- หน้าแรก
- เรื่องล้างแค้นขอให้บอก แต่ค่าจ้างต้องจ่ายนะ
- บทที่ 5 - ให้ชาวโลกเห็นข้า
บทที่ 5 - ให้ชาวโลกเห็นข้า
บทที่ 5 - ให้ชาวโลกเห็นข้า
ตอนที่ฟางสวี่กระโดดถีบออกไป จวี้เซ่าซางก็รู้ทันทีว่าเจ้าเด็กนี่กำลังคิดอะไรอยู่
เจ้าเด็กจอมเจ้าเล่ห์คนนี้อยากจะรู้ว่าคำคุยโวที่จวี้เซ่าซางพ่นเอาไว้เป็นเรื่องจริงหรือไม่
กรมกงล้อทัณฑ์สามารถจัดการได้ทุกเรื่องจริงๆ หรือเปล่า
แถมฟางสวี่ยังต้องการระบายความแค้นด้วย
ก็ผู้ว่าการเมืองจางวั่งซงคนนี้นี่แหละที่คิดจะทำร้ายพี่ใหญ่ของเขา
จวี้เซ่าซางไม่ได้เข้าไปห้ามปรามแต่อย่างใด เพราะกรมกงล้อทัณฑ์ทำได้จริงๆ
จางวั่งซงถูกถีบจนกลิ้งหลุนๆ ทำเอาเหล่าผู้ติดตามของเขาตกใจแทบสิ้นสติ
ชุยเจาเจิ้งหัวหน้ามือปราบเมืองจัวจวิ้นตกใจจนกรีดร้องเสียงหลง เขารีบวิ่งเข้าไปพยุงจางวั่งซงลุกขึ้น
"โอยยย ใต้เท้าของข้า เจ็บตรงไหนหรือไม่ขอรับ"
เขาประคองจางวั่งซงลุกขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน
ฟางสวี่ทำตัวราวกับอันธพาล "ผู้ว่าการเมืองขั้นห้าปรกติงั้นรึ"
จางวั่งซงที่ถูกประคองลุกขึ้นมาโดนอัดไปขนาดนั้นทว่ากลับไม่แสดงท่าทีโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย
เขาเจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยวแต่ก็ยังฝืนฉีกยิ้ม "เรียนท่านผู้แทนพระองค์ ข้าน้อยได้รับการโยกย้ายให้เป็นผู้ตรวจการมณฑล เป็นขุนนางขั้นสี่ปรกติแล้วขอรับ"
"ขั้นสี่ปรกติ"
ฟางสวี่หันไปมองจวี้เซ่าซาง
จวี้เซ่าซางพยักหน้าอนุญาต
เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าฟางสวี่ก็เริ่มถอยหลัง
คนอื่นไม่รู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร แต่จวี้เซ่าซางถึงกับยกมือขึ้นปิดตา ทว่ากลับถ่างนิ้วออกกว้างจนเห็นชัดเจน
ฟางสวี่ถอยหลังไปเจ็ดแปดก้าว
วิ่ง วิ่ง แล้วกระโดดถีบขาคู่!
"ขั้นสี่ปรกติงั้นรึ!"
เปรี้ยงเดียว จางวั่งซงก็ปลิวละลิ่วออกไปอีกรอบ
ที่นี่ไม่ได้มีแค่พวกขุนนางเมืองจัวจวิ้น ทว่ายังมีชาวบ้านมุงดูอยู่อีกนับไม่ถ้วน
หน้าประตูเมืองเดิมทีก็มีคนพลุกพล่านอยู่แล้ว ยิ่งฟางสวี่เปิดตัวอย่างเอิกเกริกด้วยการลงไม้ลงมือกับขุนนาง ชาวบ้านก็ยิ่งแห่กันมามุงดูมากขึ้น
ผู้คนเบียดเสียดกันมืดฟ้ามัวดิน
ตอนที่ถีบครั้งแรก ทุกคนต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ
แต่พอถีบครั้งที่สอง ทุกคนกลับเงียบกริบ
ทุกคนล้วนตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
"ข้าว่าตำแหน่งขั้นสี่ของเจ้าคงจะเลื่อนไม่ขึ้นแล้วล่ะ"
ฟางสวี่ตะโกนเสียงดังก้อง "ราชสำนักมาตรวจสอบเจ้าแล้ว!"
