เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 - อำนาจล้นฟ้า

บทที่ 9 - อำนาจล้นฟ้า

บทที่ 9 - อำนาจล้นฟ้า


ฟางสวี่ดูเหมือนจะไม่เคยเกรงใจจวี้เซ่าซางเลยมาตลอด

ทว่าเมื่อเขายืนอยู่หน้าประตูและคอยชำเลืองมองท้องฟ้ายามค่ำคืนทางทิศตะวันตกอยู่บ่อยครั้ง ในที่สุดเมื่อได้เห็นกลุ่มแสงสว่างไสวเจิดจรัส คำว่าขอบคุณก็หลุดออกจากปาก เสียงนั้นไม่ดังนักทว่ากลับจริงใจอย่างยิ่ง

จวี้เซ่าซางเคยบอกไว้ว่ากรมกงล้อทัณฑ์มีพลุสัญญาณที่สามารถจุดขึ้นไปบนฟ้าได้สูงนับร้อยจั้ง จึงสามารถมองเห็นได้จากระยะไกลนับร้อยลี้

เมื่อพลุสว่างวาบขึ้น นั่นหมายความว่าพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ของเขาปลอดภัยแล้ว

เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก ขั้นตอนต่อไปก็คือการระบายความแค้น

เขาเอ่ยกับจวี้เซ่าซาง "ท่านก็น่าจะดูออกนะ ข้าเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นพอสมควรเลยล่ะ"

จวี้เซ่าซางเบ้ปาก "ถ่อมตัวบ้าบออะไรวะ อย่างเจ้าเขาไม่ได้เรียกว่าพอสมควรแล้ว"

ฟางสวี่หันกลับไปมองซากศพที่มีสภาพน่าเวทนาเหล่านั้นอีกครั้ง

เขากระชากตัวจางวั่งซงให้ลุกขึ้น "ไหนให้ข้าดูหน่อยสิว่าละครที่เจ้าเตรียมไว้มันสมจริงแค่ไหน"

ในเวลานี้เมื่อรู้ว่าแผนการที่ตัวเองวางไว้พังทลายลงจนหมดสิ้น แววตาของจางวั่งซงไม่เพียงแต่หดหู่ ทว่ายังแฝงไปด้วยความสิ้นหวัง

แต่ฟางสวี่กลับไม่เชื่อปฏิกิริยาของเขา ฟางสวี่ยังคงดื้อดึงและเชื่อว่าอีกฝ่ายกำลังเสแสร้ง

เมื่อเดินออกจากประตู ฟางสวี่ก็ตะโกนเรียก "ชาวเมืองจัวจวิ้นทั้งหลาย ตามมาดูโฉมหน้าของขุนนางแสนดีในใจพวกเจ้ากันเถอะ"

ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยพากันเดินตามไป พวกเขาอยากรู้ว่าผู้แทนพระองค์หนุ่มผู้นี้ต้องการให้พวกเขาดูสิ่งใดกันแน่

ฝูงชนเดินเบียดเสียดตามฟางสวี่มาจนถึงจวนของจางวั่งซง

ชาวบ้านต่างก็อยากรู้อยากเห็นว่าในจวนของท่านผู้ว่าการเมืองผู้นี้จะมีความลับยิ่งใหญ่อันใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่

ทว่าเมื่อผู้คนกลุ่มใหญ่เดินพ้นประตูเข้าไป กลับพบว่าจวนของท่านผู้ว่าการช่างดูเรียบง่ายสมถะเหลือเกิน

ในห้องโถงรับรองนอกจากโต๊ะเก้าอี้ที่จำเป็นแล้วก็ไม่มีเครื่องเรือนอื่นใดอีก แม้แต่ภาพอักษรพู่กันหรือภาพวาดประดับผนังก็ไม่มีให้เห็น

บนโต๊ะมีชามข้าวต้มข้าวโพดที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่งวางอยู่ กับข้าวที่กินคู่กันมีเพียงเต้าหู้ยี้หนึ่งจานและหัวไชเท้าดองอีกหนึ่งจาน

ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งจะเริ่มกินมื้อค่ำ พอได้รับแจ้งข่าวก็รีบรุดไปที่หน้าประตูเมืองทันที

