- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 26 - ไร้หนทางเปิดเผยตัว
บทที่ 26 - ไร้หนทางเปิดเผยตัว
บทที่ 26 - ไร้หนทางเปิดเผยตัว
บทที่ 26 - ไร้หนทางเปิดเผยตัว
ฟู่หย่วนหมิงซ่อนตัวอยู่ในบ้านร้างหลังหนึ่ง นั่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่ที่มุมห้อง
ข้างกายเขามีศพสองศพนอนอยู่ นั่นคืออดีตเจ้าของบ้านหลังนี้
รอยกรงเล็บบนร่างของฟู่หย่วนหมิงยังคงมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด นอกจากรอยกรงเล็บแล้ว กลางหลังของเขายังถูกฝ่ามือของหมาป่าโลหิตกระแทกเข้าอย่างจังอีกสองครั้ง หากทหารรักษาเมืองมาช้ากว่านี้อีกนิด เขาคงทนไม่ไหวแล้วเป็นแน่
ตามหลักแล้ว การขอความคุ้มครองจากทหารรักษาเมืองคือวิธีรักษาชีวิตที่ดีที่สุด อีกทั้งยังสามารถแพร่กระจายข่าวเรื่องที่หมาป่าโลหิตยังไม่ตายออกไปได้ ทำให้แผนการของหมาป่าโลหิตพังทลายลง
ทว่าตอนนี้เขาไม่เชื่อใจทหารรักษาเมืองอีกแล้ว และยิ่งไม่เชื่อใจหลิวหย่งหมิงเข้าไปใหญ่
เขามักจะรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำซ่อนอยู่ ส่วนจะเป็นเงื่อนงำอะไรนั้น เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
เอาเป็นว่า เขาเชื่อว่าหลิวหย่งหมิงไว้ใจไม่ได้ก็แล้วกัน
วางแผนอย่างรัดกุม กวาดล้างค่ายโจรเมฆาดำ ขับไล่หมาป่าโลหิตไปได้ หลิวหย่งหมิงต้องศึกษาเรื่องของหมาป่าโลหิตมาอย่างลึกซึ้งเป็นแน่ แถมยังเคยประมือกับหมาป่าโลหิตมาแล้วด้วย ตามหลักแล้วคนฉลาดหลักแหลมเช่นนี้ แทบจะไม่มีทางถูกหมาป่าโลหิตหลอกตบตาได้เลย!
ส่วนป๋ายอู๋โยวผู้นำตระกูลป๋ายนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง บุตรชายคนโตสายตรงตายด้วยน้ำมือของหมาป่าโลหิต เขากล้ำกลืนฝืนทนแบกรับความอัปยศมาหลายปี นับเป็นบุคคลชั้นนำในเมืองศิลาเหล็กผู้หนึ่ง แต่กลับปล่อยให้หมาป่าโลหิตแกล้งตายตบตาไปได้หน้าตาเฉย...
หรือว่าหมาป่าโลหิตจะฉลาดแกมโกงเกินไป
หากหมาป่าโลหิตฉลาดกว่าหลิวหย่งหมิงและป๋ายอู๋โยว ค่ายโจรเมฆาดำก็คงไม่แตกพ่ายหรอก!
สรุปก็คือ ระหว่างหมาป่าโลหิต หลิวหย่งหมิง และป๋ายอู๋โยว ทั้งสามคนนี้เต็มไปด้วยข้อสงสัยมากมาย ราวกับมีม่านหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ ทำให้ฟู่หย่วนหมิงมองเห็นอะไรไม่ชัดเจนเลย
ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะไม่เชื่อใจใครทั้งสิ้น!
