- หน้าแรก
- ราชาแต้มสังหาร
- บทที่ 35 ปล่อยผู้หญิงคนนั้นซะ
บทที่ 35 ปล่อยผู้หญิงคนนั้นซะ
บทที่ 35 ปล่อยผู้หญิงคนนั้นซะ
ซูเฟิงและฮินริชไม่ได้ไปดื่มเหล้า และก็ไม่ได้ไปกิน KFC
ซูเฟิงดื่มเหล้าไม่ได้ แม้เขาและฮินริชจะเป็นรุกกี้รุ่นเดียวกัน แต่ฮินริชเรียนจบปี 4 แล้ว อายุ 22 ปี ส่วนซูเฟิงเพิ่งจบปี 1 ตามการนับอายุแบบอเมริกัน เขายังอายุไม่เต็ม 19 ด้วยซ้ำ
ส่วนฮินริชก็ไม่อยากกิน KFC เขาคิดว่ามันไม่สมฐานะเศรษฐีใหม่ที่มีทรัพย์สินหลายสิบล้าน แถมเพิ่งจะประสบความสำเร็จในการเจอไอดอลมาหมาดๆ อย่างน้อยๆ ก็ต้องไปกินสเต๊กเนื้อดีๆ ฉลองกันหน่อย
พวกเขาเลยเลือกร้านอาหารฝรั่งเศสสุดหรูบรรยากาศโรแมนติก
ผู้ชายตัวยักษ์สองคนเดินเข้าร้านอาหารฝรั่งเศสอาจดูแปลกๆ ไปบ้าง แต่พนักงานในสถานที่ระดับไฮเอนด์ล้วนผ่านโลกมาเยอะ พวกเขาไม่แสดงท่าทีตกใจแม้แต่น้อย เพราะคนรวยที่เป็นเกย์มีเยอะแยะ และเกย์ส่วนใหญ่ก็ชอบอาหารฝรั่งเศสซะด้วย
เคิร์ก ฮินริช ยามที่ไม่เพ้อถึง สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน ถือว่าเป็นคนที่มีความคิดความอ่านสุขุมและเยือกเย็น
ระหว่างรับประทานอาหาร เขาพูดกับซูเฟิงว่า “โทนี่ นายต้องเตรียมตัวให้พร้อมนะ”
“เตรียมตัวอะไร?” ซูเฟิงถาม
“การเทรดกำลังจะเกิดขึ้น” ฮินริชกล่าว “ไม่เกิน 10 เกมนี้หรอก ดังนั้นนายต้องรีบยึดตำแหน่งสำคัญในทีมให้ได้้ ดีที่สุดคือก้าวขึ้นไปเป็นตัวจริง”
“หือ? ทำไมล่ะ?”
“เพราะฉันกำลังจะกลับมาแล้วไง” ฮินริชอธิบาย “ถ้าฉันกลับมา ฉันต้องได้เป็นตัวจริงแน่ๆ และไม่มีทีมไหนบ้าจี้ใส่ตัวถือบอล 3 คนลงในไลน์อัพตัวจริงหรอก จามาล ครอว์ฟอร์ด หรือไม่ก็ เจเลน โรส คนใดคนหนึ่งต้องโดนเทรด เผลอๆ อาจจะไปทั้งคู่”
ฮินริชจ้องตาซูเฟิงเขม็ง “สิ่งที่นายต้องทำตอนนี้คือ ทำให้ทีมเชื่อมั่นว่านายคือมือปืนที่ดีที่สุดของทีม ทีมจะได้ไม่ต้องไปหาคนอื่นจากข้างนอกมาเพิ่ม”
“ฉันจะช่วยนายเอง”
ฮินริชเสริม
ซูเฟิงพยักหน้ารับฟัง
ฮินริชหั่นสเต๊กเข้าปากพลางวิเคราะห์ให้ฟังต่อ “ตอนนี้นายต้องเน้นทุ่มเทกับเกมรับ นายสนิทกับ เคนดัลล์ กิลล์ นี่นา ลองไปขอวิชาเกมรับจากเขาดูสิ ถ้าทำได้ ฉันรับรองว่านายจะเป็นผู้เล่นระดับสูงที่ยืนระยะในลีกได้ยาวนานแน่นอน”
ผู้เล่นสาย 3&D
ซูเฟิงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ถ้าทักษะและพรสวรรค์ของเขาหยุดพัฒนาแค่นี้ การเป็นผู้เล่นสาย 3&D ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ตอนนี้ซูเฟิงได้ครอบครอง ‘สุดยอดเทคนิคการเลี้ยงบอล’ ของ ไอเซยาห์ โทมัส แล้ว เพียงแต่ขาดความสามารถในการผสานทักษะเหล่านั้นเข้าด้วยกันอย่างเต็มที่ แถมเขายังมีสูตรโกงระดับเทพติดตัว ขอแค่เจอผู้เล่นตกอับในอนาคต พรสวรรค์ของเขาต้องพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่งแน่นอน
