- หน้าแรก
- ชายผู้ไร้เทียมทาน ตำนานเริ่มที่ร้านแผงลอย
- บทที่ 25: ตะลุมบอนในห้องพักผู้ป่วย และการรับรางวัล
บทที่ 25: ตะลุมบอนในห้องพักผู้ป่วย และการรับรางวัล
บทที่ 25: ตะลุมบอนในห้องพักผู้ป่วย และการรับรางวัล
บทที่ 25: ตะลุมบอนในห้องพักผู้ป่วย และการรับรางวัล
โรงพยาบาล
หยางเจ๋อกำลังเหม่อมองใบไม้ที่อยู่ด้านนอกหน้าต่าง
โคตรจะน่าเบื่อเลยเว้ย!
ตอนนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็แว่วเข้าหู
เขาหันไปมอง "เชี่ยเอ๊ย พวกนายไปโดนอะไรกันมาวะเนี่ย? เห็นฉันเบื่อๆ เลยมาแอดมิทเป็นเพื่อนหรือไง?"
เขามองดูเหล่าลูกศิษย์ร่วมสำนักที่มีผ้าพันแผลพันอยู่เต็มตัว
น้ำตาของหยางเจ๋อรื้นขึ้นมาบริเวณเบ้าตา
ก่อนหน้านี้ เขามองคนพวกนี้เป็นศัตรูหัวใจมาตลอด เลยไม่เคยทำตัวดีๆ ด้วยเลย
ตอนนี้เขารู้สึกผิดแล้ว
ช่างเป็นสหายร่วมรบที่น่ารักอะไรขนาดนี้
วันข้างหน้า ฉันจะต้องดูแลพวกเขาให้ดี และสร้างครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวไปด้วยกัน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กลุ่มลูกศิษย์ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
"แม่งเอ๊ย ใครเขาตั้งใจมาอยู่เป็นเพื่อนแกวะ!"
"เออ หน้าหนาชะมัด! ถ้าแกไม่ไปยั่วโมโหจ้าวเหยียน เขาจะมาอัดพวกเราไหมล่ะ?"
"เวรเอ๊ย ฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไมจู่ๆ หมอนั่นถึงเข้ามาเตะต่อยด่าทอพวกเราโดยไม่พูดไม่จา ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง"
"เฮ้อ เข้าใจผิด มันเป็นความเข้าใจผิดชัดๆ! พวกเราโดนอัดฟรีซะแล้ว!"
เหล่าลูกศิษย์ปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองเสร็จสรรพ ไม่อย่างนั้นทำไมจ้าวเหยียนถึงต้องมาไล่อัดพวกเขาอย่างกับคนบ้า แล้วค่อยส่งมาโรงพยาบาลด้วยล่ะ?
ต้องเป็นเพราะต้องการข่มขวัญหยางเจ๋อแน่ๆ!
หยางเจ๋อ "..."
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
ข้อมูลมันเยอะเกินกว่าจะประมวลผลไหว หยางเจ๋อถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
คนพวกนี้ไม่ได้ตั้งใจแอดมิทเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเขาหรอกเหรอ?
แต่กลับโดนไอ้สารเลวอย่างจ้าวเหยียนอัดมาเนี่ยนะ?
"ฮ่าๆๆ!"
"สมน้ำหน้า! ตอนนั้นพวกแกเสือกไม่เชื่อฉันเอง เป็นไงล่ะความรู้สึกตอนนี้!"
หยางเจ๋อหัวเราะร่วนอย่างสะใจ
ตอนนั้น ไอ้พวกนี้ทำตัวงี่เง่าแถมยังไม่เชื่อคำพูดของเขา
แม่งยังหาว่าเขาแสดงละครอีก!
"เชี่ย มึงหัวเราะหาหอกอะไรวะ!"
"ไอ้ลูกหมา มึงยังมีหน้ามาหัวเราะอีกเหรอ?"
"ลุยแม่งเลย!"