ถึงอย่างไร เขาก็ยังมีทางเลือกอื่นอยู่อีก
ฟู่หย่วนหมิงมองดูดาบยาวข้างกาย อย่างน้อยที่สุดมันก็สนับสนุนเขาอย่างเต็มที่แน่นอน
เลือดหยุดไหลแล้ว ฟู่หย่วนหมิงฝืนใจฉีกเสื้อผ้าออก ดึงเนื้อหนังหลุดติดมาด้วยหลายชิ้น ความเจ็บปวดทำเอาเขาต้องสูดปาก
เมื่อครู่นี้ตอนที่ลงมือฆ่าเจ้าของบ้าน ดาบยาวได้ส่งต่อพลังงานกลับมาให้เขาเล็กน้อย บาดแผลบนร่างกายจึงเริ่มตกสะเก็ด
น่าเสียดายที่พลังงานมีน้อยเกินไป หากมีพลังงานมากกว่านี้ อาการบาดเจ็บภายในของเขาก็คงจะหายดีไปแล้ว
แต่ก็ช่วยไม่ได้ ฟู่หย่วนหมิงไม่เหมาะที่จะทำตัวเอิกเกริกในเวลานี้ เขาตั้งใจว่าจะหลบซ่อนตัวไปอีกสักพัก
เขานั่งขัดสมาธิลงบนพื้น โคจรเคล็ดวิชาวายุคลั่งเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอย่างช้าๆ
วันรุ่งขึ้นเขาหมกตัวอยู่แต่ในบ้านตลอดทั้งวัน พอตกกลางคืน เขาก็เปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งแล้วถือดาบยาวเดินออกจากบ้าน
ความมืดมิดคือเครื่องพรางตัวชั้นยอด เขาเดินออกจากเขตสลัมที่มืดสนิท ปีนกำแพงบุกเข้าไปในบ้านของพ่อค้าขายข้าวสารคนหนึ่ง เวรยามในบ้านของพ่อค้าผู้นั้นหละหลวมราวกับไม่มีอยู่จริง
พ่อค้าผู้นี้แซ่ป๋าย นามว่าป๋ายฟู่ เป็นคนสายรองของตระกูลป๋ายแห่งเมืองศิลาเหล็ก รับหน้าที่ดูแลกิจการค้าข้าวสารให้ตระกูลป๋ายโดยเฉพาะ แม้การขายข้าวสารจะได้กำไรไม่มากเท่าการขายอาวุธหรือโอสถ แต่ด้วยการสืบทอดกิจการมาถึงสองรุ่น ครอบครัวของป๋ายฟู่ก็สะสมความมั่งคั่งไว้ได้ไม่ใช่น้อย
ฟู่หย่วนหมิงเคยไปซื้อข้าวสารที่ร้านของป๋ายฟู่ พอกลับไปหุงกินก็ดันเคี้ยวไปโดนก้อนกรวดจนฟันบิ่นไปซี่หนึ่ง ลองตรวจดูดีๆ ก็พบว่า โอ้โห ในข้าวสารนั้นผสมทรายและกรวดเม็ดเล็กๆ ลงไปตั้งเยอะ...
นับตั้งแต่วันนั้น ฟู่หย่วนหมิงก็ผูกใจเจ็บป๋ายฟู่มาโดยตลอด!
เช่นเดียวกับชาวบ้านธรรมดาส่วนใหญ่ ตอนนั้นฟู่หย่วนหมิงยังมีภรรยาและลูกให้ต้องดูแล แม้จะเกลียดชังป๋ายฟู่แค่ไหน แต่เขาก็ไม่ได้เลือกที่จะแก้แค้น ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนยอมรับสภาพไป นานวันเข้าก็ค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องนี้ไปเอง
แต่วันนี้ขณะที่ฟู่หย่วนหมิงกำลังหิวโซเดินผ่านบ้านของป๋ายฟู่ จู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้
หลังจากเป็นฝ่ายลงมือฆ่าคนไปนับร้อย ฟู่หย่วนหมิงก็ไม่ใช่เพชฌฆาตผู้เงียบขรึมและรักครอบครัวคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เขาลอบเข้าไปในห้องครัวเพื่อกินอาหารจนอิ่มหนำสำราญ หลังจากอิ่มท้องแล้ว เขาก็ย่องเข้าไปในห้องนอนของป๋ายฟู่
ป๋ายฟู่ที่กำลังหลับสนิทถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความเจ็บปวด พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นเงาดำทะมึนยืนอยู่ข้างเตียง
เขากำลังจะอ้าปากร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ทว่าปากกลับถูกปิดไว้แน่น
"อย่าส่งเสียง ถ้าเจ้าส่งเสียง ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งซะ!" ฟู่หย่วนหมิงกดเสียงต่ำเอ่ยขู่ "เข้าใจไหม"
ป๋ายฟู่พยักหน้าหงึกหงักอย่างเอาเป็นเอาตาย
"ดี!"
ฟู่หย่วนหมิงค่อยๆ ปล่อยมือออก ก่อนจะจับดาบยาวตามความเคยชิน
ป๋ายฟู่ไม่ได้ร้องตะโกนออกมาจริงๆ
ป๋ายฟู่เป็นคนฉลาด เขารู้ดีว่าต่อให้ร้องเรียกคนมา ก็คงไม่ช่วยอะไรได้
คนที่สามารถลอบเข้ามาในห้องนอนของเขาได้โดยไม่ทำให้ใครรู้ตัว ฝีมือย่อมต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
"เจ้าต้องการเงินใช่ไหม อยากได้เท่าไหร่ ข้าให้หมดเลย!"
