- หน้าแรก
- วายร้ายตัวพ่อ ก็แพ้เงื้อมมือท่านเทพผู้แสนดี
- บทที่ 8: ข้อเสนอพลิกประวัติศาสตร์
บทที่ 8: ข้อเสนอพลิกประวัติศาสตร์
บทที่ 8: ข้อเสนอพลิกประวัติศาสตร์
กองทัพมีกองพลทั้งหมดสิบกองพล
กองพลที่สองรับหน้าที่ดูแลการสร้างหุ่นรบระดับสูง
เมื่อสองร้อยปีก่อน มหาสงครามระหว่างจักรวรรดิและเผ่าเซิร์กปะทุขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียอย่างหนัก อัลฟ่าผู้แข็งแกร่งและบุคลากรผู้เปี่ยมพรสวรรค์ของจักรวรรดิล้วนตกตายในสนามรบเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้สร้างหุ่นรบระดับสูง
ภายใต้ความสูญเสียอันหนักหน่วง เทคโนโลยีของจักรวรรดิต้องถอยหลังลงคลองไปนับร้อยปี หุ่นรบระดับสูงที่ต้องเชื่อมต่อด้วยพลังจิตเกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ ทั้งในด้านเทคโนโลยีและบุคลากร จนแทบไม่มีใครสามารถสร้างมันขึ้นมาได้อีก
และหุ่นรบระดับสูงก็คืออาวุธยุทโธปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการต่อกรกับเผ่าเซิร์ก
ต้องรู้ก่อนว่าเผ่าเซิร์กนั้นเชี่ยวชาญการต่อสู้ โครงกระดูกของพวกมันแข็งแกร่งทนทาน ส่วนรยางค์ก็แหลมคมจนสามารถแทงทะลุและตัดแผ่นเหล็กกล้าได้อย่างง่ายดาย นี่ยังไม่รวมถึงเขี้ยวเล็บที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถฉีกทึ้งหุ่นรบระดับล่างให้ขาดสะบั้นได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
เย่ชิงซวีคือช่างเทคนิคที่รอดชีวิตมาจากมหาสงครามครั้งนั้น และในปัจจุบัน เขาเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถสร้างหุ่นรบระดับสูงได้
ทว่าเขาก็อายุมากแล้ว
หากเขาสิ้นลมหายใจ จักรวรรดิจะไม่มีใครสร้างหุ่นรบระดับสูงได้อีกต่อไป
หากไร้ซึ่งหุ่นรบระดับสูง เมื่อใดที่เผ่าเซิร์กฟื้นฟูบาดแผลจากสงครามและหวนกลับมาบุกรุกอีกครั้ง จักรวรรดิที่ไร้พลังต่อต้านจะต้องร่วงหล่นลงสู่ขุมนรกโลกันตร์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง!
กองทัพไม่อยากสร้างความตื่นตระหนก จึงทำได้เพียงปกปิดข้อมูลนี้ไว้ และออกค้นหาผู้มีพรสวรรค์ที่สามารถสร้างหุ่นรบระดับสูงอย่างลับๆ
และความลับในการสร้างหุ่นรบระดับสูงก็ไม่ใช่สิ่งใดอื่น นอกเสียจากระดับพลังจิตที่สูงส่งเหนือธรรมดา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฉิวเยี่ยถึงมาที่สถาบันเฮลิสต์เพื่อทดสอบพลังจิต
และเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่ห้ามตอนที่ครูเวรแจ้งเรื่องร้องเรียนเขาไปยังกองทัพ
อย่างไรเสีย หลังจากทดสอบพลังจิตเสร็จ เขาก็ตั้งใจจะนำผลลัพธ์นี้ไปยื่นให้กองทัพด้วยตัวเองอยู่แล้ว การที่ครูเวรเป็นธุระจัดการให้ จึงช่วยประหยัดเวลาและลดความยุ่งยากไปได้มาก
ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับคำเชิญชวนของเย่ชิงซวีในเวลานี้ ฉิวเยี่ยกลับไม่ได้ตอบตกลงในทันที
เขาแสร้งทำสีหน้าลังเลใจเล็กน้อย "แม้ว่าผมจะอยากเข้าร่วมกองทัพมากแค่ไหน แต่ทว่า..."