เหล่าลูกศิษย์อารมณ์ไม่คงที่อยู่แล้ว เสียงหัวเราะของหยางเจ๋อจึงยิ่งจุดไฟโทสะของพวกเขาในพริบตา
ความมุ่งร้ายผุดขึ้นในใจ! พวกเขาไม่สนผ้าพันแผลบนตัวแล้วพุ่งเข้าใส่หยางเจ๋อทันที
"โอ๊ย~!"
ตาของหยางเจ๋อเหลือกถลนขณะเอามือกุมเป้าตัวเองเอาไว้
บัดซบ กล้ามายุ่งกับน้องชายฉันเหรอวะ?
หยางเจ๋อโดนโจมตีจุดคริติคอล แต่เขาก็สวนกลับทันทีโดยไม่ยอมน้อยหน้า
ในพริบตาเดียว ห้องพักผู้ป่วยก็ตกอยู่ในความโกลาหล...
...
"ไม่เลวนี่ ยัยลูกศิษย์ตัวน้อย ฝีมือทำอาหารของเธอพัฒนาขึ้นนะ"
จ้าวเหยียนชิมเต้าหู้ฝีมือของเฉิงจื่อหลานแล้วก็เอ่ยปากชมอย่างไม่หวงคำ
ถึงแม้ฝีมือจะยังห่างชั้นกับเขาอยู่มาก แต่เขาก็ยังต้องคอยให้กำลังใจเธอเยอะๆ
ขืนเฉิงจื่อหลานถอดใจแล้วเลิกทำขึ้นมาจะแย่เอา
"จริงเหรอคะ?"
เฉิงจื่อหลานดีใจจนตาหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
เธอไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเก่งขนาดนี้ เรียนไปยังไม่ถึงเดือนก็ได้รับคำชมจากไอดอลของเธอแล้ว
ถ้าเรียนไปอีกสักพัก เธอจะไม่สามารถตั้งเป้าเงินเดือนละล้านได้เลยเหรอ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ใบหน้าที่กำลังตื่นเต้นของเฉิงจื่อหลานก็มีรอยแดงระเรื่อปรากฏขึ้น
"แน่นอนสิ ฉันไม่เคยโกหกอยู่แล้ว!" จ้าวเหยียนยืนยันด้วยสีหน้าจริงจัง
"อิอิ ในเมื่อฉันเก่งขนาดนี้ พี่เหยียนคะ พี่ไม่คิดจะขึ้นเงินเดือนให้ฉันหน่อยเหรอ? ฉันไม่ขอถึงล้านหรอก แต่สักแสนนึงก็ยังดีใช่มั้ยล่า?"
เฉิงจื่อหลานหัวเราะคิกคัก ไม่รู้สึกกระดากอายเลยสักนิด
?
เมื่อได้ยินคำพูดหน้าไม่อายพวกนี้ จ้าวเหยียนก็ถึงกับพูดไม่ออก
เขาแค่พูดชมไปตามมารยาท แต่ยัยบ๊องนี่ไม่เพียงแต่จะทึกทักเอาเป็นจริงเป็นจัง แต่ยังกล้าเรียกร้องขูดรีดกันดื้อๆ อีกเหรอ?
เขาปรายตามองเฉิงจื่อหลานที่กำลังมั่นใจเกินเหตุ "เสี่ยวหลาน คนเราต้องรู้จักทำตัวติดดินและค่อยเป็นค่อยไปนะ อย่าหวังอะไรที่มันสูงเกินตัวสิ"
"ชิ คนงก!" เฉิงจื่อหลานกลอกตาใส่
จังหวะที่จ้าวเหยียนกำลังจะสั่งสอนเธออย่างจริงจัง ฟางม่านหนิงก็โทรเข้ามาพอดี
"คุณจ้าว วันนี้พอจะมีเวลาว่างไหมคะ?"
"คุณตำรวจ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"
หรือว่าเธอจะมาคิดบัญชีย้อนหลัง?
