- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 31 - อาวุธวิญญาณแห่งวิถีมาร
บทที่ 31 - อาวุธวิญญาณแห่งวิถีมาร
บทที่ 31 - อาวุธวิญญาณแห่งวิถีมาร
บทที่ 31 - อาวุธวิญญาณแห่งวิถีมาร
ดาบมารกำลังจะวิวัฒนาการ!
เฉินฮ่าวที่อยู่ภายในดาบมารรู้สึกราวกับว่าร่างทั้งร่างกำลังล่องลอยขึ้นไป
ฟู่หย่วนหมิงตกอยู่ในอันตรายมิใช่ว่าเขาจะไม่รู้
พูดตามตรงเฉินฮ่าวเองก็เป็นห่วงฟู่หย่วนหมิงที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ไร้ทางรอด แม้พรสวรรค์ของเขาจะย่ำแย่ อายุอานามก็มากแล้ว ทว่าเขาคือผู้ถือครองดาบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาสิบคนที่ผ่านมา!
เฉินฮ่าวทำใจให้เขายอมตายไม่ได้
หากดาบมารเลื่อนระดับ อาจมีทักษะที่มีประโยชน์ปรากฏขึ้น เฉินฮ่าวอยากรู้ว่าจะมีหนทางใดช่วยให้ฟู่หย่วนหมิงหลุดพ้นจากวิกฤตนี้ได้หรือไม่
ดาบมารเริ่มร้อนจัด ไม่นานก็แดงฉานราวกับเหล็กประทับไฟร้อนระอุไปทั้งเล่ม
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์สิ้นหวัง ฟู่หย่วนหมิงที่เข้าสู่วิถีมารไปแล้วก็ยังไม่ยอมทิ้งดาบในมือ ในเวลานี้การละทิ้งอาวุธก็เท่ากับการยอมแพ้ที่จะต่อต้าน
เขาจะยอมจำนนเช่นนั้นหรือ?
ย่อมไม่ ผู้ที่เข้าสู่วิถีมารล้วนถูกครอบงำด้วยจิตสำนึกแห่งการเข่นฆ่าอันบ้าคลั่ง มีเพียงการทำลายล้างตัวเองอย่างบ้าคลั่งเท่านั้น ไม่มีคำว่ายอมแพ้อยู่ในหัว
ไม่นานนัก กลิ่นเนื้อไหม้ก็ลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ผู้ที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีประสาทสัมผัสเฉียบคม กลิ่นประหลาดนี้ย่อมปิดบังพวกเขาไม่ได้
ไม่ช้าสายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปยังดาบยาวในมือของฟู่หย่วนหมิง
สีแดงฉานดั่งเปลวเพลิงของดาบยาวนั้นดูโดดเด่นสะดุดตายิ่งนักในยามค่ำคืน
หากผู้ฝึกยุทธ์บำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาธาตุไฟ สีของปราณแท้จริงก็อาจเป็นสีแดงเพลิงได้
แต่ทว่าเท่าที่ทุกคนในที่นี้ทราบ ฟู่หย่วนหมิงใช้ปราณแท้จริงธาตุลมนี่นา
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือผู้มากประสบการณ์ พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่า จะมีผู้ฝึกยุทธ์ธาตุไฟคนใดสามารถแผดเผาตัวเองจนบาดเจ็บได้...
"ดาบยาวเล่มนั้นต้องมีสิ่งใดผิดปกติแน่!"
ทุกคนในที่นั้นแทบจะคิดตรงกันในเวลาเดียวกัน
"หลิวเจิ้นเจ๋อ สวีกว่างเทา พวกเราลงมือพร้อมกันเถอะ รีบจัดการให้จบสิ้น สังหารเขาซะแล้วข้าจะเลี้ยงเหล้าพวกเจ้าสักจอก!" ป๋ายอู๋โยวเอ่ยขึ้น
"ตกลง!"
"ไม่มีปัญหา ข้าเองก็ไม่อยากเสียเวลาเช่นกัน!"
ยอดฝีมือรุ่นใหญ่ระดับปราณแท้จริงขั้นปลายสามคน ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณแท้จริงขั้นต้นอีกสามคน พร้อมด้วยทหารรักษาเมืองกว่าพันนาย หากไม่อาจจัดการฟู่หย่วนหมิงได้ นั่นคงเป็นเรื่องน่าขบขันระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!