จวี้เซ่าซางกระแอมไอสองสามครั้ง "อะแฮ่ม ขอย้ำหน่อยนะ กรมกงล้อทัณฑ์มาตรวจสอบเขาต่างหาก"
ฟางสวี่ช่างว่าง่ายนัก "กรมกงล้อทัณฑ์มาตรวจสอบเจ้าแล้ว!"
จางวั่งซงที่โดนถีบไปสองรอบจนหน้าซีดเผือดกลับยังสามารถฝืนยิ้มออกมาได้อีก
"แม้ข้าน้อยจะไม่ทราบว่าถูกตรวจสอบด้วยเรื่องอันใด แต่ข้าน้อยจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ขอรับ"
ภาพลักษณ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกสงสารเขา และมองว่าฟางสวี่ทำเกินไปหน่อย
"รังแกกันเกินไปแล้ว!"
ในหมู่ฝูงชนมีคนตะโกนขึ้นด้วยความเดือดดาล "ถึงจะเป็นผู้แทนพระองค์ก็รังแกคนแบบนี้ไม่ได้นะ!"
"ใช่! ท่านผู้ว่าการจางเป็นขุนนางที่ดีของเมืองจัวจวิ้นเรา ท่านมีสิทธิ์อะไรมาตีเขา!"
"ท่านผู้ว่าการจางเป็นขุนนางที่ดี!"
เดิมทีฟางสวี่คิดว่าพอเขาลงไม้ลงมือกับจางวั่งซง ชาวบ้านแถวนี้จะพากันปรบมือโห่ร้องด้วยความสะใจ
คาดไม่ถึงว่าไม่เพียงจะไม่มีใครดีใจ พวกชาวบ้านยังจะออกโรงปกป้องจางวั่งซงเสียอีก
แต่คนอย่างฟางสวี่หรือจะหวาดกลัวการถูกรุมประณาม
"เขาเป็นขุนนางที่ดีรึ ลองบอกมาสิว่าเขาดียังไง!"
มีคนตะโกนตอบทันที "ท่านผู้ว่าการจางสั่งให้ต้มข้าวต้มแจกจ่ายชาวบ้านที่ยากไร้ทุกเดือน!"
อีกคนก็ร้องตะโกนขึ้นมา "ท่านผู้ว่าการจางไปเยี่ยมเยียนคนเฒ่าคนแก่ในเมืองทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำของทุกปี!"
"ท่านผู้ว่าการจางไปเดินตรวจตลาดอยู่บ่อยๆ คอยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบพวกพ่อค้าอย่างเราด้วย!"
ยิ่งเห็นคนรอบข้างตะโกนเสียงดังขึ้นเท่าไหร่ ความฮึกเหิมของฟางสวี่ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น
จวี้เซ่าซางเองก็ยิ่งอยากดูว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะรับมืออย่างไร
"คนเยอะกว่าแล้วเสียงดังกว่ารึ"
ฟางสวี่กวาดสายตามองไปรอบๆ "เสียงดังกว่าแล้วแปลว่าพวกเจ้าเป็นฝ่ายถูกงั้นสิ"
"งั้นเรามาพนันกัน"
ฟางสวี่ประกาศกร้าวต่อหน้าฝูงชน "กรมกงล้อทัณฑ์จะตรวจสอบจางวั่งซง หากพบว่าเขาเป็นขุนนางที่ดีจริงๆ ข้าจะยอมคุกเข่าโขกศีรษะที่หน้าประตูเมืองจัวจวิ้นจนตาย!"
"แต่ถ้าหากตรวจสอบพบว่าเขาเป็นคนเลวที่ทำเรื่องเลวร้ายจนยากจะให้อภัย"
ฟางสวี่เร่งเสียงให้ดังขึ้นอีก "ไม่เพียงแต่ข้าจะฆ่าเขา ข้าจะทุบกำแพงเมืองจัวจวิ้นทิ้งเสียมุมหนึ่งด้วย!"
"ไม่เพียงแต่จะทุบกำแพงเมือง ข้าจะให้พวกเจ้าที่กล้าพนันกับข้า หากพวกเจ้าแพ้ ต้องไปต่อแถวขอขมาที่อำเภอเหวยอัน!"
ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดก็ตาม หากเห็นกำแพงเมืองแหว่งไปมุมหนึ่งย่อมรู้ทันทีว่าที่แห่งนั้นมีแต่คนชั่วช้า
สถานที่ที่เคยเกิดคดีเลวร้ายสะเทือนขวัญ ใครๆ ก็ล้วนรังเกียจขยะแขยง!