อุตส่าห์ค้นพบอัจฉริยะผู้มีพลังจิตท้าทายสวรรค์ทั้งที เย่ชิงซวีแทบอยากจะลักพาตัวเด็กคนนี้กลับกองพลที่สองซะเดี๋ยวนี้ แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่อาจวู่วาม จึงทำได้เพียงพยายามพูดคุยเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น
"เธอมีความต้องการอะไรก็บอกฉันมาได้เลย ไม่ต้องกังวล กองทัพและกองพลที่สองจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อตอบสนองความต้องการของเธออย่างแน่นอน!"
มุมปากของฉิวเยี่ยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้ากลัดกลุ้ม
"ผมเดาว่าท่านผู้บัญชาการเย่คงจะเห็นสถานการณ์ของผมบนเครือข่ายดวงดาวแล้ว ผมไม่เพียงแต่เป็นโอเมก้า แต่ยังล่วงเกินนายพลหลวนโยว ตอนนี้กระแสสังคมต่อต้านผมรุนแรงมาก และราชวงศ์ก็คงกำลังพิจารณาถอดถอนผมออกจากตำแหน่งองค์รัชทายาท"
ขณะที่พูด เขาก็เงยหน้าขึ้นมองครูเวรที่ยืนอยู่ด้านหลังฝูงชน พร้อมกับส่งยิ้มขื่นขม
"แม้กระทั่งครูเองก็ยังจะร้องเรียนผมต่อกองทัพ เรื่องที่ผมปิดบังสถานะโอเมก้าเพื่อเข้าเรียนในสถาบันการทหารเฮลิสต์ ลำพังตัวผมเองยังเอาตัวแทบไม่รอด ดังนั้น..."
"ฉันก็นึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายอะไร" เย่ชิงซวีโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ตราบใดที่เธอเข้าร่วมกับกองพลที่สอง ฉันขอรับรองเลยว่าราชวงศ์จะไม่กล้าแตะต้องเธอแม้แต่ปลายก้อย ส่วนเรื่องหลวนโยวนั้น..."
เย่ชิงซวีย่อมรู้ดีถึงความเกลียดชังที่หลวนโยวมีต่อโอเมก้า
ผู้บัญชาการกองพลที่หนึ่งผู้มีอนาคตไกลคนนี้ มีนิสัยแข็งกร้าวและดื้อดึงราวกับหินในส้วม ทั้งเหม็นและแข็ง หากมีสิ่งใดที่เขาไม่อยากทำ ต่อให้เอาปืนใหญ่อนุภาคมาจ่อหัว เขาก็ไม่มีวันยอมทำตาม
"เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับหลวนโยวเอง เขารับรองว่าจะไม่ตามล้างตามเช็ดเธอแน่!"
ช่างประไร!
ต่อให้หลวนโยวจะมีความขุ่นข้องหมองใจนับหมื่นพันประการ ก็ต้องกลืนมันลงท้องไปให้หมด! ในเวลานี้จะมีอะไรสำคัญไปกว่าการสร้างหุ่นรบระดับสูงอีก?
หากไร้ซึ่งหุ่นรบระดับสูง เมื่อเผ่าเซิร์กบุกโจมตี จักรวรรดิก็ถึงคราวล่มสลาย!
เมื่ออยู่ต่อหน้าความอยู่รอดของชาติบ้านเมือง พรหมจรรย์ของหลวนโยวจะมีค่าอะไร!
ในที่สุด สายตาของเย่ชิงซวีก็ตวัดไปมองครูเวร ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก ครูเวรก็รีบยืดตัวตรงแหน่วทันที "ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิดครับ! ผมขอถอนคำร้องเรียนองค์รัชทายาททั้งหมด!"