ดังนั้นผู้นำตระกูลทั้งสามจึงไม่ได้เห็นฟู่หย่วนหมิงอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ดาบมารยังคงร้อนระอุ กลิ่นเนื้อไหม้เกรียมน่าสะอิดสะเอียนลอยโชยมา
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ความไม่ยินยอมพร้อมใจเมื่อต้องเผชิญกับทางตัน และความหมกมุ่นในใจ ทำให้ฟู่หย่วนหมิงได้สติกลับคืนมาช่วงสั้นๆ
"เดี๋ยวก่อน ข้ามีเรื่องจะพูด!" เขาอ้าปากเปล่งเสียงแหบพร่า
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปาก ร่างของผู้นำตระกูลทั้งสามที่เตรียมจะลงมือก็ชะงักไปเล็กน้อย
"ข้าอยากรู้ว่า แท้จริงแล้วหมาป่าโลหิตอยู่ที่ใดกันแน่ เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลทั้งสามของพวกเจ้า หรือเกี่ยวข้องกับหลิวหย่งหมิงหรือไม่"
เมื่อได้ยินคำถามของฟู่หย่วนหมิง แววตาของหลิวหย่งหมิงก็ฉายแววตระหนก เขาแอบลอบมองป๋ายอู๋โยวอย่างแนบเนียน ก่อนจะรีบก้าวออกมากล่าวว่า "ท่านผู้นำตระกูลทั้งสาม ไม่ต้องไปสนใจไอ้บ้าคนนี้หรอกขอรับ มันเสียสติไปนานแล้ว มันทำชั่วมานับไม่ถ้วน สองมือเปื้อนเลือด ผู้บริสุทธิ์มากมายต้องตายด้วยน้ำมือของมัน ช่างเลวทรามต่ำช้านัก หมาป่าโลหิตตายไปตั้งนานแล้ว ก่อนตายมันยังพูดจาเหลวไหลให้ผู้คนหวาดกลัว ท่านผู้นำตระกูลทั้งสามอย่าได้เสียเวลาฟังคำไร้สาระของมันเลยขอรับ สังหารมันเสียเถิด เพื่อเป็นการให้คำตอบแก่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เหล่านั้น!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า..." ฟู่หย่วนหมิงหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ บ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ ดังก้องกังวานไปไกลแสนไกลในยามค่ำคืนนี้ "หลิวหย่งหมิง เจ้ากะจะทำให้ข้าหัวเราะจนตายหรืออย่างไร?"
ใบหน้าของหลิวหย่งหมิงเขียวปัดด้วยความโกรธ ทว่าเขากลับไม่กล้าผลีผลาม
เพราะผู้นำตระกูลทั้งสามยังไม่ขยับ
"หึหึ ใครในหมู่พวกเจ้าตอบคำถามของข้าได้ ข้าจะบอกความลับที่ทำให้พลังของข้าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นนี้ให้คนผู้นั้นฟัง!" ฟู่หย่วนหมิงยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีแดงฉานกวาดตามองทุกคนในที่นั้น
"เจ้าพูดจริงรึ?" สวีกว่างเทา ผู้นำตระกูลสวีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
แม้แต่ผู้นำตระกูลหลิวที่อยู่ด้านข้างก็ยังรู้สึกหวั่นไหว
เป็นความจริงที่ว่าเคล็ดวิชาวิถีมารนั้นลือชื่อเรื่องความเร็วในการฝึกฝน ทว่าความเร็วในการเลื่อนระดับของฟู่หย่วนหมิงนั้นกลับทำให้ผู้มากประสบการณ์อย่างพวกเขาต้องตื่นตะลึง!
ต่อให้ฟู่หย่วนหมิงจะฝึกฝนเคล็ดวิชาวิถีมาร แต่นั่นก็ต้องไม่ใช่เคล็ดวิชาธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน!
ระดับลี้ลับขั้นสูง... หรือว่าระดับดิน?
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ แม้แต่ในใจของป๋ายอู๋โยวก็ยังร้อนรุ่มขึ้นมา
"ทุกคนอย่าไปฟังมันขอรับ มันฝึกวิชาจนธาตุไฟแตกซ่านกลายเป็นมารไปแล้ว มันบ้าไปแล้ว กลายเป็นตัวประหลาดครึ่งคนครึ่งผี สูญเสียสติสัมปชัญญะไปโดยสมบูรณ์ เคล็ดวิชามารแบบนี้ต่อให้เอามาประเคนให้ข้า ข้าก็ไม่ชายตามองหรอก!" หลิวหย่งหมิงตะโกนเสียงดัง
"เพียงครึ่งเดือน ข้าเลื่อนระดับจากรวบรวมปราณขั้นปลายมาถึงระดับปราณแท้จริงขั้นกลาง... ขอเพียงพวกเจ้าให้เวลาข้าอีกสักนิด คืนนี้ข้าก็สามารถทะลวงระดับให้พวกเจ้าดูได้อีก!"
