- หน้าแรก
- เมื่อโลกจะถึงกาลอวสาน แต่ผมดันไล่เก็บไอเทมระดับ S อย่างเงียบๆ
- บทที่ 3 - สมบัติล้ำค่าแห่งโลก
บทที่ 3 - สมบัติล้ำค่าแห่งโลก
บทที่ 3 - สมบัติล้ำค่าแห่งโลก
บทที่ 3 - สมบัติล้ำค่าแห่งโลก
ชายชรา หรือนายพลโหลวกระแอมไอครั้งหนึ่ง "คุณเจียน่าครับ ตามข้อตกลงของเรา คุณต้องเล่าความรู้เกี่ยวกับโลกปฐมกาลให้เราฟังวันละนิดครับ"
นางเงือกเอียงคอคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "วันนี้ฉันจะเล่าเรื่องสมบัติล้ำค่าแห่งโลกแล้วกันนะ"
ทุกคนพอได้ยินคำว่า "สมบัติล้ำค่า" ก็พากันหูผึ่งทันที
นางเงือกค่อยๆ เอ่ยปาก "ทุกอารยธรรมที่เข้าสู่โลกปฐมกาล ย่อมจะให้กำเนิดของล้ำค่าที่มีพลังมหัศจรรย์บางอย่างขึ้นมา"
นายพลโหลวรีบถามต่อ "ทำไมถึงเกิดของพวกนี้ขึ้นมาได้ล่ะครับ ? หลักการที่แน่ชัดคืออะไร ?"
นางเงือกส่ายหน้า "อารยธรรมเมกาที่ฉันจากมาก็ไม่รู้หลักการเหมือนกัน แต่ฉันเคยได้ยินคำกล่าวหนึ่งว่า อาจจะเป็นเพราะกฎแห่งปฐมกาลถูกรบกวนน่ะ"
นายพลโหลวพยักหน้า "เชิญต่อเลยครับ"
นางเงือกพูดต่อ "ฉันเคยบอกไปแล้วว่า สิ่งของที่มีพลังเหนือธรรมชาติปกติจะมีผลข้างเคียงที่เลวร้าย เลยถูกเรียกว่า 'อุปกรณ์อาถรรพ์' การใช้อุปกรณ์พวกนี้ย่อมต้องมีราคาที่ต้องจ่าย"
นายพลโหลวพยักหน้าอีกครั้ง
เขาดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก ดวงตาฉายแววหวาดวิตกขึ้นมาแวบหนึ่ง ราวกับเคยเห็นผลข้างเคียงของอุปกรณ์อาถรรพ์เหล่านั้นมากับตา
นางเงือกเปลี่ยนหัวข้อ "แต่สมบัติล้ำค่าแห่งโลกนั้นต่างออกไป พวกมันมีพลังที่มหัศจรรย์แต่กลับไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เลย"
ดวงตาของนายพลโหลวเป็นประกายขึ้นมา "ของดีจริงๆ"
เขามีคำถาม "ถ้าแค่ไม่มีผลข้างเคียง ก็คงไม่พอกับการถูกเรียกว่าสมบัติล้ำค่าหรอกใช่ไหมครับ ?"
นางเงือกพยักหน้า "แน่นอน สมบัติล้ำค่ามีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง คือในช่วงแรกพลังของพวกมันจะไม่แข็งแกร่งนัก หรืออาจจะอ่อนแอเลยก็ได้"
"แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกมันจะดูดซับพลังได้ด้วยตัวเอง และจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่น่าหวาดกลัวเลยล่ะ"
นางเงือกทิ้งระเบิดข้อมูลชิ้นใหญ่ "เท่าที่ฉันรู้มา ชีวิตที่ครอบครองสมบัติล้ำค่าได้ ถ้าไม่ตายไปเสียก่อน ก็มีโอกาสเกินครึ่งที่จะได้กลายเป็น 'จอมราชัน' "
นายพลโหลวรู้สึกตื่นเต้นถึงขีดสุด
ทหารหลายคนเองก็มีสีหน้าแสดงความปรารถนาอย่างปิดไม่มิด
แน่นอนว่าพวกเขาย่อมรู้ดีว่าจอมราชันหมายถึงอะไร
พูดได้เต็มปากเลยว่าจอมราชันแต่ละคนคือไม้ตายก้นหีบของแต่ละอารยธรรม
ยิ่งมีไม้ตายมากเท่าไหร่ ก็หมายความว่าอารยธรรมนั้นยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
นายพลโหลวพยายามทำใจให้สงบแล้วถามต่อ "คุณเจียน่าครับ แล้วเราจะแยกแยะสมบัติล้ำค่าได้ยังไงครับ ?"