ซูเฟิงในตอนนี้เปรียบเสมือนคนที่ถือลอตเตอรี่รางวัลแจ็กพอตอยู่ในมือ รอแค่วันหวยออกเท่านั้น
ดังนั้น จิตใจของเขาจึงมั่นคงกว่าที่ฮินริชคาดไว้มาก
เพียงแต่... ตอนนี้สถานการณ์ในทีมบูลส์กำลังสั่นคลอนอย่างหนัก นอกจากดาวรุ่งความหวังอย่างฮินริชและไม่กี่คนแล้ว คนอื่นๆ ล้วนมีความเสี่ยงที่จะโดนโละทิ้ง
ซูเฟิงไม่อยากถูกจับเป็น ‘ตัวแถม’ ส่งไปทีมอื่น เพราะตัวแถมมักไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนาม
มองในมุมของความเป็นจริง อยู่บูลส์ต่อไปดีที่สุด ตอนนี้เขาเริ่มฉายแสงที่นี่แล้ว ถ้าฟอร์มยังคงเส้นคงวาแบบนี้ สถานะของเขาในทีมที่กำลังวุ่นวายนี้จะยิ่งมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งสองกินไปคุยไป
ฮินริชมีความทะเยอทะยานสูงมาก เขาประกาศว่า “สักวันหนึ่ง ฉันจะเป็นพอยต์การ์ดผิวขาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA ฉันจะก้าวข้าม จอห์น สต็อกตัน ให้ได้”
ฮินริชทำท่าเทียบความสูง “ฉันตัวสูงกว่าเขา แข็งแกร่งกว่าเขา”
“แล้วนายล่ะ? โทนี่ นายอยากเป็นเหมือนใคร?” ฮินริชถามกลับ
ซูเฟิงเพิ่งยัดเนื้อชิ้นโตเข้าปาก ตอบเสียงอู้อี้ว่า “จอร์แดน... ไมเคิล จอร์แดน”
ฮินริชระเบิดหัวเราะลั่น
สักพักเขาก็ถามใหม่ “เอาจริงดิ นายอยากเป็นใคร? ไม่อยากเป็น เจฟฟ์ ฮอร์นาเซค คู่หูของสต็อกตันเหรอ?”
ซูเฟิงมองหน้าฮินริชอย่างจริงจัง “ไม่ ฉันต้องก้าวข้ามจอร์แดนให้ได้ก่อน ค่อยมาคิดเรื่องนั้น”
ฮ่าๆๆๆๆ
ฮินริชหัวเราะจนตัวงอ “มุกนี้นายเอาไปเล่นในรายการ ‘Late Night with Conan O'Brien’ ได้เลยนะเนี่ย ฮากว่าพวกตลกในรายการอีก”
“ฉันไม่ได้ล้อเล่น” ซูเฟิงผายมือ
“โอเคๆ เข้าใจแล้ว ฟีลลิ่งประมาณนั้นสินะ ฮ่าๆๆๆ” ฮินริชยิ่งขำหนักกว่าเดิม
เอาเถอะ ซูเฟิงเลิกคุยเรื่องนี้ดีกว่า
เมื่อทั้งสองเดินออกจากร้านอาหารฝรั่งเศส ฮินริชเสนอให้เดินกลับโรงแรม จะได้ย่อยอาหารไปในตัว
ซูเฟิงแย้งว่าควรเรียกแท็กซี่ เพราะในเมืองใหญ่ของอเมริกาแบบนี้ ความปลอดภัยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ใครจะรู้ว่าจะมีพี่มืดถือปืนโผล่ออกมาจากมุมมืดเมื่อไหร่
แต่ฮินริชยืนยันว่าแถวนี้เป็นย่านคนรวย ปลอดภัยหายห่วง
ซูเฟิงคำนวณระยะทาง เดินประมาณ 10 นาที และเส้นทางก็ดูคึกคักพอสมควร
เขาจึงพยักหน้าตกลง
“ซู นายปอดแหกจังแฮะ” ฮินริชอดแซวไม่ได้