ผู้นำตระกูลทั้งสามถึงกับเบิกตาตากว้างอ้าปากค้าง หลิวหย่งหมิงเองก็ยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก! แม้แต่ทหารรักษาเมืองนับพันนายที่อยู่ด้านหลังเขาก็มองฟู่หย่วนหมิงด้วยสายตาร้อนแรง
มิใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ ความเร็วในการพัฒนาฝีมือของฟู่หย่วนหมิงนั้นเรียกได้ว่าเหนือจินตนาการ
แต่ก็ไม่มีใครรู้สถานการณ์การเลื่อนระดับของฟู่หย่วนหมิงได้ชัดเจนเท่าตัวเขาเอง
การเลื่อนระดับจากระดับทะเลปราณขั้นสูงสุดไปยังระดับปราณแท้จริงขั้นกลางในเวลาอันสั้น กับการเลื่อนระดับจากรวบรวมปราณไปยังระดับปราณแท้จริงขั้นกลางภายในครึ่งเดือน มันเป็นแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!
อย่างแรกเป็นแค่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่อย่างหลังเรียกได้ว่าเป็นการฝืนลิขิตฟ้าชัดๆ!
นัยน์ตาของผู้นำตระกูลทั้งสามเต็มเปี่ยมไปด้วยความละโมบ แม้แต่ป๋ายอู๋โยวก็ยังลอบกลืนน้ำลาย มีความรู้สึกอยากจะก้าวออกไปยอมรับว่าหมาป่าโลหิตยังไม่ตาย และยังเป็นบุตรชายของตนเองด้วยซ้ำ!
ช่วยไม่ได้ เหยื่อล่อที่ฟู่หย่วนหมิงโยนออกมานั้นทำให้พวกเขาน้ำลายสอจนแทบไม่อาจปฏิเสธได้!
สายตาแห่งความโลภคู่แล้วคู่เล่า... ฟู่หย่วนหมิงหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวต่อ "เมื่อสามปีก่อน ข้าได้รับความลับนี้มา ในตอนนั้นข้าเป็นเพียงเพชฌฆาตระดับรวบรวมปราณ หลายคนรู้ดีว่าระดับพลังของข้าในตอนนั้นเป็นอย่างไร นี่ไม่ใช่ความลับอันใด เพราะข้ามีแขนเพียงข้างเดียว พลังที่แท้จริงจึงยังสู้คนส่วนใหญ่ในที่นี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ..."
ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ฟู่หย่วนหมิง ไม่มีใครขัดจังหวะ ทุกคนต่างรอฟังอย่างตั้งใจ
"พวกเจ้าคงเดากันได้แล้ว การเพิ่มระดับพลังจำเป็นต้องฆ่าคน!" ฟู่หย่วนหมิงยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง "ตอนนั้นข้ายังมีลูกและภรรยา ข้าปรารถนาเพียงชีวิตที่ราบเรียบสงบสุข ถึงขนาดยังเคยวางแผนว่าจะส่งมอบความลับนี้ให้ลูกชายของข้าเสียด้วยซ้ำ..."
"มีผลข้างเคียงอันใดบ้าง?" หลิวเจิ้นเจ๋อ ผู้นำตระกูลหลิวเอ่ยถามเสียงขรึม
"หากอยากเป็นอย่างข้าที่ก้าวข้ามขอบเขตใหญ่หนึ่งระดับและขอบเขตย่อยสี่ระดับภายในครึ่งเดือน ย่อมต้องมีผลข้างเคียง ทำให้กลายเป็นคนกระหายการฆ่าฟัน... แต่หากควบคุมความเร็วในการเลื่อนระดับให้ช้าลงหน่อย ก็แทบจะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ หากไม่ใช่เพราะหมาป่าโลหิต ข้าคงไม่มีวันตกอยู่ในสภาพนี้แน่!"
เมื่อนึกถึงหมาป่าโลหิต แววตาของฟู่หย่วนหมิงก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น "ข้าไม่สนหรอกว่าจะมีผลข้างเคียงอันใด ขอเพียงสังหารหมาป่าโลหิตเพื่อแก้แค้นให้ภรรยาและลูกชายของข้าได้ ข้าก็ยอมสละได้ทุกสิ่ง อย่างไรเสียชีวิตนี้ของข้าก็ไร้ค่าอยู่แล้ว!"
"ว่าอย่างไรล่ะ? ใครสามารถตอบคำถามข้าได้บ้าง!"
"หากข้าบอกเจ้าไปแล้ว เจ้ากลับไม่ยอมบอกความลับแก่ข้าเล่า จะทำอย่างไร?"
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็พบว่าคนที่เอ่ยปากคือผู้นำตระกูลสวีนั่นเอง
"ตาเฒ่าสวี!"