"เรื่องมีอยู่ว่า ทางเบื้องบนให้ความสำคัญกับคนร้ายในคดี 516 มาก เงินรางวัลของคุณก็เลยได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วค่ะ เป็นเงินทั้งหมดหนึ่งแสนหยวน และคุณต้องมารับเงินที่สถานีด้วยตัวเอง"
ฟางม่านหนิงอธิบายอย่างใจเย็นจากปลายสาย
ก่อนหน้านี้ ตอนที่พวกเขาส่งศพคนร้ายไปให้แพทย์นิติเวชชันสูตร ทางนั้นไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดว่านี่คือฝีมือของคนมือเปล่า
มันล้มล้างความเข้าใจของพวกเขาและขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์โดยสิ้นเชิง!
ท้ายที่สุด ก็ต้องรอให้ฟางม่านหนิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองคนมายืนยันด้วยตาตัวเอง แพทย์นิติเวชถึงจะยอมเชื่ออย่างเสียไม่ได้
แน่นอนว่าเรื่องที่ฟางม่านหนิงกระทำรุนแรงต่อศพคนร้าย ทางเบื้องบนก็แค่ตักเตือนเธอเบาๆ ไม่กี่ประโยคและไม่ได้เอาความอะไรต่อ
"ตกลงครับ เดี๋ยวผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ"
พอได้ยินว่ามีเงินตั้งหนึ่งแสนหยวน จ้าวเหยียนก็ตอบตกลงอย่างกระตือรือร้น คนที่ไม่กระตือรือร้นเรื่องรับเงินคงมีปัญหาทางสมองแล้วล่ะ
นี่คือเงินที่เขาหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองเชียวนะ
สถานีตำรวจสาขาชิงซาน
ห้องทำงานผู้อำนวยการ
เซวียว่านซานมองดูรายงานชันสูตรศพพลางขมวดคิ้วเข้าหากัน หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ถามขึ้น "เหล่าหลี่ คุณแน่ใจเหรอว่าศิลปะการต่อสู้ประจำชาติจะสามารถมีอานุภาพขนาดนี้ได้?"
"เรื่องนี้... ก็น่าจะเป็นไปได้มั้งครับ? ฟางม่านหนิงกับคนอื่นๆ ก็เห็นมากับตาตัวเอง"
หลี่เฉิงกั๋วยิ้มเจื่อนๆ พลางผายมือออก
ลึกๆ ในใจแล้วเขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่ เขารู้ดีว่าศิลปะการต่อสู้ประจำชาตินั้นเป็นอย่างไร
การล้มผู้ชายร่างยักษ์หลายคนด้วยมือเปล่าอาจจะพอทำได้ แต่การสังหารคนในกระบวนท่าเดียวนั้นมันออกจะเหมือนในนิยายกำลังภายในไปหน่อย
ส่วนปรมาจารย์หม่าที่กำลังถูกอวยจนทะลุฟ้าในช่วงนี้ เขาได้แต่แค่นเสียงเยาะเย้ย
มันก็แค่การหลอกลวงเพื่อหาเลี้ยงชีพเท่านั้นแหละ
"เดี๋ยวก่อน ทำไมเราไม่ลองทดสอบเขาดูล่ะ?" เซวียว่านซานเสนอแนะ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เฉิงกั๋วก็ถึงกับพูดไม่ออก "ผู้อำนวยการครับ เราทดสอบเรื่องแบบนี้ไม่ได้หรอก ขืนไปทดสอบสุ่มสี่สุ่มห้า มีหวังได้ไปสบายแน่ๆ"
ถ้าเกิดว่าเป็นของปลอมก็แล้วไป เจ้าหน้าที่ที่ไปทดสอบย่อมปลอดภัยดี
แต่ถ้าเกิดมันเป็นของจริงล่ะ? จะไม่กลายเป็นพลีชีพเพื่อชาติไปเลยเหรอ?
และถ้าถึงตอนนั้น พวกเขาจะต้องรับผิดชอบหรือเปล่า?