"ข้าแค่มาถามข่าวบางอย่าง ช่วงนี้เจ้าได้ยินข่าวของหมาป่าโลหิตบ้างหรือไม่"
ป๋ายฟู่เอียงคอมอง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถือดาบด้วยมือซ้าย ก็กระซิบถามว่า "ท่าน... ท่านคือเพชฌฆาตแซ่ฟู่ผู้นั้นใช่หรือไม่"
"ข่าวเรื่องหมาป่าโลหิตยังไม่ตายแพร่สะพัดออกไปแล้วหรือ"
ป๋ายฟู่นิ่งเงียบไม่ยอมตอบ ทว่าฟู่หย่วนหมิงไม่คิดจะรอ
"ข้าขอแนะนำให้เจ้าตอบมาตามตรง ประเดี๋ยวข้าจะไปถามคนอื่นต่อ ถ้าเจ้ากล้าโกหกข้าล่ะก็ ข้าขอรับรองเลยว่าเจ้าจะได้ลิ้มรสการถูกสับเป็นหมื่นชิ้นอย่างแน่นอน"
ป๋ายฟู่ตกใจกลัวจนเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก
ชื่อเสียงของฟู่หย่วนหมิงกำลังโด่งดังไปทั่ว ในฐานะเพชฌฆาต การสับร่างนักโทษเป็นหมื่นชิ้นย่อมเป็นหนึ่งในทักษะที่ต้องเชี่ยวชาญ
ป๋ายฟู่เคยยืนดูฟู่หย่วนหมิงสับร่างนักโทษที่ก่อคดีอุกฉกรรจ์เป็นหมื่นชิ้นอยู่ห่างๆ มาแล้ว!
"บอกข้ามา ข่าวเรื่องหมาป่าโลหิตยังไม่ตายแพร่สะพัดออกไปแล้วใช่ไหม"
ป๋ายฟู่กลืนน้ำลายลงคอ ตัวสั่นงันงกพลางตอบว่า "คนของทหารรักษาเมืองบอกว่า หมาป่าโลหิตตายไปแล้ว"
"เหลวไหล!" ฟู่หย่วนหมิงตวาดด้วยความโกรธแค้น
คนที่นอนอยู่ข้างๆ ป๋ายฟู่เริ่มขยับตัว ฟู่หย่วนหมิงจ้องมองผู้หญิงอีกคนที่นอนอยู่บนเตียง
ดูเหมือนว่านางกำลังจะตื่นขึ้นมา
ป๋ายฟู่เลิกผ้าห่มขึ้น ใช้สันมือฟาดเข้าที่ท้ายทอยของผู้หญิงคนนั้น นางก็สลบเหมือดไปในทันที
"ข้าจัดการให้ท่านแล้ว!" เขาเอ่ยด้วยความหวาดหวั่น
ฟู่หย่วนหมิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง "เล่าต่อไปสิ เจ้าฉลาดขนาดนี้ ต้องรู้แน่ว่าข้าอยากจะถามอะไร!"
"คนของทหารรักษาเมืองบอกว่า ท่านทำใจรับไม่ได้ที่ภรรยาและลูกชายถูกหมาป่าโลหิตฆ่าตาย ทนรับความหวาดกลัวที่ถูกหมาป่าโลหิตหมายหัวไม่ไหว จนถูกกระตุ้นให้สติแตกกลายเป็นบ้าไปแล้ว ก็เลยเที่ยวไล่ฆ่าคนไปทั่ว..."
ป๋ายฟู่แอบมองฟู่หย่วนหมิงด้วยความหวาดกลัว
"ข้าเนี่ยนะเที่ยวไล่ฆ่าคนไปทั่ว"
ฟู่หย่วนหมิงหัวเราะอย่างขมขื่น
"ใช่แล้ว พวกเขาพูดแบบนั้นจริงๆ แถมยังบอกอีกว่า ฆาตกรโรคจิตที่ใช้เพลงดาบมือซ้ายและโผล่มาในเมืองช่วงนี้ ก็คือท่านนั่นแหละ!"