"สวีกว่างเทา"
หลิวเจิ้นเจ๋อและป๋ายอู๋โยวหันขวับไปมองสวีกว่างเทาพร้อมกัน
สวีกว่างเทาหัวเราะร่า "ตระกูลของพวกเจ้าทั้งสองช่างยิ่งใหญ่โตนัก คงไม่เห็นความลับเล็กๆ น้อยๆ นี้อยู่ในสายตา แต่ข้าสนใจมันมากทีเดียว!"
"ข้าขอสาบานด้วยวิญญาณของภรรยาและลูกที่จากไป หากเจ้าบอกความจริงแก่ข้า และช่วยข้าสังหารหมาป่าโลหิตกับหลิวหย่งหมิง ข้าจะบอกความลับนี้ให้แก่เจ้า!"
ฟู่หย่วนหมิงรู้ดีว่าวันนี้เขาคงหนีไม่พ้นแน่ หากก่อนตายได้ใช้ความลับของตนเองเพื่อชำระแค้น เขาก็ตายตาหลับแล้ว
ป๋ายอู๋โยวและหลิวเจิ้นเจ๋อจ้องมองสวีกว่างเทาเป็นตาเดียว
หลิวหย่งหมิงก้มหน้าลง ใบหน้าซีดเผือด ข้อเสนอของฟู่หย่วนหมิงนั้นสูงส่งเกินไป
หากอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการชีวิตของเขา เขาเองก็แทบจะอดใจไม่ไหวอยากจะก้าวออกไปรับข้อเสนอนี้เสียด้วยซ้ำ
ป๋ายอู๋โยวเอ่ยเสียงต่ำ "สวีเฒ่า อย่าได้วู่วาม หลิวหย่งหมิงเป็นถึงผู้บัญชาการทหารรักษาเมือง หากเจ้าสังหารเขา ตระกูลสวีของเจ้าต้องเจอปัญหาใหญ่แน่!"
สวีกว่างเทาเหลือบมองป๋ายอู๋โยว ความลับของป๋ายอู๋โยวเขาย่อมรู้ดี
แต่หมาป่าโลหิตคือบุตรชายของป๋ายอู๋โยว!
หลิวหย่งหมิงก็เป็นผู้บัญชาการเมืองศิลาเหล็ก!
แถมยังมีหลิวเจิ้นเจ๋อที่จ้องมองตาเป็นมันอยู่อีกด้านหนึ่ง!
ป๋ายอู๋โยวกับหลิวเจิ้นเจ๋อย่อมไม่ปรารถนาให้เขาได้ล่วงรู้ความลับของฟู่หย่วนหมิงแน่!
หากเขาตกลงทำข้อตกลงกับฟู่หย่วนหมิง เขาต้องถูกทั้งสองคนรุมล้อมโจมตีอย่างแน่นอน เขามั่นใจเต็มประดา
แต่ทว่าโอกาสทองอันยิ่งใหญ่เช่นนี้เป็นเรื่องที่ส่งผลถึงการผงาดขึ้นของตระกูลสวี จะให้สวีกว่างเทายอมตัดใจ เขาก็รู้สึกไม่ยินยอมเป็นอย่างยิ่ง!
หลิวหย่งหมิงตะโกนเตือนสติ "ท่านผู้นำตระกูลทั้งสาม ข้ารู้สึกว่าสาเหตุที่ไอ้บ้าคนนี้ฝีมือรุดหน้าอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นเพราะดาบยาวในมือของมัน ข้าเดาว่านั่นต้องเป็นอาวุธวิญญาณแห่งวิถีมารแน่!"
ผู้นำตระกูลทั้งสามหันไปมองดาบยาวที่แดงฉานดั่งไฟในมือของฟู่หย่วนหมิงอย่างพร้อมเพรียง
ปรากฏการณ์ประหลาดถึงเพียงนี้ จะไม่ให้สังเกตเห็นก็คงยาก
อาวุธวิญญาณ อาวุธที่ยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติคู่ควรใช้งาน
เหนืออาวุธวิญญาณยังมีอาวุธแห่งมรรค ซึ่งมีพลังอำนาจลึกลับและน่าสะพรึงกลัวอีกมากมาย!
"เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแทรกซ้อน ตัดแขนตัดขามันเสียก่อน ทำลายจุดตันเถียนของมันชั่วคราวอย่าเพิ่งให้มันตาย แล้วเราสามตระกูลค่อยมาแบ่งปันความลับร่วมกัน ดีหรือไม่?" หลิวเจิ้นเจ๋อเอ่ยถาม
"ได้เลย!"
"ตกลงตามนั้น!"