- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 38 - หนีไปให้ไกลแสนไกล
บทที่ 38 - หนีไปให้ไกลแสนไกล
บทที่ 38 - หนีไปให้ไกลแสนไกล
บทที่ 38 - หนีไปให้ไกลแสนไกล
"เจ้ายินยอมที่จะเป็นเพียงคนธรรมดาอย่างนั้นหรือ?" เฉินฮ่าวเอ่ยเสียงต่ำ "ลองคิดดูสิ เจ้าไม่ได้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ ทั้งยังไม่ได้มีชาติตระกูลยิ่งใหญ่ ชาตินี้ของเจ้าเกรงว่าคงหยุดอยู่แค่ระดับรวบรวมปราณเท่านั้น!"
เมื่อเห็นจ้าวซานคุนไม่ตอบ เฉินฮ่าวก็กล่าวต่อ "หญิงสาวที่ชื่อสวีเมิ่งเสวี่ยที่เจ้าแอบชอบพอ นางคงจะเก่งกาจหรือว่างดงามมากสินะ? หากเจ้าไม่มีพลังฝีมือที่เหนือกว่าผู้อื่น เจ้าก็คงทำได้เพียงเบิกตามองนางแต่งงานออกเรือนไปกับชายอื่น ไปให้กำเนิดบุตรแก่ชายหนุ่มผู้โชคดีคนนั้น... เจ้าเห็นสภาพอันน่าอเนจอนาถของเมืองศิลาเหล็กในยามนี้หรือไม่? บางทีเจ้าอาจจะยังนึกภาพไม่ออก ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่า ภายในช่วงครึ่งเดือนมานี้ มีคนในเมืองศิลาเหล็กตายไปแล้วนับหมื่นคน ในจำนวนนั้นมีขุมกำลังชั้นแนวหน้าอย่างสามตระกูลใหญ่และสองพรรคใหญ่รวมอยู่ด้วย การที่เจ้าสามารถรอดชีวิตมาได้โดยไม่กลายเป็นศพไปเสียก่อน นั่นนับเป็นความโชคดีของเจ้าแล้ว!"
"แต่เจ้าชอบความโชคดีเช่นนี้หรือ? พวกเจ้าเป็นเพียงแค่มดปลวกที่เสี่ยวฟู่บังเอิญปล่อยปละละเว้นไปก็เท่านั้น!"
"มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะสามารถกุมชะตาชีวิตของตนเอง และบงการชะตาชีวิตของผู้อื่นได้!" เฉินฮ่าวเอ่ยล่อลวง "ขอเพียงเจ้ากลายเป็นผู้แข็งแกร่ง เจ้าก็จะสามารถปกป้องครอบครัวของเจ้าได้ ทำให้พวกเขามีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น ขอเพียงเจ้าเป็นผู้แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นสวีเมิ่งเสวี่ย จางเมิ่งเสวี่ย หรือหลี่เมิ่งเสวี่ย จะสิบคนหรือแปดคนก็ไม่ใช่ปัญหา พวกนางจะร้องห่มร้องไห้กราบกรานขอร้องให้เจ้าแต่งงานด้วยซ้ำไป!"
"แต่ว่า..."
จ้าวซานคุนยังคงลังเล
"ไม่มีคำว่าแต่ ข้าขอสั่งเจ้าเดี๋ยวนี้ ให้ออกไปจากเมืองนี้ทันที ออกไปจากที่นี่เสีย มิเช่นนั้นเจ้าก็จงไปตายเสียเถิด!" เฉินฮ่าวหมดความอดทนแล้ว เขาไม่อยากจะพูดพร่ำทำเพลงให้มากความอีกต่อไป สวรรค์ย่อมรู้ดีว่าในฐานะผู้ถือครองดาบคนแรกที่ยอมพูดคุยกับเขา เขาดีต่อจ้าวซานคุนมากเพียงใดแล้ว "กลับบ้านแล้วตายทันที หรือหนีออกจากเมืองแล้วข้าจะคอยช่วยเหลือเจ้าต่อไป เลือกมาสักทาง!"
ใบหน้าของจ้าวซานคุนซีดเผือด "ข้า..."