ฉิวเยี่ยหัวเราะเบาๆ
ไม่ใช่ว่าครูเวรจะไม่ได้ยินน้ำเสียงเย้ยหยันในเสียงหัวเราะนั้น แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะปริปาก ได้แต่ปั้นหน้ายิ้มประจบประแจง ภายในใจรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง หากเขารู้แต่แรกว่าฉินฉิวเยี่ยมีความสามารถล้นเหลือจนกองทัพต้องแย่งตัวกันขนาดนี้ เขาจะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนทำไม!
ต้องรู้ไว้ว่า แม้จักรวรรดิจะปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ แต่ผู้ที่กุมอำนาจที่แท้จริงเอาไว้ก็คือกองทัพ!
อำนาจของผู้บัญชาการกองพลนั้น ยิ่งใหญ่เสียกว่าองค์รัชทายาทเสียอีก!
ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งรองผู้บัญชาการยังเปรียบเสมือนการปูทางสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการคนต่อไป หากฉินฉิวเยี่ยเข้าร่วมกองพลที่สองและได้เป็นรองผู้บัญชาการจริงๆ ทันทีที่เย่ชิงซวีสละตำแหน่ง เขาก็จะได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพล!
ถึงเวลานั้น หากอีกฝ่ายคิดจะบี้เขาให้ตาย ก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ!
ยิ่งคิด ครูเวรก็ยิ่งหวาดกลัวจนหัวหด ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
ฉิวเยี่ยรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
เห็นไหมล่ะ
นี่แหละคือผลประโยชน์ที่มาพร้อมกับอำนาจ
หากเจ้าของร่างเดิมตระหนักถึงความสามารถของตัวเองแล้วเข้าร่วมกับกองทัพตั้งแต่แรก อย่าว่าแต่เรื่องปิดบังสถานะ หรือเรื่องมีความสัมพันธ์กับอัลฟ่าสามคนเลย หากเขาต้องการ กองทัพก็พร้อมจะนำอัลฟ่ามาเรียงแถวหน้ากระดานให้เขาเลือกสรรตามใจชอบ!
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่ายุคสมัยใด ความแข็งแกร่งก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดชะตาชีวิตเสมอ
โอเมก้าผู้ครอบครองพลังจิตระดับ 3S ผู้สามารถสร้างหุ่นรบระดับสูง และกำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลในอนาคต—ราชวงศ์จะเอาข้ออ้างอะไรมาขับไล่เขา?
โจวฉีเหยียนจะเอาอะไรมาทำลายเขา?
ฉิวเยี่ยจัดคอเสื้อให้เข้าที่ "ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจของท่านผู้บัญชาการเย่แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ผมเองก็จะแสดงความจริงใจให้เห็นเช่นกัน"
"ผมทราบดีว่าเหตุใดท่านถึงต้องการดึงตัวผมเข้ากองพลที่สอง พูดตามตรง ผมเองก็ตระหนักถึงพรสวรรค์ด้านการสร้างของตัวเองเช่นกัน"
"แต่ดังสุภาษิตที่ว่า ผู้มีความสามารถย่อมคู่ควรกับตำแหน่ง"
"หากไร้ซึ่งผลงานเป็นที่ประจักษ์ แล้วผมตอบรับคำเชิญของท่านโดยตรง ไม่เพียงแต่คนในกองทัพบางส่วนจะไม่พอใจ แต่สาธารณชนเองก็คงไม่อาจยอมรับได้"
เย่ชิงซวีชะงักไป "ความหมายขององค์รัชทายาทคือ..."