ห้องโถงรับรองว่าเรียบง่ายแล้ว ห้องหนังสือก็เรียบง่ายไม่แพ้กัน

บนโต๊ะมีแฟ้มคดีที่เปิดอ่านค้างไว้วางอยู่ ด้านในมีรอยขีดเขียนจดบันทึกไว้ละเอียดยิบ

หนังสือที่เก็บบนชั้นวางไม่มีเล่มไหนเป็นของใหม่เลย ทุกเล่มล้วนมีร่องรอยการเปิดอ่านอย่างตั้งใจ บันทึกการอ่านบนหน้ากระดาษยังละเอียดยิ่งกว่ารอยจดในแฟ้มคดีเสียอีก

ตอนที่ชาวบ้านค้นพบห้องลับในห้องหนังสือ พวกเขายังแอบดีใจ นึกว่าในที่สุดก็จะได้เจอหลักฐานชิ้นสำคัญเสียที

ทว่าสิ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในห้องลับ กลับมีเพียงธงประกาศเกียรติคุณเท่านั้น

ทั้งหมดล้วนเป็นธงที่ชาวเมืองจัวจวิ้นมอบให้จางวั่งซงตลอดสามปีที่ผ่านมา บนธงเขียนถ้อยคำยกย่องชื่นชมอย่างเช่นตัดสินคดีได้ราวกับเทพยดาอะไรทำนองนั้น

ในวินาทีนี้ สายตาของชาวบ้านต่างก็พุ่งเป้ากลับมาที่ฟางสวี่อีกครั้ง

ฟางสวี่พาพวกเขามาดูจวนของขุนนางกังฉินจอมวายร้าย ทว่าสิ่งที่เห็นกลับเป็นภาพลักษณ์เช่นนี้

สายตาของชาวบ้านยังคงมีความโกรธขึ้งซ่อนอยู่

ฟางสวี่เดินไปที่โต๊ะอาหารแล้วมองดูชามข้าวต้มนั้น "ท่านผู้ว่าการจางกินอาหารแบบนี้ทุกวันเลยหรือ"

จางวั่งซงยังไม่ทันได้ตอบ หัวหน้ามือปราบชุยเจาเจิ้งก็เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย "ข้าเคยมีวาสนาได้มาร่วมโต๊ะที่จวนของท่านผู้ว่าการ เมื่อก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา"

จางวั่งซงปรายตามองชุยเจาเจิ้ง คล้ายกับเพิ่งจะตระหนักได้ในตอนนี้

สุนัขรับใช้ที่เขามองว่าไร้ค่านี่น่ะหรือ จะโง่เขลาจริงๆ

ในช่วงเวลาไม่ถึงสิบสองชั่วยามที่ผ่านมา การกระทำของสุนัขรับใช้ตัวนี้ล้วนเป็นการขุดหลุมฝังเขาทั้งสิ้น

ชุยเจาเจิ้งยังคงพึมพำกับตัวเอง "เมื่อก่อนตอนที่มาจวนของท่านผู้ว่าการ ของกินของดื่มล้วนเป็นของชั้นเลิศ เป็นของดีที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งนั้น"

พอเห็นฟางสวี่หันมามอง ชุยเจาเจิ้งก็รีบอธิบาย "อาจจะเป็นเพราะข้ามันหูตาคับแคบไปเองก็ได้ ไม่แน่ว่าท่านผู้ว่าการอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยหรอกขอรับ"

ฟางสวี่สั่ง "ลองบอกมาสิว่าของที่เจ้าไม่เคยเห็นมีอะไรบ้าง"

ชุยเจาเจิ้งยังไม่ทันได้อ้าปาก จางวั่งซงก็เป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นมาก่อน

"ไม่ต้องให้เขาพูดหรอก"

จางวั่งซงกล่าว "นอกจากแฟ้มคดี หนังสือ และธงเกียรติคุณในห้องหนังสือแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเจ้าเห็นล้วนเป็นของปลอมทั้งสิ้น"

เขาดูเหมือนจะยอมจำนนแล้ว

เขาเดินไปที่โต๊ะ มองดูข้าวต้มข้าวโพดกับเต้าหู้ยี้ด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์

"ข้าเกลียดของพวกนี้ที่สุด ข้าเป็นถึงขุนนางขั้นห้า เหตุใดข้าต้องมากินอาหารหยาบๆ พวกนี้ด้วย ข้าเกลียดพวกขุนนางที่ชอบสร้างภาพที่สุดเหมือนกัน"

จางวั่งซงกล่าวต่อ "แต่ภาพลักษณ์ที่ควรสร้าง ข้าก็ต้องสร้าง"

เขามีเส้นสายอยู่ในราชสำนัก

ดังนั้นจึงมีคนส่งข่าวมาเตือนว่า อาจจะมีหน่วยงานที่เพิ่งก่อตั้งใหม่เดินทางมาสืบราชการลับที่เมืองจัวจวิ้น

ในเวลานี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าชาวเมืองจัวจวิ้น จางวั่งซงก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว

เขานั่งลง ประคองชามข้าวต้มขึ้นมาดู

"อาหารแบบนี้ มีวางตั้งไว้บนโต๊ะตลอดยี่สิบสี่ชั่วยาม เปลี่ยนใหม่ทุกวัน"

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ฟางสวี่ผู้เจ้าคิดเจ้าแค้นก็ไม่ได้รู้สึกสงสารท่าทียอมรับผิดของเขาเลยแม้แต่น้อย

"มา ลองแสดงให้ดูหน่อยสิ"

เด็กหนุ่มคาดคั้นบีบบังคับ ดูไปดูมาขุนนางกังฉินผู้นี้ก็น่าเวทนาอยู่สักหน่อย

จางวั่งซงย่อมไม่อยากแสดง แต่เด็กหนุ่มคนนี้ลงไม้ลงมือของจริง

"หากมีขุนนางเบื้องบนลงมาตรวจตราชี้แนะ หรือมีแขกมาเยือน ข้าก็จะเชิญพวกเขาเข้ามาในบ้าน แล้วกินของพวกนี้ให้พวกเขาดู ใครบ้างล่ะที่จะไม่ชมว่าข้าเป็นขุนนางตงฉิน"

ฟางสวี่เอ่ย "แสดงให้มันสมจริงหน่อยสิ ต้องซดสักคำด้วยนะ"

จางวั่งซงยกชามข้าวต้มขึ้นมาจิบหนึ่งคำ

ของที่เขาเกลียดที่สุด ไม่รู้ทำไมตอนนี้กลับรู้สึกหวานปะแล่มในคอ

เมื่อเห็นว่าชาวบ้านเริ่มมีอารมณ์คุกรุ่นขึ้นมาทีละน้อย จางวั่งซงก็หันไปถามฟางสวี่ "พอใจหรือยัง"

เพียะ รองเท้าข้างหนึ่งลอยมาตบเข้าที่ใบหน้าของจางวั่งซง ตอนที่ร่วงลงมายังปัดชามข้าวต้มครึ่งใบนั้นตกลงไปแตกกระจาย

จางวั่งซงหันขวับไปมองฟางสวี่ตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าคนที่ปารองเท้าใส่เขาไม่ใช่ฟางสวี่

แต่เป็นชาวบ้านคนหนึ่งที่เบียดตัวอยู่หน้าประตู

ไฟแห่งความโกรธแค้นกำลังลุกโชนอยู่ในดวงตา

"ทำไมกัน! พวกเราอุตส่าห์มองว่าท่านเป็นขุนนางที่ดีมาตลอด!"

มีคนตะโกนถามอย่างเดือดดาล

จางวั่งซงเงยหน้าขึ้นขวับ "ข้าก็เป็นขุนนางที่ดีมาตลอดนั่นแหละ! ข้ามาอยู่ที่นี่สามปี คลี่คลายคดีที่ค้างคามานานนับร้อยคดี! ธงเกียรติคุณที่พวกเจ้ามอบให้ข้า มีผืนไหนเป็นของปลอมบ้างล่ะ!"

ชายชราคนหนึ่งพุ่งพรวดฝ่าฝูงชนเข้ามา "แต่ลูกของข้าถูกเจ้าฆ่าตาย!"

เขาปรี่เข้าไปบีบคอจางวั่งซง หมายจะบีบชายผู้นี้ให้ตายคามือ

ชุยเจาเจิ้งรีบถลันเข้าไปดึงตัวชายชราออก "อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ ท่านผู้ว่าการยังไม่ได้สารภาพเลยนะ! เขายังไม่ได้บอกเลยว่าฆ่าคนไปทำไม!"