"ทางเลือกที่หนึ่ง กลับบ้านแล้วตายทันที ถือเสียว่าใบไม้ร่วงหล่นคืนสู่ราก ทางเลือกที่สอง หนีออกจากเมืองศิลาเหล็ก ไปให้ไกลแสนไกล รอจนกว่าจะกลายเป็นยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดแล้วค่อยกลับมาอย่างสง่าผ่าเผย... เจ้าต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ ข้าจะนับถึงสาม หากเจ้าไม่พูด ข้าจะถือว่าเจ้าเลือกที่จะไปตาย 3 2..."
"ข้าไม่อยากตาย!"
จ้าวซานคุนตะโกนลั่น
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาหลายคนมองจ้าวซานคุนด้วยสายตาแปลกประหลาด
ราวกับกำลังมองคนบ้า
"เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด!" เฉินฮ่าวเอ่ยชมเชย "แล้วยังจะรอสิ่งใดอยู่อีก วิ่งไปที่ประตูเมืองที่ใกล้ที่สุดเดี๋ยวนี้เลย!"
"ขอรับท่านโลหิตชาด!"
จ้าวซานคุนวิ่งสุดฝีเท้า สองข้างทางมีร้านค้าและบ้านเรือนนับไม่ถ้วนพาดผ่านสายตา
เขาวิ่งไปวิ่งมา ขอบตาก็เริ่มร้อนผ่าว
หลังจากวิ่งมาสิบกว่านาที เขาก็ทะลุออกนอกประตูเมือง
เขาหันกลับไปมองประตูเมือง น้ำตาก็ร่วงหล่นลงมา
เฉินฮ่าวเอ่ยจากในดาบ "ไอ้หนู ทางนี้เจ้าเป็นคนเลือกเอง ต่อให้ต้องคลานคุกเข่าก็ต้องเดินไปให้สุดทาง เจ้าจะมาโทษข้าไม่ได้นะ!"
จ้าวซานคุนก้มหน้าไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ทำเพียงมุ่งหน้าเดินทางต่อไปอย่างสุดกำลัง
พูดตามตรง ในใจเขารู้สึกเสียใจอยู่บ้างแล้ว!
เฉินฮ่าวเอ่ยเตือน "ใช้ทางลัดสิไอ้ทึ่ม อย่าเดินบนถนนใหญ่!"
การเดินทางครั้งนี้ดำเนินไปเป็นเวลาครึ่งค่อนวัน
จ้าวซานคุนหยุดฝีเท้า ทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหิน ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
มีแต่เส้นทางภูเขากับทางสายเล็กๆ ภายใต้การเร่งเร้าของเฉินฮ่าว เขาต้องเดินทางอย่างไม่คิดชีวิตจนสูญเสียเรี่ยวแรงไปมหาศาล ทั้งกระหายน้ำ ทั้งเหนื่อยล้า ทั้งหิวโหย!
"เอาล่ะ ไปหาอะไรกินเสียหน่อยเถิด!"
ต่อให้จ้าวซานคุนจะไร้ฝีมือเพียงใด เขาก็ยังเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ ไม่นานเขาก็จับกระต่ายอ้วนพีมาได้หนึ่งตัว
เมื่อเห็นเขาเอาแต่จ้องมองกระต่ายอย่างเหม่อลอย เฉินฮ่าวก็เอ่ยถาม "มัวเหม่ออันใดอยู่ จัดการแล้วเอามาย่างกินสิ!"
"จะกินอย่างไรเล่าขอรับ?"
เฉินฮ่าวเอ่ยอย่างเป็นเรื่องปกติ "ก็ต้องย่างกินสิ!"
"แต่ข้าไม่ได้พกหินจุดไฟมาด้วยนี่ขอรับ!"
"ก็ปั่นไม้จุดไฟสิ!"
จ้าวซานคุนเอ่ยถาม "ปั่นอย่างไรหรือขอรับ?"
