเก็บเข้าไปตามเดิม
เมื่อยืนยันว่าใช้ได้ผล เขาก็รีบวิ่งกลับไปที่บ้านผีสิง เตรียมจะเอาของทั้งหมดใส่เข้าไปข้างใน จะได้ไม่ต้องคอยซ่อนของไปทั่วแบบนี้อีก!
เขาต้องรีบทำเวลาแล้ว
เพราะท้องฟ้าเริ่มจะสว่างขึ้นมาบ้างแล้ว อีกไม่นานคงจะเช้าเต็มตัว
พอเข้ามาถึง เขามองดูของที่กองอยู่บนพื้น แล้วขบคิดว่าต้องตะโกนสั่งทุกครั้งเลยหรือเปล่า?
เขาจำได้ว่าครั้งแรกเขาก็ไม่ได้ตะโกนสั่งนี่นา!
จากนั้นเขาก็ลองนึกสั่งในใจดู
และเป็นไปตามคาด ของถูกเก็บเข้าไปทันที
แต่เขาก็ยังไม่รีบร้อน เขาพยายามทดลองซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง จนมั่นใจว่าสามารถเก็บของและนำของออกมาได้ตามต้องการจริงๆ เขาถึงได้เบาใจลง
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว เขาก็รีบเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านทันที
ส่วนเรื่องจะข้ามไปโลกฝั่งโน้นเมื่อไหร่ เขาตั้งใจว่าจะกลับมาลองดูหลังจากทำธุระเสร็จแล้ว
ข้ามไปตอนนี้ด้วยมือเปล่าก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ความจริงเขาก็ไม่กล้าบอกหรอกว่า หลังจากความตื่นเต้นจางหายไป พอเห็นห้องนี้เขาก็ยังรู้สึกขนลุกอยู่ดี เลยตั้งใจว่าจะรอให้กลางวันแสกๆ ค่อยกลับมาศึกษาอีกที
ในเมื่อไม่มีเสี่ยวม่ายและแม่ม่ายเฝิงประกอบกับเมื่อวานกินมาจนอิ่มแปล้ พละกำลังเขาจึงล้นเหลือและเดินได้เร็วมาก
ระยะทางสองสามลี้ เขาใช้เวลาเพียงสิบกว่านาทีก็ถึงจุดหมาย
ทว่าระหว่างทาง เขาก็ยังคงทดลองเอาของเข้าๆ ออกๆ ไม่หยุด เพราะกลัวว่าของชิ้นนี้จะเสียขึ้นมา เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ ว่าเขามีความสุขแค่ไหน
ในตอนนั้นเองเขายังไม่สังเกตเห็นเลยว่า ใบหน้าเล็กๆ ของเขาแดงก่ำไปด้วยความตื่นเต้น
(จบแล้ว)