"งั้นใช้วิธีอื่นดีกว่า! ถ้าเขามีฝีมือจริงๆ เราก็จะดึงตัวเขามาเป็นครูฝึกศิลปะการต่อสู้พิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ของเราเลย!"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สีหน้าของเซวียว่านซานก็แน่วแน่ขึ้นมา
สมาชิกหน่วยสืบสวนอาชญากรรมต้องเผชิญหน้ากับโจรผู้ร้ายที่ทั้งเหี้ยมโหดและสิ้นหวังอยู่ทุกปี ทำให้อัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตยังคงสูงอยู่
ใช่ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะไม่เคยคิดเชิญปรมาจารย์มาสละเวลาฝึกสอนให้
เพียงแต่ปรมาจารย์พวกนั้นล้วนเป็นพวกต้มตุ๋นที่แม้แต่นักสืบธรรมดาๆ ยังเอาชนะไม่ได้ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาเป็นครูฝึกด้วยซ้ำ
"ผมไม่มีข้อโต้แย้งครับ"
หลี่เฉิงกั๋วพยักหน้าเห็นด้วย เขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องคัดค้าน
ในฐานะหัวหน้าหน่วยสืบสวนอาชญากรรม เขาเป็นสหายร่วมรบกับเจ้าหน้าที่ทุกคน และไม่อยากสูญเสียใครไปแม้แต่คนเดียว
"ผู้อำนวยการคะ จ้าวเหยียนมาถึงแล้วค่ะ" ฟางม่านหนิงเคาะประตูและรายงานจากด้านนอก
"ไปกันเถอะ ออกไปดูด้วยกันหน่อย" เซวียว่านซานสบตากับหลี่เฉิงกั๋ว ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป
ด้านนอก จ้าวเหยียนจิบน้ำเปล่าต้มสุกที่ฟางม่านหนิงรินมาให้
"คุณตำรวจ เงินรางวัลอยู่ไหนล่ะครับ?"
ผ่านไปสักพัก จ้าวเหยียนก็อดรนทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยถาม
นี่มันก็ผ่านไปกว่าสิบนาทีแล้ว ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเอาแต่จ้องเขาอยู่ได้?
หรือว่าโลกใบนี้กำลังจะมีผู้หญิงอีกคนที่พ่ายแพ้ให้กับเสน่ห์ของเขาเข้าให้แล้ว?
"รอสักครู่นะคะ ผู้อำนวยการของเราอยากพบคุณน่ะค่ะ"
เดิมทีฟางม่านหนิงตั้งใจจะพาจ้าวเหยียนไปรับเงินรางวัลโดยตรงเลย แต่ผู้อำนวยการสั่งให้เธอรอก่อน
เธอเองก็ไม่ค่อยแน่ใจถึงเหตุผลที่แน่ชัดเท่าไหร่นัก
"ผู้อำนวยการเหรอ?" จ้าวเหยียนทำหน้าฉงน
ตอนนั้นเอง เสียงอันทรงพลังก็ดังแว่วมา
"นี่คงจะเป็นคุณจ้าวสินะครับ? ผมแซ่เซวีย"
เซวียว่านซานเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า พร้อมกับยื่นมือขวาออกไป
"ใช่ครับ ผู้อำนวยการเซวีย ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับผมเหรอครับ?"
หลังจากจับมือกับเซวียว่านซาน จ้าวเหยียนก็ถามเข้าประเด็นทันที
"ผมได้ยินจากม่านหนิงมาว่าคุณจ้าวมีวิชากังฟูของจริง ทางสาขาของเราเลยอยากจะทาบทามคุณจ้าวให้มาเป็นครูฝึกศิลปะการต่อสู้พิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ของเราน่ะครับ"
เซวียว่านซานเองก็ไม่ชอบอ้อมค้อม จึงบอกจุดประสงค์ของเขาออกไปตรงๆ
ส่วนเรื่องที่ว่าเขามีฝีมือของจริงหรือไม่นั้น เดี๋ยวเจ้าหน้าที่พวกนั้นก็จะเป็นคนพิสูจน์ให้เขาเห็นเอง