ข้อหานี้เขาไม่ได้ถูกใส่ร้ายจริงๆ เสียด้วย
ฟู่หย่วนหมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามต่อ "แล้วคนที่ตายเมื่อวานนี้ล่ะ"
"พวกเขาบอกว่ามียอดฝีมือคนที่สองอยู่จริงๆ อาจจะเป็นคนของพรรคหมาป่าเหล็กหรือพรรคพยัคฆ์ทมิฬ พวกเขาคงอยากจะแก้แค้นท่าน เพราะท่านฆ่าคนของพวกเขาไปตั้งเยอะ แต่คนคนนั้นต้องไม่ใช่หมาป่าโลหิตแน่นอน เพราะถ้าคนคนนั้นเป็นหมาป่าโลหิตจริงๆ ด้วยฝีมือของหมาป่าโลหิตตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านไม่มีทางหนีรอดไปได้ไกลขนาดนั้นหรอก มีเพียงแต่ต้องหาตัวท่านให้พบ ความจริงถึงจะปรากฏ ท่านต้องรู้แน่ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร!"
แม้หมาป่าโลหิตจะ "ตาย" ไปแล้ว แต่บารมียังคงอยู่ วีรกรรมตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ถูกเล่าลือจนเกินจริงไปมาก
"เจ้ายังรู้อะไรอีก"
"มีแค่นี้แหละ" ป๋ายฟู่ส่ายหน้าัวรัว "ข้าก็รู้ไม่มากหรอก ล้วนแต่ฟังมาจากคนที่มาซื้อข้าวสารทั้งนั้น เขาว่ากันว่าทหารรักษาเมืองกำลังตามล่าตัวท่านอยู่ทั่วทุกหัวระแหงเลยล่ะ"
ฟู่หย่วนหมิงนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำใด
"เจ้าเชื่อหรือไม่ ว่าหมาป่าโลหิตยังไม่ตาย!"
"พี่ชาย ข้าเชื่อ ข้าเชื่อ ข้าเชื่อจริงๆ ว่าหมาป่าโลหิตยังไม่ตาย... แต่ข้าเชื่อแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ" ป๋ายฟู่ตอบด้วยใบหน้าจะร้องไห้
"เจ้าเชื่อจริงๆ หรือ"
"เอ่อ... ใครหมัดหนักกว่า ข้าก็เชื่อคนนั้นแหละ!" ป๋ายฟู่เห็นฟู่หย่วนหมิงจ้องมองเขาด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย จึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูดทันที "ลูกพี่ เมื่อคืนคนที่เห็นหน้าคู่ต่อสู้ของท่านก็ตายหมดแล้ว ไม่มีพยานรู้เห็นเรื่องนี้ ขอเพียงท่านไม่ออกมาเปิดเผยตัว ใครจะกล้าพูดว่าหมาป่าโลหิตยังไม่ตาย แม้แต่ข้ายังคิดเลยว่า คนที่ตามล่าท่านเมื่อคืนน่าจะเป็นยอดฝีมือของสองพรรคใหญ่นั่นมากกว่า ก็พวกท่านมีความแค้นต่อกันลึกซึ้งถึงเพียงนั้นนี่นา!"
"ให้ข้าออกมาเปิดเผยตัวงั้นหรือ" ฟู่หย่วนหมิงหัวเราะหยัน "ตอนนี้ข้าเป็น 'คนเสียสติ' ไปแล้ว คำพูดของข้าจะมีใครเชื่ออีกงั้นหรือ"
ป๋ายฟู่ชะงักไปครู่หนึ่ง เพิ่งจะตระหนักได้ว่า นี่มันคือทางตันชัดๆ!
หากฟู่หย่วนหมิงไม่ออกมาเปิดเผยตัว เขาก็จะถูกทหารรักษาเมืองออกประกาศจับ และถูกสองพรรคใหญ่ตามล่า แต่ถ้าเขาออกมาเปิดเผยตัว ต่อให้เขาพูดว่าหมาป่าโลหิตยังไม่ตาย ก็คงไม่มีใครเชื่ออยู่ดี เขาก็ยังคงถูกสองพรรคใหญ่ตามล่าอยู่ดี และอาจจะถูกทหารรักษาเมืองจับตัดหัวด้วย ตอนที่ฟู่หย่วนหมิงไล่ฆ่าคนของสองพรรคใหญ่ เขาไม่ได้ละเว้นชีวิตของคนเดินถนนที่ "บริสุทธิ์" เลยแม้แต่คนเดียว
ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีแต่ตายกับตาย!
เฉินฮ่าวที่อยู่ในดาบรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังดูภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนสุดระทึกขวัญ... ถูกยัดข้อหาว่าเป็นบ้า พล็อตเรื่องแสนคุ้นเคย แต่มีวิธีการรักษาที่แตกต่างออกไป
[จบแล้ว]