ถึงตอนนี้เฉินฮ่าวจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า อีกฝ่ายคือมือใหม่หัดเอาชีวิตรอดในป่า
เขาโมโหจนอยากจะปล่อยให้จ้าวซานคุนตายไปตามยถากรรมเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
การปั่นไม้จุดไฟ หากเป็นบนโลกใบเก่า คนธรรมดาที่ไม่มีประสบการณ์จะจุดไฟให้ติดได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่สำหรับที่นี่ มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก
ต่อให้จ้าวซานคุนจะไร้ฝีมืออย่างไรก็ยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ภายใต้การสั่งสอนของเฉินฮ่าว เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถทำได้สำเร็จจริงๆ
ทว่าต่อให้เขาก่อกองไฟได้สำเร็จ เนื้อที่ย่างออกมาก็ดูไม่จืดเอาเสียเลย
ครึ่งหนึ่งไหม้เกรียม อีกครึ่งหนึ่งก็สุกๆ ดิบๆ
เขาจำต้องฝืนกินประทังชีวิตไปก่อน
"กินอิ่มแล้วก็รีบเดินทางต่อ"
"ท่านโลหิตชาด ข้าวิ่งมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว คงไม่มีใครตามมาทันแล้วกระมังขอรับ!"
จ้าวซานคุนเหนื่อยจนไม่อยากจะขยับตัวแล้ว
"เจ้าจงเชื่อฟังคำพูดข้าเถิด! หรือจะต้องให้ข้าออกคำสั่งกับเจ้า?"
จ้าวซานคุนจำใจต้องวิ่งต่อไปอีกกว่าครึ่งชั่วยามอย่างไม่เต็มใจนัก จู่ๆ เขาก็หยุดชะงักลง
"เป็นอันใดไป?" เฉินฮ่าวเอ่ยถาม
จ้าวซานคุนเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม "ข้าไม่รู้ว่าควรจะมุ่งหน้าไปทางทิศใดดีขอรับ"
"เจ้า... หลงทางอย่างนั้นหรือ?" เฉินฮ่าวเอ่ยถามหยั่งเชิง
"น่าจะเป็นเช่นนั้นขอรับ เมื่อก่อนข้าไม่เคยออกนอกเมืองศิลาเหล็กเลย" จ้าวซานคุนมองดูป่าทึบเบื้องหน้า "ท่านโลหิตชาด ท่านพอจะรู้ทิศทางหรือไม่ขอรับ?"
เฉินฮ่าวในดาบนิ่งเงียบไป
เขาจะบอกได้อย่างไรว่าเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน?
ย่อมบอกไม่ได้เด็ดขาด!
ท่านโลหิตชาดก็ต้องรักษาหน้าตาเอาไว้บ้างสิ!
ท่านโลหิตชาดผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน!
เขาพยายามนึกทบทวนความรู้ที่เคยร่ำเรียนมาจากตำราในอดีตก่อนจะเอ่ยช้าๆ "เวลาหลงป่า อันดับแรกเจ้าต้องตั้งสติให้มั่น รักษาความคิดและการกระทำไม่ให้สับสนวุ่นวาย อาศัยความรู้หรือประสบการณ์ของตนเองในการแยกแยะทิศทาง สังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างละเอียด หรือใช้เครื่องมือช่วยในการหาทิศทางที่ถูกต้อง"
"ความรู้และประสบการณ์อันใดหรือขอรับ!" จ้าวซานคุนรู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้ฟังดูเลิศหรูแม้จะไม่เข้าใจก็ตาม
"ยามนี้เป็นเวลากลางวัน ไม่อาจอาศัยดวงดาวในการบอกทิศทางได้ ดวงอาทิตย์ก็อยู่ตรงศีรษะพอดี จึงใช้ไม่ได้เช่นกัน รอบตัวก็มีแต่ป่าทึบ กิ่งก้านสาขาก็ดูยากนัก เช่นนั้นเจ้าก็จงไปโค่นต้นไม้มาสักต้นแล้วสังเกตดูวงปีของมัน"
จ้าวซานคุนเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ดูอย่างไรหรือขอรับ?"
"อย่าเพิ่งถามมาก โค่นต้นไม้มาก่อน!"
เพียงสามดาบ จ้าวซานคุนก็โค่นต้นไม้ใหญ่ลงได้สำเร็จ
เฉินฮ่าวถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ "วงกลมซ้อนกันเป็นชั้นๆ บนตอไม้นั่นเรียกว่าวงปี วงปีฝั่งทิศใต้จะกว้างกว่าฝั่งทิศเหนือเสมอ ทีนี้เจ้ารู้หรือยังว่าทิศใดคือทิศใต้ ทิศใดคือทิศเหนือ?"
"อ้อ ท่านโลหิตชาดช่างเก่งกาจยิ่งนักขอรับ!"