ชาวอำเภอเหวยอันต้องแบกรับชื่อเสียงอันเลวร้ายมาถึงเก้าปีเต็ม
ต่อให้เป็นคนต่างถิ่นที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย แค่เดินทางผ่านอำเภอเหวยอัน
พอเห็นมุมกำแพงเมืองที่แหว่งวิ่น พวกเขาก็ยังถ่มน้ำลายใส่ชาวอำเภอเหวยอันด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์
สถานที่ที่เคยเกิดคดีสะเทือนขวัญ ภายในสิบปีราชสำนักจะไม่รับคนจากที่นั่นเข้ารับราชการเด็ดขาด
เพียงเพราะกำแพงเมืองที่แหว่งวิ่น ทำให้ชาวอำเภอเหวยอันไม่อาจลืมตาอ้าปากได้เลย
ที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งที่ต้นเหตุมาจากเมืองจัวจวิ้นแท้ๆ แต่อำเภอเหวยอันกลับถูกบีบให้ต้องทุบกำแพงเมืองทิ้งแทน
ทว่าชาวเมืองจัวจวิ้นกลับด่าทอได้อย่างเจ็บแสบที่สุด! ซ้ำยังอ้างว่ารู้สึกอับอายที่ต้องมีเขตแดนติดกับอำเภอเหวยอัน!
ดังนั้นพอฟางสวี่ตะโกนออกไปเช่นนี้ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ก็เงียบกริบลงทันตา
"จะพนันหรือไม่"
ฟางสวี่ถามฝูงชน
จวี้เซ่าซางเดินเข้ามาหาฟางสวี่ "อยากทุบกำแพงเมืองรึ"
ฟางสวี่ตอบ "ต้องทุบแน่"
จวี้เซ่าซางเอ่ย "เจ้าอยากระบายแค้นข้าก็สนับสนุนนะ แต่ถึงยังไงเจ้าก็ไม่ใช่คนของกรมกงล้อทัณฑ์ ค่าใช้จ่ายในการทุบกำแพงเมือง กรมกงล้อทัณฑ์ไม่ออกให้หรอกนะ"
ฟางสวี่ " ... "
จวี้เซ่าซางเสริม "ถ้าเจ้ารับปากว่าจะเข้าร่วมกรมกงล้อทัณฑ์ ไม่เพียงแต่จะออกค่าใช้จ่ายให้ ข้าในฐานะผู้แนะนำของเจ้า จะเป็นคนออกหน้าค้ำประกันให้ทุกเรื่องที่เจ้าทำเอง"
ฟางสวี่สะบัดหน้าหนี "ก็บอกแล้วไงว่าถ้าไม่ตายเดี๋ยวค่อยไปหา"
จวี้เซ่าซางตื๊อ "มาเข้าร่วมกับข้าก่อนแล้วค่อยไปตายก็ได้นี่"
ฟางสวี่ถลึงตาใส่เขา ก่อนจะตะโกนถามเสียงดัง "มีใครจะพนันกับข้าบ้าง!"
จางวั่งซงที่ยืนตัวสั่นเทากลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวขึ้นมา "ใต้เท้าผู้แทนพระองค์!"
เขายอมให้คนประคองเดินไปข้างหน้า "ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใดที่ทำให้ใต้เท้าต้องหยามเกียรติขุนนางเช่นนี้ ข้าน้อยก็มิกล้าล่วงเกินท่าน"
"แต่ทว่า!"
เขาจงใจเร่งเสียงให้ดังขึ้น "ขอใต้เท้าโปรดอย่าได้สร้างความลำบากให้แก่ชาวเมืองจัวจวิ้นเลย!"
เพียงประโยคเดียวก็จุดไฟแค้นในใจชาวบ้านให้ลุกโชนขึ้นมาได้
จวี้เซ่าซางมองเห็นความโกรธเกรี้ยวของประชาชนที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมา
เขาถอยไปยืนอยู่ข้างหลังฟางสวี่
ฟางสวี่กล่าว "ขุนนางปกป้องราษฎร ราษฎรปกป้องขุนนางที่ดี ถือเป็นเรื่องสมควรแล้ว แต่ในเมื่อตัดสินใจจะออกหน้าแทนก็ต้องพร้อมรับผลที่ตามมา มันจะเป็นการสร้างความลำบากให้พวกเขาตรงไหนกัน"
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ "เลิกตะโกนข้ออ้างไร้สาระได้แล้ว ตอบมาคำเดียวว่าจะพนันหรือไม่"
"ถ้าข้าแพ้ ข้าจะคุกเข่าโขกศีรษะจนตายที่เมืองจัวจวิ้น! แต่ถ้าพวกเจ้าแพ้ ต้องไปก้มหน้าขอขมาที่อำเภอเหวยอันกันให้หมด!"