นางเงือกตอบว่า "ง่ายมาก แค่หยดเลือดลงไป จิตวิญญาณจะหลอมรวมเข้ากับสมบัติล้ำค่าเองโดยอัตโนมัติ ผู้หลอมรวมสามารถเก็บสมบัติล้ำค่าเข้าสู่ร่างกายได้ตลอดเวลา หลายอารยธรรมจึงเรียกสมบัติล้ำค่าว่าศาสตราศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณ"
นายพลโหลวไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ในแววตาเต็มไปด้วยความทึ่ง
นางเงือกเสริมอีกว่า "นอกจากนี้ สมบัติล้ำค่ามีข้อเสียอย่างหนึ่ง คือถ้าผู้หลอมรวมตายไป สมบัติล้ำค่าจะหายไปอย่างถาวร"
เธอชะงักไปครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา "แน่นอน สำหรับผู้หลอมรวมแล้วนี่นับเป็นข่าวดีนะ เพราะไม่มีใครสามารถแย่งชิงของรักของเขาไปได้"
นายพลโหลวพยักหน้า "มีเหตุผลครับ"
เขายังมีคำถามคาใจ "ขออนุญาตถามหน่อยครับ เราจะหาสมบัติล้ำค่าพวกนี้ได้ยังไง ?"
นางเงือกหัวเราะคิกคัก "หาเหรอ ? คุณคิดมากไปแล้ว !"
นายพลโหลวไม่เข้าใจ "ทำไมล่ะครับ ?"
นางเงือกบอกว่า "สมบัติล้ำค่าคือของประทานจากโลกปฐมกาล คุณคิดว่าอยากจะหาก็หาได้งั้นเหรอ ?"
เธอน้ำเสียงเข้มขึ้น "อารยธรรมเมกาของเราเคยวิจัยมาแล้ว การจะได้ครอบครองสมบัติล้ำค่านั้นขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ นอกจากดวงแล้วไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะหามันเจอได้เลย"
"แค่ได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียว ก็นับว่าโชคดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว"
"ส่วนการจะได้สองชิ้น อารยธรรมเมกาที่ติดต่อกับอารยธรรมอื่นมาหลายร้อยแห่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เคยได้ยินมาแค่เคสเดียวเท่านั้นเอง"
"ไอ้หมอที่มีโชคเหนือมนุษย์คนนั้น ต่อมาได้เติบโตจนกลายเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าที่สั่นสะเทือนไปทั่วกลุ่มโลกสิบกว่ากลุ่มเลยล่ะ"
นายพลโหลวถามต่อ "กลุ่มโลกคืออะไรครับ ?"
นางเงือกตอบ "ก็คือกลุ่มของโลกอารยธรรมจำนวนมากมารวมตัวกัน กลุ่มโลกหนึ่งอย่างน้อยก็ประกอบด้วยร้อยอารยธรรม อย่างมากก็สามร้อยอารยธรรม"
นายพลโหลวถอนหายใจ "ผมเข้าใจแล้วครับ"
เขาเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายสื่อแล้ว ในบรรดาโลกอารยธรรมหลายพันแห่ง กับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่มีหน่วยเป็น "สิบล้านล้าน" มีเพียงคนเดียวที่ได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าสองชิ้น
ส่วนการครอบครองสามชิ้นนั้น แม้แต่อารยธรรมเมกาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
นายพลโหลวถามคำถามสุดท้าย "โลกอารยธรรมหนึ่งจะให้กำเนิดสมบัติล้ำค่าได้มากแค่ไหนครับ ?"
นางเงือกตอบว่า "โลกชิงหลานเป็นโลกอารยธรรมขนาดกลาง ปกติจะให้กำเนิดสมบัติล้ำค่าประมาณเจ็ดถึงสิบชิ้นน่ะ"
นายพลโหลวผิดหวังเล็กน้อย "น้อยขนาดนั้นเลยเหรอครับ ?"
นางเงือกหัวเราะ "ถ้ามันมีเยอะ จะเรียกว่าสมบัติล้ำค่าได้ยังไงล่ะ ?"
เธอพูดด้วยความภาคภูมิใจ "อารยธรรมเมกาของเราเป็นอารยธรรมขนาดใหญ่ จนถึงตอนนี้ให้กำเนิดสมบัติล้ำค่ามาแล้วสิบแปดชิ้นนะ"
นายพลโหลวมีสีหน้าอิจฉาอย่างเห็นได้ชัด
นางเงือกเตือนทิ้งท้าย "เท่าที่เราทราบมา เมื่ออารยธรรมหนึ่งหลอมรวมเข้ากับโลกปฐมกาลโดยสมบูรณ์ หากเวลาผ่านไปเกินห้าสิบปี จะไม่มีการให้กำเนิดสมบัติล้ำค่าขึ้นมาอีกแล้ว"
นายพลโหลวถาม "เพราะอะไรครับ ?"