ทำไมต้องฆ่าคนด้วย

ขุนนางที่ใช้เวลาสามปีสะสางคดีค้างเก่าไปนับร้อยคดี เหตุใดจึงต้องลงมือสังหารผู้บริสุทธิ์มากมายขนาดนี้

เหตุใดจึงต้องโยนความผิดให้หลี่จือหรูนายอำเภอเหวยอันด้วย

จางวั่งซงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น "ข้า ... ก็แค่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา!"

...

อาจจะเป็นเพราะเวรกรรมตามสนอง

จางวั่งซงเป็นคนพูดประโยคนี้ออกมาเอง

เขาป่วย

หมอชื่อดังคนหนึ่งวินิจฉัยว่า เขาป่วยหนักเพราะปากที่ตะกละตะกลามของเขาเอง และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกอย่างมากก็แค่หนึ่งเดือน

ชุยเจาเจิ้งเคยบอกว่าเขาเห็นของแปลกตามากมายในจวนของจางวั่งซง

เขายกตัวอย่างให้ทุกคนฟังต่อหน้า เช่น เมนูโปรดของจางวั่งซงคือลิ้นเป็ดผัดไฟแดง

อาหารจานเดียวต้องใช้เป็ดกว่าร้อยตัว แต่จางวั่งซงกลับไม่ชอบกลิ่นสาบของเนื้อเป็ด เขาจึงตัดเอาแค่ลิ้นของเป็ดกว่าร้อยตัวนั้นส่วนที่เหลือก็ทิ้งไปหมด

จากนั้นก็ใช้วัตถุดิบชั้นเลิศสารพัดชนิดมากลบกลิ่นสาบของลิ้นเป็ด ให้เหลือเพียงความกรุบกรอบเท่านั้น

พ่อครัวที่ทำอาหารให้เขา เพื่อที่จะกลบกลิ่นสาบเป็ดให้ดียิ่งขึ้น จึงมักจะใส่สมุนไพรลงไปในอาหารด้วยเสมอ

จางวั่งซงชอบดื่มสุรา และจะไม่ยอมดื่มสุราที่หมักบ่มน้อยกว่าสามสิบปีเด็ดขาด เขาบ่นว่าสุราพวกนั้นรสชาติจืดชืดเกินไป

คนที่นำสุรามามอบให้เขา กลัวว่าสุราจะไม่ดีพอ รสชาติจะไม่เข้มข้นพอ จึงมักจะแอบใส่ตัวยาที่ช่วยเพิ่มรสชาติลงไปในสุราด้วย

นานวันเข้า อาการป่วยของเขาก็รุมเร้าจนถึงขั้นใกล้ตาย

"พวกเจ้าเกลียดชังข้าเรื่องอันใดกัน"

จางวั่งซงสบตากับชาวบ้าน

"สามปีที่ข้าทุ่มเทสะสางคดีค้างเก่า นอกจากข้าแล้วยังมีใครทำได้อีก!"

น้ำเสียงของเขาเริ่มแหลมปรี๊ด "ข้าได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ตรวจการมณฑลก็เพราะผลงานการสะสางคดี! ต่อไปคดีค้างเก่าและคดีสำคัญทั่วทั้งมณฑลข้าก็สามารถคลี่คลายได้ทั้งหมด!"

เขาตบโต๊ะผุดลุกขึ้นยืน "การที่ข้ามีชีวิตอยู่! ถือเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเจ้านะ ข้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป! ผู้ตรวจการมณฑลนับเป็นตัวอะไรกัน ในอนาคตข้าต้องได้เข้าไปนั่งในกรมอาญา! คดีทั่วทั้งแคว้นข้าก็สามารถคลี่คลายได้หมด!"

เพียะ!

รองเท้าอีกลอยมาตบเข้าที่ปากของเขาอย่างจัง

ฟางสวี่มองไปรอบๆ ไม่เห็นว่าเป็นชาวบ้านคนไหนปามา

พอหันกลับมา ก็เห็นชุยเจาเจิ้งยืนเท้าเปล่าอยู่ข้างหนึ่ง

ในเวลานี้ชาวบ้านล้วนอยากจะฆ่าคนให้ตายคามือ

"ทำไมเจ้าต้องฆ่าลูกข้าด้วย!"

"เพื่อให้เจ้ามีชีวิตอยู่ เจ้าก็เลยต้องฆ่าลูกของพวกเรางั้นรึ!"