“ไม่ใช่ปอดแหก เขาเรียกว่า ‘วิญญูชนไม่ยืนใต้กำแพงที่จวนเจียนจะถล่ม’ (ไม่พาตัวไปเสี่ยง)” ซูเฟิงอธิบาย “นี่คือปรัชญาของคนจีน”
ฮินริชส่ายหัว “นั่นแหละเรียกว่าปอดแหก นายแค่หาข้ออ้างมากลบเกลื่อน เหมือนที่นายบอกว่าจะก้าวข้ามจอร์แดนก่อนค่อยมาเป็นฮอร์นาเซคของฉันนั่นแหละ”
ฮินริชเบ่งกล้ามโชว์ “สการ์เลตต์ต้องชอบผู้ชายกล้าหาญแบบฉัน”
ซูเฟิงขี้เกียจเถียงด้วยแล้ว
คนอเมริกันมักจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงแบบนี้แหละ
ทั้งสองเดินไปคุยไป ระหว่างทางซูเฟิงชวนคุยเรื่องเทคนิคการเลี้ยงบอล ตอนแรกฮินริชก็คุยด้วยดีๆ แต่พอซูเฟิงเริ่มถามลึกและละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ฮินริชก็ตัดบทว่า “นายอย่าไปเสียเวลากับการเลี้ยงบอลเลย ซู เรื่องถือบอลปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉัน ฉันจะจัดการทุกอย่างเอง ต่อให้นายฝึกแทบตายยังไงก็เลี้ยงบอลสู้ฉันไม่ได้หรอก นายแค่ฝึกยิงสามแต้มกับเกมรับให้เก่งๆ ก็พอ รับรองสบายไปทั้งชาติ”
ฮินริชพูดด้วยความหวังดีและจริงใจ ไม่มีเจตนาดูถูก
แต่คำพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ ฟังแล้วมันระคายหูซูเฟิงไม่น้อย
ความรู้สึกเหมือนโดนแบ่งชนชั้นวรรณะ ฉันเป็นชนชั้นสูง นายเป็นชนชั้นแรงงาน ฉันใช้สมองทำงานสร้างสรรค์ กอบโกยกำไรส่วนใหญ่ไป ส่วนนายก็ก้มหน้าก้มตาทำงานรับจ้างผลิตไป ได้ค่าแรงพอประทังชีวิต
แม้ว่า ‘ค่าแรง’ ใน NBA จะเป็นตัวเลขมหาศาลที่คนทั่วไปเอื้อมไม่ถึงก็ตาม
แต่ทว่า... ‘คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้?’
ทั้งคู่เดินต่อไปจนใกล้ถึงโรงแรม ขณะเดินผ่านลานจอดรถ
Help! Help! Help!
พวกเขาได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จากมุมมืดสลัวๆ ชายผิวดำสองคนถือมีดสั้นกำลังจี้ผู้หญิงสองคน
พวกมันกำลังปล้น!
เสียงร้องของผู้หญิงแผ่วเบาและสั่นเครือ พวกเธอกำลังอ้อนวอนขอชีวิต
ฮินริชรีบดึงแขนซูเฟิง “อย่าหยุดเดิน อย่าให้พวกมันเห็นเรา”
ซูเฟิงเดินตามฮินริชไปสองก้าว
แต่แล้วเขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ
สุดท้ายเขาก็หันหลังกลับ เขาทำใจเมินเฉยไม่ได้จริงๆ
เขามีมาตรฐานศีลธรรมในใจที่ไม่อาจละเลย
เขาวิ่งกลับไป ยืนอยู่ใต้แสงไฟถนน แล้วตะโกนก้อง “เฮ้ย! ปล่อยผู้หญิงคนนั้นซะ!”
เสียงของซูเฟิงดังกังวาน
ร่างสูงใหญ่ของเขายืนตระหง่าน
ภายใต้แสงไฟ เขากลายร่างเป็นตัวแทนแห่งความยุติธรรม
“พระเจ้า! ไอ้บ้านั่นทำอะไรลงไป?”
ฮินริชบ่นอุบอิบ แล้วรีบใส่เกียร์หมาวิ่งหนีกลับโรงแรมไปทันที
...
(จบบท)