จางวั่งซงโพล่งขึ้นมา "ที่แท้ท่านก็เป็นคนอำเภอเหวยอัน ฐานะผู้แทนพระองค์ของท่าน ... "
ฟางสวี่ยังไม่ทันตอบ จวี้เซ่าซางก็เอ่ยขึ้นมาเนิบๆ "ของแท้แน่นอน"
ฟางสวี่หันไปมองเขา จวี้เซ่าซางจึงกระซิบเสียงเบา "ถ้าโดนจับได้ว่าเป็นของปลอมเดี๋ยวพวกเราค่อยเปลี่ยนทีหลัง"
ฟางสวี่นับถือในความหน้าด้านนี้จริงๆ
จางวั่งซงหันไปหาชาวบ้านที่มุงดูอยู่ "พี่น้องทั้งหลาย ไม่ต้องออกหน้าแทนข้าน้อยหรอก ข้าน้อยบริสุทธิ์ใจ ย่อมต้องให้ความร่วมมือในการสืบสวนของใต้เท้าผู้แทนพระองค์อย่างเต็มที่ ทุกท่านโปรดวางใจแล้วกลับบ้านไปเถอะ"
ฟางสวี่มองจางวั่งซงแล้วหัวเราะ "มีลูกเล่นไม่เบานี่"
เขาจึงหันไปตะโกนบอกชาวบ้านบ้าง "ท่านผู้ว่าการจางยังอุตส่าห์ปกป้องพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับไม่กล้าปกป้องเขาแล้วงั้นสิ"
มีคนแอบด่าเขาเบาๆ อยู่ไม่น้อย ทว่ารออยู่นานก็ยังไม่มีใครกล้าก้าวออกมาพนันกับเขาอยู่ดี
ฟางสวี่รู้สึกผิดหวัง จางวั่งซงเองก็ผิดหวังเช่นกัน
ดังนั้นจางวั่งซงจึงประสานมือคารวะ "พี่น้องทั้งหลาย กลับบ้านกันไปเถอะ อย่าให้ข้าน้อยต้องทำให้ทุกคนเดือดร้อนเลย ไม่ว่าข้าน้อยจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพี่น้องชาวเมืองจัวจวิ้นทั้งสิ้น!"
ฟางสวี่ยิ้มหยัน "ดูท่าทีของเขาเสียก่อน! แล้วหันกลับไปดูท่าทีของพวกเจ้าสิ!"
และในวินาทีนั้นเอง ชุยเจาเจิ้งหัวหน้ามือปราบที่คอยประคองจางวั่งซงถึงสองครั้งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
"ข้าจะพนันกับเจ้า!"
ชุยเจาเจิ้งประคองจางวั่งซงไว้ "ข้าเชื่อมั่นในใต้เท้าจาง! พวกเรามีเหตุผล พวกเราไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น!"
จางวั่งซงหันไปเบิกตากว้างใส่เขา
ชุยเจาเจิ้งประกาศลั่น "ใต้เท้า ข้าจะต้องปกป้องท่านให้ได้! ข้าจงรักภักดีต่อท่านเสมอ!"
จางวั่งซงกระซิบเสียงต่ำอย่างรีบร้อน "ชาวบ้านยังไม่ออกหน้า เจ้าก็อย่าเพิ่งออกหน้าสิ"
ชุยเจาเจิ้งตอบกลับ "ใต้เท้าเป็นคนดีผีคุ้ม กลัวอะไรกับอีแค่เงาเอียง!"
เขาหันไปตะโกนใส่ฟางสวี่ "ข้าขอพนันกับเจ้า!"
พอมีเขาเป็นแกนนำ ชาวบ้านหลายคนก็เริ่มส่งเสียงตะโกนตาม
"พวกเราก็จะพนันกับเจ้า! ถ้าเจ้าคิดผิด เจ้าต้องมาคุกเข่าที่เมืองจัวจวิ้น!"
"ข้าก็จะพนันกับเจ้าด้วย!"
"ต่อให้เป็นผู้แทนพระองค์ พวกเราก็ไม่กลัว พวกเรามีกฎหมายคุ้มครองอยู่!"
"ใช่!"
ชุยเจาเจิ้งสำทับ "ชาวเมืองจัวจวิ้นทุกคน ล้วนเป็นคนดีผีคุ้มไม่มีอะไรต้องกลัว!"
เสียงตะโกนดังเซ็งแซ่ จนเกือบจะข่มบารมีของฟางสวี่ลงไปได้
ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากของเด็กหนุ่มกลับยิ่งฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อครู่เขาเหลือบไปเห็นร้านขายเครื่องเขียนอยู่ไม่ไกล จึงเดินไปซื้อกระดาษปึกใหญ่พร้อมพู่กันและหมึกมา
ฟางสวี่หาที่นั่งลงแล้วกวักมือเรียกพวกเขา "อย่าเอาแต่เห่า มานี่ มาลงชื่อ"
เขาชี้หน้าชุยเจาเจิ้ง "เมื่อกี้เจ้าเป็นคนเห่าคนแรกใช่ไหม งั้นเจ้ามาเป็นตัวตั้งตัวตีเลย ชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน เขียนลงไป!"
ชุยเจาเจิ้งเดินอาดๆ เข้ามา "ใต้เท้าผู้แทนพระองค์ ท่านต้องคิดผิดแน่ ผู้ว่าการของเราเป็นขุนนางที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์!"
เขาคว้าพู่กันมาเขียนชื่อตัวเองลงไป
ฟางสวี่สั่ง "ประทับรอยนิ้วมือด้วย"
ชุยเจาเจิ้งชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ยอมประทับรอยนิ้วมือลงไปแต่โดยดี
ฟางสวี่หันไปเรียกชาวบ้านที่เพิ่งแหกปากตะโกนเมื่อครู่ "มาๆๆ เข้าแถวมาเลย ใครเขียนหนังสือไม่เป็นเดี๋ยวข้าเขียนให้ พวกเจ้าแค่ประทับรอยนิ้วมือก็พอ"
สีหน้าของจางวั่งซงเริ่มมืดครึ้มลง "ใต้เท้าผู้แทนพระองค์ ทำเช่นนี้เกรงว่าจะไม่ถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมาย และอาจจะปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในหมู่ราษฎรได้นะขอรับ"
ฟางสวี่ตอกกลับ "ในเมื่อเจ้าเป็นขุนนางที่ดี ต่อให้เกิดจลาจลจนพวกมันตีข้าตาย ก็คงไม่ตีเจ้าตายหรอก ข้ายังไม่กลัวแล้วเจ้าจะกลัวอะไร"
เขายืนขึ้นบนโต๊ะแล้วตะโกนเรียกผู้คนราวกับนักเลงหัวไม้ "ใครก็ห้ามหนีไปไหนนะ ไอ้พวกที่ตะโกนเมื่อกี้ถ้าใครกล้าหนีข้าขอรับรองว่าจะตามไปลากคอถึงบ้านแน่!"
เพียงชั่วพริบตา สถานการณ์ก็ดูเหมือนจะเริ่มควบคุมไม่อยู่
จางวั่งซงหันขวับไปกระซิบสั่งการลูกน้องคนสนิท "ไปที่ค่ายทหาร ขอกำลังทหารมา"
ลูกน้องของเขายังไม่ทันได้ก้าวขา ก็ถูกมือใหญ่ที่ทรงพลังคว้าหมับเข้าให้
พอหันไปมองก็พบว่าเป็นชายฉกรรจ์หนวดเคราครึ้มที่ยืนยิ้มกริ่มดูเหตุการณ์มาตลอดนั่นเอง
จวี้เซ่าซางส่งยิ้มให้ "จะขอกำลังทหารรึ เดี๋ยวข้าช่วยเอาไหม"
เขาคว้าป้ายทองคำกลับมาแล้วชูขึ้นสูง "รับราชโองการมาสืบคดี ในเมื่อพวกเจ้ามีส่วนร่วมแล้ว ก็ถือว่าเกี่ยวพันกับคดีนี้ทุกคน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่อนุญาตให้ผู้ใดจากไปทั้งสิ้น หากใครกล้าหนี มันผู้นั้นคือผู้หลบหนีคดีอาญา!"
เขาหันไปมองชุยเจาเจิ้ง "เจ้าเป็นหัวหน้ามือปราบใช่ไหม พาลูกน้องของเจ้าไปจัดระเบียบเดี๋ยวนี้"
ชุยเจาเจิ้งเถียง "ข้าฟังแต่คำสั่งท่านผู้ว่าการจางเท่านั้น!"
จวี้เซ่าซางถาม "เจ้ารู้ไหมว่าผู้แทนพระองค์หมายถึงอะไร"
ชุยเจาเจิ้งยังดื้อดึง "ข้าจะฟังแต่ท่านผู้ว่าการของข้า"
จวี้เซ่าซางพยักหน้า "ได้ งั้นตอนนี้เจ้าไม่ใช่หัวหน้ามือปราบแล้ว ใครเป็นรองหัวหน้ามือปราบ มานี่ ตอนนี้เจ้าได้เลื่อนเป็นหัวหน้าแล้ว"
ชุยเจาเจิ้งลนลาน "ข้าน้อยจะรีบพาลูกน้องไปจัดระเบียบเดี๋ยวนี้ขอรับ!"
เขาหันหลังวิ่งไปเรียกลูกน้องทันที
จวี้เซ่าซางร้องสั่ง "เดี๋ยวก่อน ไปยกเตียงมาให้ข้าสักหลังสิ"
เขาบิดขี้เกียจไปมา "จะสืบคดีกันตรงนี้แหละ ถ้ายังไม่ปิดคดีก็ห้ามเลิกรา"
พูดจบเขาก็หันไปมองฟางสวี่ "เจ้าเป็นคนเปิดเรื่อง เจ้าก็ต้องเป็นคนปิดเรื่อง จะสืบยังไงก็จัดการเอาเองแล้วกัน"
ระหว่างรอคนยกเตียงมา เขาก็เอนหลังลงนอน "รอดูฝีมือเจ้าอยู่นะ"
พูดจบก็โยนป้ายทองคำกลับไปให้ฟางสวี่อีกครั้ง "เมื่อกี้มีคนบอกว่าจะขอกำลังทหาร เจ้าลองดูสิว่าทหารประจำเมืองจัวจวิ้นจะฟังคำสั่งขุนนางท้องถิ่น หรือจะฟังคำสั่งผู้แทนพระองค์"
ฟางสวี่ถามกลับ "แล้วถ้าพวกมันไม่ฟังล่ะ"
จวี้เซ่าซางหนุนแขนตัวเองแทนหมอน "งั้นก็สนุกสิ ข้อหาก่อกบฏมันจัดการง่ายกว่าสืบคดีตั้งเยอะ"
จากนั้นเขาก็หันไปด่าชุยเจาเจิ้ง "สั่งให้เอาเตียงมาก็เอามาแต่เตียง แม่งเอ๊ยไม่มีใครฉลาดพอจะหาหมอนมาให้ข้าสักใบเลยหรือไง!"
ฟางสวี่เอ่ยถามเขา "ท่านไม่กลัวข้าทำเรื่องวุ่นวายจริงๆ หรือ"
จวี้เซ่าซางเบ้ปาก "เอาที่สบายใจเลย ข้าคอยเก็บกวาดให้เอง"
ฟางสวี่ยิ้ม "โคตรเจ๋ง!"
จวี้เซ่าซางยิ้มรับ "กรมกงล้อทัณฑ์ต่างหากที่เจ๋ง ยิ่งเจ้าสร้างเรื่องใหญ่โตเท่าไหร่ คนทั้งใต้หล้าก็จะยิ่งรู้เรื่องนี้มากขึ้นเท่านั้น"
เขานอนอย่างสบายอารมณ์ "นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสืบคดี กรมกงล้อทัณฑ์จะต้องทำตัวให้เอิกเกริกเข้าไว้ เอิกเกริกชนิดที่ว่าต้องทำให้ชาวแคว้นซูทุกคนรู้จักกรมกงล้อทัณฑ์ในเวลาอันสั้นที่สุด"
เขานึกถึงคำพูดที่ท่านผู้บัญชาการบอกเขาก่อนออกจากเมืองหลวง
เขาถ่ายทอดคำพูดเหล่านั้นให้ฟางสวี่ฟังอย่างไม่ตกหล่น
"เมื่อราษฎรเผชิญกับความอยุติธรรม สถานที่แรกที่พวกเขาจะนึกถึงเพื่อขอความช่วยเหลือจะต้องเป็นกรมกงล้อทัณฑ์ และเมื่อคนชั่วคิดจะทำเรื่องเลวทราม สถานที่แรกที่พวกมันต้องหวาดกลัวก็จะต้องเป็นกรมกงล้อทัณฑ์เช่นกัน"
ผู้บัญชาการได้กล่าวเอาไว้
ต้องให้ชาวโลกเห็นข้า ประดุจเห็นท้องฟ้าสีคราม