คลื่นความโกรธแค้นโหมกระหน่ำดั่งเกลียวคลื่น เป็นดั่งเปลวเพลิงที่ลุกโชน

ทว่าฟางสวี่ผู้เป็นคนจุดไฟกองนี้ กลับยืนดูอยู่อย่างเงียบๆ ในมุมสงบ

"ข้าไม่มีทางเลือก"

จางวั่งซงกลับไม่ยอมก้มหัว "มีเพียงโอสถครรภ์วิญญาณเท่านั้นที่จะต่อชีวิตข้าได้ โอสถครรภ์วิญญาณหนึ่งเม็ดช่วยต่ออายุได้หนึ่งเดือน"

โอสถครรภ์วิญญาณรึ

ในหัวของฟางสวี่ปรากฏภาพซากศพหญิงสาวที่มีสภาพน่าสยดสยองกว่าห้าสิบศพนั้นขึ้นมาอีกครั้ง

"ก็แค่ตายไปไม่กี่คน แค่ตายไปไม่กี่คนเท่านั้น!"

จางวั่งซงตะโกนลั่น "หากข้ามีชีวิตอยู่ ในอนาคตข้าจะสามารถคลี่คลายคดีทั่วทั้งแคว้นซูได้ ข้าจะช่วยชีวิตคนได้อีกมากมาย!"

ชาวบ้านยังไม่รู้ว่าโอสถครรภ์วิญญาณคือสิ่งใด แต่พวกเขารู้ดีว่าของสิ่งนั้นต้องแลกมาด้วยชีวิตลูกสาวของพวกเขาอย่างแน่นอน

ฝูงชนที่ควบคุมสติไม่อยู่พุ่งเข้าใส่จางวั่งซง ในวินาทีนี้ฟางสวี่ไม่ได้เข้าไปขัดขวางแต่อย่างใด

ทว่าหัวหน้ามือปราบชุยเจาเจิ้งกลับนำกำลังคนเข้าไปขวางฝูงชนเอาไว้สุดชีวิต

"ท่านผู้ว่าการของข้า ท่านรีบบอกไปสิว่าโอสถครรภ์วิญญาณไม่เกี่ยวกับพวกหญิงสาวเหล่านั้น"

ชุยเจาเจิ้งตะโกนพลางกางแขนกั้นฝูงชน "ไม่อย่างนั้นท่านโดนตีตายแน่"

จางวั่งซงเงียบไป

ฟางสวี่หันไปถามจวี้เซ่าซางที่ยืนอยู่ข้างๆ "โอสถครรภ์วิญญาณคืออะไร"

จวี้เซ่าซางส่ายหน้าช้าๆ "ไม่เคยได้ยิน น่าจะเป็นวิชามารนอกรีต"

เขาหันไปมองจางวั่งซง "คนอื่นไม่รู้ แต่เจ้านั่นไม่มีทางไม่รู้หรอก"

ชายฉกรรจ์ที่ถูกจุดไฟโทสะขึ้นมาเช่นกันก้าวพรวดเดียวเข้าไปบีบคอจางวั่งซงราวกับบีบคอลูกไก่

"โอสถครรภ์วิญญาณแม่งคืออะไรวะ!"

จางวั่งซงถูกกดหัวลงกับพื้นกระดาน เลือดสดๆ ไหลซึมจนย้อมพื้นเป็นวงกว้างในพริบตา

"มดลูกของเด็กสาวบริสุทธิ์หนึ่งคน ... นำมาผสมกับตัวยาอื่นๆ ถึงจะหลอมโอสถครรภ์วิญญาณออกมาได้หนึ่งเม็ด"

"แล้วทำไมต้องควักอวัยวะภายในออกไปจนหมดด้วย!"

"อวัยวะภายในทั้งห้าเปรียบดั่งอาราม เป็นทั้งเครื่องเซ่นไหว้และสิ่งนำทาง ... "

จางวั่งซงตอบคำถาม แต่บรรยากาศรอบด้านกลับเงียบสงัดลงทันตา

เพียงอึดใจเดียว ฝูงชนก็พุ่งกรูเข้าใส่อีกครั้ง

เมื่อเผชิญหน้ากับคลื่นมหาชนที่บ้าคลั่ง จางวั่งซงที่ถูกกดตัวอยู่ก็ทำได้เพียงพึมพำกับตัวเองไม่หยุด

"ข้าคลี่คลายคดีเก่งที่สุด ข้าสามารถคลี่คลายคดีได้อีกมากมาย ข้าแค่ทำพลาดไปครั้งเดียวเท่านั้น ... "

ตีมันให้ตาย!