นางเงือกบอก "มีคำกล่าวที่ว่า สมบัติล้ำค่าคือกฎเกณฑ์ที่โลกปฐมกาลประทานให้ หลังจากห้าสิบปี ปฐมกาลจะเรียกคืนของประทานนั้นกลับไป"
ความหมายนัยๆ ก็คือ ... สมบัติล้ำค่าที่ยังไม่ถูกค้นพบ หลังจากห้าสิบปีไปแล้วจะหายไปทั้งหมด
นายพลโหลวทำความเคารพแบบทหาร "ขอบพระคุณสำหรับคำชี้แนะของคุณมากครับ !"
อีกฝ่ายมาจากอารยธรรมที่แข็งแกร่ง และได้มอบความรู้อันมีค่าให้แก่ชาวต้าซย่ามากมายโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ
เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายคู่ควรกับการทำความเคารพครั้งนี้
นางเงือกไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอหดตัวกลับลงไปใต้ผิวน้ำด้วยตัวเอง
นายพลโหลวครุ่นคิดอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนจะโบกมือ "ไปกันเถอะ"
เมืองหลินเจียง
หยางฟานเอนหลังพิงโซฟาอย่างเกียจคร้าน เริ่มตรวจสอบเสบียงภายในไข่มุกมิติ
"ข้าวสารสิบตันน่าจะพอแล้ว ปลากระป๋องสองพันกล่องน้อยไปนิดแฮะ ตอนนั้นน่าจะซื้อปลากระป๋องผลไม้กับเนื้อวัวกระป๋องเพิ่มอีกสักพันกล่อง"
"น่าเสียดายที่ทางการเริ่มควบคุมเสบียงอย่างเข้มงวดแล้ว ตอนนี้อยากจะซื้อก็ซื้อไม่ได้แล้ว"
เมื่อกี้เขาเช็คในเน็ตมาแล้ว สินค้าประเภทกระป๋องในทุกแอปฯ ถูกถอดออกหมด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าถูกทางการควบคุมไว้แล้ว
เหลือเพียงปลากระป๋องสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ยังวางขายอยู่
แต่หยางฟานไม่มีความคิดที่จะไปกินอาหารแมวอาหารหมาอย่างแน่นอน
"น้ำแร่หนึ่งพันลัง เครื่องดื่มต่างๆ อีกหนึ่งพันลัง รวมทั้งหมดสองหมื่นสี่พันขวด ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน แค่ดื่มน้ำกับเครื่องดื่มพวกนี้ก็น่าจะประทังชีวิตไปได้นาน"
เขาจงใจเลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงไว้เยอะๆ
เพราะเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาล ก็จะมีแหล่งพลังงาน ต่อให้ไม่ได้กินข้าวก็ไม่ถึงกับอดตาย
"เนื้อแห้ง ช็อกโกแลต ลูกอมรสนม เวเฟอร์ ขนมโมจิ ตีนไก่ดองคอเป็ด โครงเป็ด ... ซื้อขนมมาตุนไว้ตั้งสามแสนหยวน แต่ยังรู้สึกว่าไม่พออยู่ดี !"
หยางฟานรู้สึกเสียใจนิดๆ "ตอนนี้สภาพอากาศแปรปรวนขึ้นเรื่อยๆ ผลผลิตทางการเกษตรต้องลดลงฮวบฮาบแน่นอน ต่อไปจะซื้อขนมคงยากกว่าเดิม ตอนนั้นน่าจะซื้อเพิ่มอีกสักแสนหยวน !"
ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย
ตอนนั้นตีนไก่ดองที่เขาสั่งซื้อออนไลน์ห่อละเก้าหยวนแปดสิบเฟิน ตอนนี้ราคาพุ่งไปถึงสิบแปดหยวนแปดสิบเฟินแล้ว
จากแนวโน้มปัจจุบัน ในอนาคตราคาจะพุ่งไปถึงสามสิบหรือสี่สิบหยวนก็มีความเป็นไปได้สูง
คาดการณ์ได้เลยว่า ต่อไปคนธรรมดาคงไม่มีปัญญาซื้อขนมกินจริงๆ
สายตาของหยางฟานเลื่อนไปยังอีกมุมหนึ่ง
ตรงนั้นมีตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ตั้งวางอยู่ถึงสี่สิบตู้ แต่ละตู้มีความจุสูงถึงสามร้อยลิตร
ภายในตู้แช่เต็มไปด้วยเนื้อหมู เนื้อวัว ไก่ เป็ด ปลาที่แช่แข็งไว้ แม้แต่ไอศกรีมเขาก็ตุนไว้หลายพันแท่ง
ตอนที่หยางฟานซื้อของพวกนี้ เขาควักเงินจ่ายรวดเดียวแปดแสนกว่าหยวน ซึ่งเกือบจะเท่ากับราคาบ้านหนึ่งหลังเลยทีเดียว
เพื่อปกปิดการมีอยู่ของไข่มุกมิติ เขาจึงจงใจไปรับช่วงกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กที่บริหารงานผิดพลาดมา และยอม "ขาดทุนย่อยยับ" ไปก้อนใหญ่
เขาไม่คิดว่าทางการจะมีเวลาว่างขนาดมาตามสืบเบื้องลึกเบื้องหลังของซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ที่เจ๊งไปหรอก
ต้องขอขยายความตรงนี้อีกสักหน่อย
ไข่มุกมิติมีคุณสมบัติที่มหัศจรรย์มากอย่างหนึ่ง
นั่นคือการนำของที่มีอุณหภูมิต่ำหรือสูงใส่เข้าไปในมิติ อุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงไปช้ามาก
เมื่อก่อนหยางฟานเคยทำการทดลอง เอาเนื้อแช่แข็งอุณหภูมิติดลบสามสิบองศาใส่เข้าไป ผ่านไปสามสิบวันค่อยเอาออกมาวัดดู อุณหภูมิเพิ่มขึ้นมาแค่หนึ่งองศาเท่านั้นเอง
ตอนนี้ไข่มุกมิติแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก ระยะเวลาที่อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นหนึ่งองศาขยายออกไปเป็นห้าสิบสามวันแล้ว
พูดอีกอย่างก็คือ
จากติดลบสามสิบองศาจนถึงศูนย์องศา ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งพันหกร้อยวัน หรือประมาณสี่ปีเศษเลยทีเดียว
นี่มันคือความสามารถในการรักษาอุณหภูมิที่น่าตกใจจริงๆ
ประหยัดพลังงานสุดๆ !
รักษ์โลกสุดขีด !
และเพราะเหตุนี้เอง
หยางฟานถึงได้กล้าตุนเนื้อแช่แข็งไว้มากมายขนาดนี้
หากอุณหภูมิในตู้แช่เริ่มสูงขึ้น เรื่องนี้แก้ได้ง่ายมาก แค่เอาตู้แช่ออกมาเสียบปลั๊ก พออุณหภูมิลดลงแล้วค่อยยัดกลับเข้าไป
ถ้าไม่มีไฟฟ้าเหรอ ?
ไม่เป็นไร !
เขาเตรียมพร้อมรับสถานการณ์สุดขั้วไว้แล้ว โดยจงใจเตรียมแผงโซลาร์เซลล์กับเครื่องแปลงไฟไว้ชุดหนึ่ง ถ้าไม่มีไฟก็แค่หาที่เหมาะๆ ปั่นไฟเอาเอง
หยางฟานเริ่มตรวจสอบเสบียงอื่นๆ ต่อไป
"เสื้อขนเป็ดหนึ่งร้อยชุด กางเกงสี่พันตัว รองเท้าหนึ่งพันสองร้อยคู่ ถุงเท้าสองหมื่นคู่ ... แชมพูสามพันขวด ครีมอาบน้ำสองพันขวด ยาสีฟันสามหมื่นกล่อง ... "
"ยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้อักเสบ วิตามิน แคลเซียม ก็น่าจะพอแล้ว ... น้ำตาลทราย เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ... หม้อสี่สิบใบ มีดทำครัวห้าสิบเล่ม ในช่วงเวลาวิกฤตหม้อก็คือโล่ ส่วนมีดทำครัวก็คืออาวุธ ... ต่อให้วรยุทธสูงแค่ไหน ก็ยังต้องแพ้มีดทำครัว !"
เขาตรวจสอบจนมั่นใจว่าไม่มีอะไรตกหล่นแล้วจึงพยักหน้า "พกซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ติดตัวไปแบบนี้ ต่อให้ต้องเจอทุพภิกขภัยก็ไม่ต้องกลัว !"
"น่าเสียดายที่ของวิเศษอย่างไข่มุกมิตินี่ ฉันหาเจอแค่สามชิ้นเอง ถ้าหามาได้สักสิบชิ้นแปดชิ้นก็คงดี"
[จบแล้ว]