เฉินฮ่าวเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ "แน่นอนอยู่แล้ว เจ้ามันก็แค่ไก่อ่อนตัวหนึ่ง คนตายที่ข้าเคยเห็นยังมีมากกว่าคนเป็นที่เจ้าเคยเจอเสียอีก ไปกันเถอะ!"
"แต่ว่า ข้าควรจะไปทางทิศใดดีเล่าขอรับ?"
"..." เฉินฮ่าวอยากจะตบกบาลไอ้เด็กนี่ให้ตายคามือจริงๆ ติดที่เขาไม่มีมือนี่สิ!
"ไปทางทิศใต้!"
"ขอรับ ข้าทราบแล้ว!"
ทิศใต้จริงหรือ?
อันที่จริงเฉินฮ่าวเองก็ไม่แน่ใจนัก
ตลอดทางมานี้ เขาไม่ได้สังเกตทิศทางเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมืองศิลาเหล็กตั้งอยู่ทิศใด
ทว่าการสุ่มเลือกทิศทางแล้ววิ่งไปให้สุด ย่อมดีกว่าการนั่งรอความตายอยู่กับที่เป็นไหนๆ!
การเดินทางมักจะน่าเบื่อหน่ายเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหนีตาย
เฉินฮ่าวพยายามจะปริปากพูดอยู่หลายครั้ง ทว่าเมื่อเห็นจ้าวซานคุนเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า เขาก็จำต้องข่มใจ เอาแต่เงียบไว้ไม่ปริปาก
เดินทางต่อไปได้อีกกว่าหนึ่งชั่วยาม จู่ๆ เฉินฮ่าวก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตอันเย็นเยียบสามสายอยู่บริเวณใกล้เคียง
เขารีบตวาดลั่น "หยุดเดี๋ยวนี้!"
"เกิดอันใดขึ้นหรือขอรับท่านโลหิตชาด?" จ้าวซานคุนหยุดฝีเท้าแล้วเอ่ยถามเสียงแผ่ว
"มีคนอยู่แถวนี้ และดูเหมือนจะมุ่งร้ายต่อเจ้า!"
"พวกเขาเก่งกาจหรือไม่ขอรับ?" จ้าวซานคุนมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดหวั่น ใบหน้าซีดเผือด สองมือกระชับดาบยาวไว้แน่น
สิ้นเสียงของเฉินฮ่าว ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น "ลูกพี่ ดูเหมือนพวกเราจะถูกจับได้เสียแล้ว!"
"น่าจะเป็นเช่นนั้น คงเป็นเพราะเจ้าสามลงเท้าหนักเกินไปแน่ๆ!"
จากนั้นก็มีเสียงที่สามเอ่ยโต้แย้ง "เกี่ยวอันใดกับข้า ข้าก็ระวังตัวเต็มที่แล้วนะ แต่ข้าว่า เจ้านี่มันก็แค่สวะระดับกระแสปราณคนหนึ่ง พวกเราจำเป็นต้องระมัดระวังตัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"
"พูดเช่นนั้นก็ไม่ถูก เจ้าคงไม่รู้สินะว่าไอ้บ้าฟู่หย่วนหมิงมันเก่งกาจเพียงใด ดาบเล่มนั้นมันมีอาถรรพ์นัก ข้าได้ยินมาว่าสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองศิลาเหล็กถูกล้างบางจนหมดสิ้นแล้ว!"
"แต่ข้ากลับรู้สึกสงสัยยิ่งนัก ในเมื่อมันอุตส่าห์หนีรอดออกมาจากเมืองศิลาเหล็กได้แล้ว เหตุใดถึงยังย้อนกลับมาอีก... แถมยังมาเจอพวกเราเข้าพอดีเสียด้วย!"
"หรือว่ามันจะหลงทาง?"
"ฮ่าฮ่า..."
"ฮ่าฮ่า... เป็นไปได้ทีเดียวเชียว หากเป็นเช่นนั้นจริงก็คงจะน่าขันตายชัก!"
"..."
จ้าวซานคุนเบือนหน้าไปมองดาบยาวในมือ
ส่วนเฉินฮ่าวนั้นหลับตาทำสมาธิ แสร้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
อืม... ตอนนี้เขาเป็นเพียงสิ่งของไร้ชีวิต พูดไม่ได้หรอกนะ