ฉิวเยี่ยคลี่ยิ้ม
"ไม่ว่าจะเป็นหุ่นรบระดับล่างหรือระดับสูง ล้วนต้องพึ่งพากล่องพลังงานในการขับเคลื่อน เพียงแต่หุ่นรบงระดับล่างจะสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าหุ่นรบระดับสูงก็เท่านั้น"
"ขอเวลาผมสามวัน แล้วผมจะส่งมอบกล่องพลังงานที่มีความบริสุทธิ์สูงกว่าให้กับท่าน มันจะสามารถรองรับการทำงานของหุ่นรบระดับล่างได้ถึงสามสิบวัน และหุ่นรบระดับสูงได้ถึงห้าสิบวัน"
ในปัจจุบัน กล่องพลังงานระดับสูงสุดที่มีอยู่ในท้องตลาดคือกล่องพลังงานระดับห้า ซึ่งสร้างขึ้นโดยกองพลที่สอง มันสามารถใช้งานกับหุ่นรบระดับล่างได้เพียงห้าวัน และสิบวันสำหรับหุ่นรบระดับสูง ทว่านี่ก็ถือเป็นกล่องพลังงานที่ดีที่สุดเท่าที่กองพลที่สองจะผลิตได้แล้ว
ต้องเข้าใจว่ากล่องพลังงานเปรียบเสมือนหัวใจของหุ่นรบระดับสูง ยามที่ทหารแห่งจักรวรรดิออกรบ พวกเขาจะพกพากล่องพลังงานติดตัวไปหลายกล่อง แต่ถึงกระนั้น มันก็มักจะหมดลงหรือสูญหายอยู่เสมอ
ทหารนับไม่ถ้วนต้องสังเวยชีวิตกลางสนามรบเพียงเพราะกล่องพลังงานไม่เพียงพอ อาจกล่าวได้ว่ากล่องพลังงานนั้นเป็นเสบียงที่สำคัญยิ่งกว่าหุ่นรบระดับสูงเสียอีก!
หากฉินฉิวเยี่ยสามารถสร้างกล่องพลังงานที่ใช้งานได้ยาวนานขนาดนั้นได้จริง เขาจะต้องกลายเป็นอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิอย่างไม่ต้องสงสัย!
ทว่า อัจฉริยะผู้นี้ยังมีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก
"ตำราเรียนทฤษฎีว่าด้วยเผ่าเซิร์กของจักรวรรดิระบุไว้ว่า มีเซิร์กระดับสูงสายพันธุ์หนึ่งที่สามารถเจาะเข้าไปในศีรษะ กลืนกินสมอง และเข้าควบคุมร่างของมนุษย์ได้"
"ในช่วงสงคราม เคยมีกรณีที่มนุษย์ซึ่งถูกควบคุมได้ขับหุ่นรบระดับสูงแล้วกราดยิงใส่สหายร่วมรบจนเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ กล่องพลังงานที่ผมกำลังจะสร้างขึ้น ไม่เพียงแต่จะใช้งานได้ยาวนาน แต่ยังสามารถแยกแยะระหว่างมนุษย์กับเซิร์กได้อีกด้วย"
"สองร้อยปีผ่านไปนับตั้งแต่มหาสงครามครั้งล่าสุด ตลอดสองร้อยปีมานี้ แม้เผ่าเซิร์กจะไม่ได้เปิดฉากรุกรานครั้งใหญ่ แต่พวกมันก็ยังคงคอยก่อกวนดาวเคราะห์ใต้อาณัติที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุของจักรวรรดิอยู่เนืองๆ การหวนกลับมาของพวกมันเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น"
"และเมื่อเวลานั้นมาถึง กล่องพลังงานของผมจะช่วยปกป้องชีวิตของนักรบนับไม่ถ้วน"
เย่ชิงซวีรับฟังด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
"นี่เรื่องจริงหรือ!?"
เป็นอย่างที่ฉินฉิวเยี่ยกล่าวไว้ เซิร์กระดับสูงที่เจ้าเล่ห์เพทุบายมักจะควบคุมมนุษย์ให้เข่นฆ่ากันเอง ทว่าพวกเขากลับยังไม่พบวิธีป้องกันหรือแยกแยะได้เลย หากฉินฉิวเยี่ยสามารถสร้างกล่องพลังงานเช่นนั้นขึ้นมาได้จริงๆ...
นี่จะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์!
ฉินฉิวเยี่ยจะจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับจักรวรรดิ!
"ย่อมเป็นเรื่องจริงแน่นอน"
ฉิวเยี่ยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้างดงามฉายแววเย่อหยิ่งจองหอง "ผมจะใช้กล่องพลังงานนี้เป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของผมเอง"