- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 40 - พี่น้องแตกหัก
บทที่ 40 - พี่น้องแตกหัก
บทที่ 40 - พี่น้องแตกหัก
บทที่ 40 - พี่น้องแตกหัก
"เจ้าคือผู้ถือครองดาบคนใหม่ของข้าอย่างนั้นหรือ?" เสียงแหบพร่าบาดหูดังขึ้นข้างหูของผังปิน
"ผู้ใดกัน?"
เฉินฮ่าวเอ่ยตอบ "ข้าคือจิตวิญญาณแห่งดาบ เจ้าสามารถสื่อสารกับข้าผ่านทางความคิดได้ ข้าขอแนะนำให้เจ้าอย่าพูดเสียงดังไปนัก!"
"ลูกพี่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?"
เย่เต๋อชางและตู้อี้ข่ายหยุดฝีเท้าก่อนจะมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง
ผังปินแสร้งทำเป็นกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนจะเอ่ย "ไม่มีอันใดหรอก ข้าคงจะระแวงไปเอง"
เย่เต๋อชางบ่นอุบอิบ "ข้าก็บอกแล้วไงว่าลูกพี่น่ะระแวดระวังตัวเกินไป"
"ระมัดระวังไว้ก่อนย่อมปลอดภัยเสมอ!" ผังปินเอ่ยกลั้วหัวเราะ "พวกเราเดินทางกันต่อเถิด!"
ระหว่างที่ทั้งสามเดินทาง ผังปินก็แอบสื่อสารกับเฉินฮ่าวอย่างแนบเนียน
"เจ้าคือจิตวิญญาณแห่งดาบมารงั้นหรือ?"
"ถูกต้อง ข้าคือจิตวิญญาณแห่งดาบมารโลหิตชาด ในฐานะผู้ถือครองดาบ เจ้ามีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้ถึงอานุภาพของดาบเล่มนี้!"
แน่นอนว่าเฉินฮ่าวไม่มีทางเปิดเผยความสามารถทั้งหมดของดาบมารโลหิตชาดให้ผังปินล่วงรู้
อย่างเช่นพรสวรรค์สังหารนาย รัศมีหายนะ หายนะบังเกิด และมรดกสังหารนาย ทักษะเหล่านี้เขาปิดบังไว้จนหมดสิ้น ส่วนทักษะวิวัฒนาการแห่งการสังหาร เขาก็ไม่ได้บอกอัตราการตอบแทนที่แน่ชัดให้ผังปินทราบ เพื่อความสะดวกในการหลอกใช้ในภายภาคหน้า
ทว่าเพียงแค่ความสามารถที่เปิดเผยออกมา ก็ทำให้ผังปินถึงกับสูดลมหายใจหนาวเหน็บด้วยความตกตะลึงแล้ว!
"สามารถวิวัฒนาการตนเองได้อย่างต่อเนื่องผ่านการเข่นฆ่า สามารถยกระดับพลังฝีมือให้ผู้ถือครองดาบได้โดยตรง ก้าวข้ามขีดจำกัดของรากฐานปราณ ยิ่งฆ่าก็ยิ่งแข็งแกร่ง ประหยัดทรัพยากรการฝึกฝนไปได้ตั้งมากมายก่ายกอง!"
"ถึงขนาดยกระดับรากฐานปราณและพรสวรรค์ในการหยั่งรู้ของผู้ถือครองดาบได้โดยตรงเชียวหรือ... นี่มันฝืนลิขิตฟ้าเกินไปแล้ว!"
"บทเพลงไว้อาลัยครั้งสุดท้าย... ที่แท้ในวาระสุดท้ายฟู่หย่วนหมิงก็ใช้กระบวนท่านี้สินะ ข้อเสียคือต้องแลกด้วยราคาที่แสนแพงเหลือเกิน!"
ผังปินดูราวกับคนบ้านนอกเข้ากรุงที่ไม่เคยพบเคยเห็นสิ่งใดมาก่อน เขาจ้องมองความสามารถของดาบมารโลหิตชาดด้วยดวงตาที่เป็นประกาย แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความละโมบ!
"ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดฟู่หย่วนหมิงถึงสามารถก้าวกระโดดจากไอ้มดปลวกระดับรวบรวมปราณขึ้นเป็นยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดได้"
จากนั้นเขาก็เอ่ยวิจารณ์ต่อว่า "แต่ทว่า มีอาวุธเทวะอยู่ในมือแท้ๆ ฟู่หย่วนหมิงกลับต้องมาตายอยู่ที่เมืองศิลาเหล็ก ช่างไร้ค่ายิ่งนัก!"
"ตอนที่ฟู่หย่วนหมิงได้ข้าไป เขาปรารถนาเพียงจะเป็นเพชฌฆาตธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น!" เฉินฮ่าวอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ "หลังจากที่เขาสูญเสียภรรยาและลูกชายไป ในใจเขาก็มีความคิดที่จะตายตามไปอยู่แล้ว"
"การฆ่าฟันและการถูกฆ่า คือสัจธรรมนิรันดร์ของโลกใบนี้!" ผังปินเอ่ยกับเฉินฮ่าว "มีโอกาสที่จะได้เป็นผู้แข็งแกร่งแท้ๆ กลับเลือกที่จะยอมแพ้ เจ้านั่นช่างโง่เขลาและไร้ค่าจริงๆ สมควรแล้วที่ลูกเมียต้องถูกฆ่าตาย"
เฉินฮ่าวกระตุกมุมปาก เขารู้สึกประทับใจในตัวฟู่หย่วนหมิงอยู่ไม่น้อย ฟู่หย่วนหมิงไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว
การที่ฟู่หย่วนหมิงเลือกที่จะยอมรับความตาย นั่นเป็นทางเลือกของเขาเอง
เฉินฮ่าวเคารพการตัดสินใจของเขา!
"ข้าคิดว่า ในฐานะผู้ถือครองดาบของข้า เจ้าคงจะไม่ขี้ขลาดเช่นนั้นกระมัง?"
เมื่อได้ครอบครองดาบมารโลหิตชาด ผังปินก็ฮึกเหิมลำพองใจ "ย่อมไม่เป็นเช่นนั้น ข้าจะทำให้ชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมของข้าขจรขจายไปทั่วทั้งแผ่นดิน!"
เฉินฮ่าวหัวเราะร่วน "เช่นนั้นก็ดี ข้ายังคงวิวัฒนาการต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง ทุกครั้งที่วิวัฒนาการ พลังของข้าก็จะเพิ่มพูนขึ้น หากโชคดี อาจจะช่วยเพิ่มรากฐานปราณและพรสวรรค์ในการหยั่งรู้ให้เจ้าได้อีกด้วย!"
"จริงหรือ?" แววตาของผังปินเต็มไปด้วยความเร่าร้อน
"ย่อมเป็นความจริง ขอเพียงข้าได้วิวัฒนาการ ข้าก็จะมีทักษะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เมื่อก่อนข้าก็ไม่มีทักษะตอบแทนการสังหารหรอก เพิ่งจะมีก็ตอนที่เลื่อนระดับสำเร็จนี่แหละ ในภายภาคหน้าอาจจะมีทักษะที่ร้ายกาจกว่านี้ปรากฏขึ้นอีกก็เป็นได้!"
ผังปินไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเอ่ยแล้ว
มีดาบวิเศษที่ฝืนลิขิตฟ้าเช่นนี้อยู่ในมือ การจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ในเขตทรายขาว แคว้นหนานอวิ๋น ภูมิภาคตอนใต้ หรือแม้กระทั่งทั่วทั้งทวีปก็คงไม่ใช่เพียงแค่ความฝันอีกต่อไป!
"แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าจำต้องบอกเจ้า"
"เรื่องอันใดหรือ?" ผังปินเอ่ยถาม
"ดาบมารโลหิตชาดสามารถยอมรับผู้ถือครองดาบได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าผู้ถือครองดาบคนเดิมจะตกตายไป มิเช่นนั้นข้าจะไม่มีวันยอมรับผู้ถือครองคนอื่นเด็ดขาด"
"..."
ผังปินเหลือบมองพี่น้องทั้งสองคนที่เดินตามหลังมาติดๆ ด้วยหางตา
เขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกเดินไปทางใด
อานุภาพของดาบมารโลหิตชาดนั้นเหนือความคาดหมายของผังปินไปไกลโข
เหตุใดทั้งสามคนถึงได้มารวมตัวกัน นอกจากความผูกพันฉันพี่น้องแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเฒ่าปีศาจแม่น้ำแดงผู้เป็นอาจารย์เคยถ่ายทอด "ค่ายกลสามสังหารโลหิต" ให้แก่พวกเขา!
อานุภาพของค่ายกลสามสังหารโลหิตนั้นร้ายกาจหาใดเปรียบ ในอดีตตอนที่พวกเขายังอยู่เพียงระดับปราณแท้จริงขั้นต้น พวกเขาก็เคยอาศัยค่ายกลนี้สังหารยอดฝีมือระดับปราณแท้จริงขั้นปลายมาแล้ว
และพวกเขาก็อาศัยค่ายกลสามสังหารโลหิตนี่แหละ ในการสังหารเฒ่าปีศาจแม่น้ำแดงที่กำลังบาดเจ็บสาหัส!
ทว่าบัดนี้ ผังปินได้ครอบครองดาบมารโลหิตชาดแล้ว พี่น้องทั้งสามย่อมต้องแตกหักกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
พลบค่ำ ทั้งสามก็หยุดพักการเดินทาง
ผู้ฝึกยุทธ์ต้องกินนอนกลางดินกินกลางทรายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะผู้ฝึกยุทธ์พเนจรไร้สังกัดเช่นพวกเขา
กลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นลอยโชยมาจากกองไฟที่กำลังลุกโชน
ผังปินปลดน้ำเต้าสุราข้างเอวออกมายกดื่มอึกหนึ่ง
สุรานี้คือสุราบาดคออันเลื่องชื่อของเขตทรายขาว ขึ้นชื่อเรื่องความเผ็ดร้อนรุนแรง ยามน้ำสุราไหลผ่านลำคอจะรู้สึกราวกับถูกมีดบาด แต่เมื่อตกถึงกระเพาะกลับทิ้งรสชาติหวานชุ่มคอไว้ในปาก ช่างเป็นรสสัมผัสที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
กลิ่นสุราหอมหวนยั่วน้ำลายลอยคลุ้งไปในอากาศ
เย่เต๋อชางลอบกลืนน้ำลาย ความอยากสุราพุ่งปรี๊ด เขาล้วงน้ำเต้าสุราของตนเองออกมา
ทว่าน้ำเต้ากลับว่างเปล่า เขาเลียริมฝีปาก พลิกน้ำเต้าคว่ำลงแล้วเขย่าอย่างแรง ครู่ใหญ่จึงจะมีสุราหยดหนึ่งไหลลงมาจากปากน้ำเต้า เขารีบอ้าปากรับไว้ทันที
สุราเพียงหยดเดียวย่อมไม่อาจดับความอยากได้ หนำซ้ำยังไปปลุกเร้าปีศาจสุราในท้องให้ยิ่งกำเริบหนักขึ้นไปอีก
"ลูกพี่ ขอดื่มสักอึกเถิด!"
เย่เต๋อชางทำหน้าหนาเอ่ยขอร้อง "ลูกพี่ ขอดื่มสักอึกเถิดนะ!"
"เจ้าซื้อมาตั้งเยอะแยะไม่ใช่หรือ? ข้ามีเหลือแค่น้ำเต้าเดียวเองนะ!" ผังปินเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
"ลูกพี่ก็รู้ว่าข้าชอบดื่มสุราที่สุด สุราพวกนั้นข้าดื่มจนหมดเกลี้ยงแล้ว เดิมทีกะว่าจะไปซื้อที่เมืองศิลาเหล็ก แต่เพื่อแย่งชิงดาบเล่มนั้น พวกเราจึงต้องรีบออกเดินทาง เลยซื้อไม่ทันน่ะสิ!"
ผังปินทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างเสียดาย "เจ้าก็รู้ว่าข้าชอบสุราชนิดนี้มาก เจ้าจิบได้แค่คำเล็กๆ คำเดียวเท่านั้นนะ!"
"ลูกพี่ก็รู้ใจข้าดีนี่ บอกว่าคำเล็กก็ต้องคำเล็กสิ"
"เพราะรู้ใจเจ้าน่ะสิ ข้าถึงไม่เชื่อใจเจ้า คราวก่อนก็ตกลงกันว่าคำเล็กๆ แต่เจ้าเล่นซดเสียหมดเกลี้ยง!"
เย่เต๋อชางคว้าน้ำเต้าสุรามาจากมือผังปินพลางหัวเราะร่วน "วางใจเถอะน่าลูกพี่ ไปถึงเมืองอวิ๋นเฮ่อเมื่อใด ข้าจะเลี้ยงลูกพี่ไปเที่ยวหาแม่นางที่งดงามที่สุดในหอคณิกาเซียงหม่านเป็นการตอบแทนเลย!"
เย่เต๋อชางยกน้ำเต้าสุราขึ้นกรอกใส่ปาก ดื่มอึกๆ อย่างตะกละตะกลาม
ผังปินหรี่ตาลง ปรายตามองตู้อี้ข่ายที่กำลังตั้งอกตั้งใจย่างเนื้ออยู่ไม่ไกลนัก เขาค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้น แล้วเดินตรงเข้าไปหาตู้อี้ข่าย
เขาขยับนิ้วเล็กน้อย กำหมัดแน่น ก่อนจะซัดหมัดพุ่งตรงเข้าใส่กลางหลังของตู้อี้ข่าย!
โดนแล้ว!
การโจมตีปลิดชีพในหมัดเดียว!
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ตู้อี้ข่ายกลับราวกับมีตาดำงอกอยู่กลางหลัง
เขาขยับตัววูบเดียวก็หายวับไปจากจุดเดิม
ตูมมม เศษดินกระจายว่อน พื้นดินแตกออกเป็นหลุมลึก
"เกิดอันใดขึ้นหรือ?" เย่เต๋อชางลดน้ำเต้าสุราลงแล้วเอ่ยถามด้วยความงุนงง
ตู้อี้ข่ายยืนอยู่ห่างออกไป มือกระชับดาบยาวไว้แน่นพลางเอ่ย "จะเกิดอันใดขึ้นอีกล่ะ ก็ลูกพี่คิดจะฮุบดาบมารไว้คนเดียวอย่างไรเล่า!"
"ลูกพี่น่ะหรือ?" เย่เต๋อชางเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ "ลูกพี่ พวกเราล้วนเป็นพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา แค่เพื่อดาบเล่มเดียวเอง พวกเราผลัดกันใช้ก็ได้นี่นา หากลูกพี่ไม่พอใจ ลูกพี่จะใช้ให้นานกว่าพวกเราก็ได้ อย่างไรเสียลูกพี่ก็เป็นพี่ใหญ่ของพวกเราอยู่แล้ว"
"พวกเราทำเหมือนไม่มีอันใดเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ดีหรือไม่?"
ตู้อี้ข่ายแค่นเสียงหยัน "ไอ้หน้าโง่ ข้าเดาว่าลูกพี่คงลงมือกับเจ้าไปเรียบร้อยแล้วล่ะ มิเช่นนั้นเขาคงไม่หันมาโจมตีข้าก่อนหรอก เขากลัวว่าพวกเราจะร่วมมือกันจัดการเขาน่ะสิ อีกอย่าง การจัดการกับเจ้าย่อมง่ายดายกว่าจัดการกับข้าตั้งเยอะ!"
เย่เต๋อชางหัวเราะร่า "จะเป็นไปได้อย่างไร สุรานี่ลูกพี่ก็เพิ่งดื่มไปหมาดๆ นะ!"
ทว่าสิ้นเสียงของเขา เย่เต๋อชางก็พลันงอตัวลง สองมือกุมท้องแน่น ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นกระอักเลือดสีดำคำโต แล้วล้มคว่ำหน้าลงกับพื้น