ชาวบ้านที่ล้อมรอบอยู่มีความคิดเพียงอย่างเดียว คือต้องตีคนชั่วช้าสามานย์ผู้นี้ให้ตายคามือให้จงได้!

คนของชุยเจาเจิ้งทำท่าจะต้านทานไว้ไม่อยู่แล้ว

จวี้เซ่าซางตะโกนก้อง "มันสมควรตาย แต่มันจะตายแบบนี้ไม่ได้ ต้องให้ชาวเมืองจัวจวิ้นทุกคนเห็นมันถูกประหารด้วยตาตัวเอง!"

ทว่าคำพูดนี้ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งฝูงชนได้

ชุยเจาเจิ้งมองจางวั่งซงด้วยท่าทีเหมือนคนใกล้จะร้องไห้

"ท่านผู้ว่าการขอรับ ท่านป่วยก็ควรไปหาหมอดีๆ มารักษา นี่มันวิชามารอะไรกัน ท่านก็ยังอุตส่าห์เชื่ออีก ทำไมท่านไม่ไปหาท่านผู้ช่วยเกาล่ะ ใครๆ ก็รู้ว่าท่านผู้ช่วยเกามีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ท่านไม่เชื่อเขาแต่กลับไปเชื่อสูตรยาเหลวไหลพวกนี้ ทำร้ายคนไปตั้งมากมาย"

ในวินาทีนี้ คนอื่นอาจจะยังไม่ทันฉุกคิด

แต่ฟางสวี่กับจวี้เซ่าซางกลับหันขวับไปมองเกาจิ้งฉีผู้ช่วยผู้ว่าการเมืองจัวจวิ้นพร้อมกัน

สีหน้าของเกาจิ้งฉีเปลี่ยนไปทันที เขาหันหลังกลับหมายจะพุ่งตัวหนีออกไป

แต่เขาจะหนีรอดไปได้อย่างไร

ในวินาทีที่ถูกจวี้เซ่าซางจับตัวกดลงกับพื้น เกาจิ้งฉีก็แผดเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง

"พวกเจ้าใครก็แตะต้องข้าไม่ได้ทั้งนั้น!"

เขาดิ้นรนสุดชีวิต "พวกเจ้าคิดว่าทั่วทั้งใต้หล้ามีขุนนางที่กลัวตายแค่จางวั่งซงคนเดียวงั้นรึ"

"พวกผู้มีอำนาจในราชสำนัก พวกตาเฒ่าหัวงูพวกนั้น กลัวตายยิ่งกว่าจางวั่งซงเสียอีก!"

เขาดิ้นพล่านราวกับหมูป่าที่ถูกจับต้อนให้จนมุม

"พวกเจ้าจะรู้ไหมว่ามีคนกี่คนที่กินโอสถครรภ์วิญญาณเพื่อต่อชีวิต! พวกเจ้าเคยคิดบ้างไหมว่าถ้าแตะต้องข้าแล้วจะมีผลที่ตามมาอย่างไร!"

"พวกเขา ... พวกเขามีอำนาจล้นฟ้า! พวกเจ้าล่วงเกินพวกเขาได้รึ แค่ใครสักคนขยับนิ้ว ก็สามารถสั่งประหารพวกเจ้าเจ็ดชั่วโคตรได้แล้ว!"

ฟางสวี่หันไปมองจวี้เซ่าซาง "ยังเก็บกวาดให้ได้อยู่ไหม"

จวี้เซ่าซางนิ่งเงียบไป

เขาไม่อยากโกหกเด็กหนุ่ม

จึงตอบกลับอย่างจริงจัง "หากสิ่งที่มันพูดเป็นความจริง ก็คงยากสักหน่อย คงเหมือนกับการบังคับให้ภูเขาค้อมหัวลงมานั่นแหละ"

ทว่าเขาก็ไม่อยากให้เด็กหนุ่มต้องผิดหวังเช่นกัน

จึงตอบอย่างจริงจังยิ่งขึ้นไปอีก "แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนักหนาหรอก แค่บังคับให้ภูเขาค้อมหัวลงมาก็เท่านั้นเอง"

...

จบบทที่ บทที่ 9 - อำนาจล้นฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว