เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24: ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ

บทที่ 24: ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ

บทที่ 24: ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ


บทที่ 24: ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ

"ดื้อด้านสิ้นดี"

หลินเจิ้นแค่นเสียงเย็นชา เลิกเสียเวลาเกลี้ยกล่อม แล้วพุ่งตัวทะยานไปข้างหน้าอย่างฉับพลัน

ปั้ก!

หลังจากประมือกันอีกไม่กี่กระบวนท่า จ้าวเหยียนก็คว้าแขนทั้งสองข้างของหลินเจิ้นเอาไว้ได้อย่างแน่นหนา

ใบหน้าของหลินเจิ้นแดงก่ำจากการออกแรงขัดขืน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจดิ้นหลุดจากการจับกุมได้

"เป็นไปได้ยังไง? นายน้อยซ่อนฝีมือที่แท้จริงเอาไว้เรอะ?!"

เขาตื่นตะลึงจนเผลอร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด

"ท่านเจ้าสำนักช่างตาแหลมคมจริงๆ!" จ้าวเหยียนเอ่ยชม

"..."

ไอ้เด็กนี่มันร้ายกาจนัก!

หลินเจิ้นขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ

หมัดปาจี๋—ท่ากระแทกภูผา!

จ้าวเหยียนปล่อยมือออก และอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังชะงัก เอี้ยวตัวไปด้านข้างแล้วพุ่งกระแทกเข้าใส่หลินเจิ้นอย่างจัง

ตึง! ตึง! ตึง!

หลินเจิ้นเซถอยหลังไปหลายเมตรก่อนจะล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นอย่างแรง

นี่เป็นเพราะจ้าวเหยียนจงใจยั้งมือเอาไว้ ไม่อย่างนั้น ท่ากระแทกภูผาแบบเต็มกำลังคงส่งหลินเจิ้นไปเฝ้ายมบาลแล้วอย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีคำกล่าวไว้ว่าท่ากระแทกภูผานั้นทรงพลังถึงขั้นพังทลายภูเขาได้ทั้งลูก!

หลินซูอวี่รีบวิ่งเข้าไปประคองพ่อของเธอให้ลุกขึ้น พลางถลึงตาใส่จ้าวเหยียนด้วยความโกรธเกรี้ยวและตัดพ้อ

ไอ้บ้าเอ๊ย ถึงกับกล้าลงมือกับพ่อของเธอเลยเหรอ!

"นายชนะแล้ว"

หลินเจิ้นถอนหายใจยาว สีหน้าเต็มไปด้วยความทดท้อ

คลื่นลูกใหม่ซัดทับคลื่นลูกเก่าจริงๆ

"ขอบคุณที่ชี้แนะครับ" จ้าวเหยียนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

"ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ในเมื่อนายเก่งกาจถึงขั้นนี้ แล้วจะมาที่สำนักของเราทำไมกัน?"

หลินเจิ้นรู้สึกข้องใจเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยระดับฝีมือของจ้าวเหยียน หลินเจิ้นย่อมไม่มีคุณสมบัติพอที่จะสั่งสอนเขาได้เลย

"ผมมาที่นี่เพื่อขัดเกลาฝีมือให้ดียิ่งขึ้นครับ ผมหวังว่าจะสามารถทะลวงขีดจำกัดของตัวเองผ่านการประลอง แต่น่าเสียดาย... ผมไม่เจอคู่มือที่สูสีมานานมากแล้ว"

จ้าวเหยียนยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองเหม่อขึ้นไปบนเพดานอย่างเลื่อนลอย

ทำตัวราวกับว่าบนนั้นมีดอกไม้ผลิบานอยู่อย่างไรอย่างนั้น

"..."

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทั้งสองพ่อลูกตระกูลหลินต่างก็รู้สึกสะท้านไปทั้งบานใจ

เมื่อทอดมองแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวอ้างว้างของจ้าวเหยียน พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันลึกซึ้งที่เอ่อล้นขึ้นมา

จากนั้น สีหน้าของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนไปมาด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ภายในใจเต็มไปด้วยความละอาย

นี่แหละคือปรมาจารย์ที่แท้จริง!

ทั้งที่เขาเก่งกาจถึงเพียงนี้แล้ว แต่ก็ยังออกเดินทางไปทั่วซาร์ทิศเพื่อท้าประลองขัดเกลาตนเอง

แล้วพวกล่ะเขาล่ะ? สิ่งเดียวที่พวกเขาวนเวียนคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือจะประคับประคองสำนักให้อยู่รอดต่อไปได้อย่างไร โดยไม่เคยสนเลยว่าฝีมือของตัวเองพัฒนาขึ้นบ้างหรือไม่!

"คำพูดของน้องจ้าวทำให้ฉันตาสว่างขึ้นมาก ฉันตัดสินใจแล้วว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะเลิกรับศิษย์ใหม่ และหันมามุ่งเน้นที่การขัดเกลาวิชาของตัวเองแทน"

หลินเจิ้นรู้สึกตื้นตันใจอย่างล้นเหลือและได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว

??

จ้าวเหยียนถึงกับอึ้งไป

เอาจริงดิ? นี่เขาคิดจะปิดสำนักหนีงั้นเหรอ?

"ท่านเจ้าสำนัก โปรดไตร่ตรองดูให้ดีเถอะครับ การปิดประตูฝึกวิชาอยู่คนเดียวย่อมสู้การเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ จากภายนอกไม่ได้หรอกครับ"

"ท่านปรมาจารย์กล่าวถูกต้องแล้ว ไม่ทราบว่าท่านปรมาจารย์มีความคิดที่จะรับศิษย์บ้างหรือไม่?" หลินเจิ้นบรรลุแจ้งขึ้นมาทันที สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเคารพเลื่อมใส ถึงขนาดยอมเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกขานจ้าวเหยียนเสียใหม่

ใช่แล้ว ปรมาจารย์ที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ยังอุตส่าห์ตระเวนท้าประลองตามสำนักต่างๆ เพื่อหาทางทะลวงจุดกำเนิด

เมื่อเทียบกันแล้วเขาช่างอ่อนแอเสียเหลือเกิน การปิดประตูฝึกวิชาอยู่แต่ในกะลาคงไร้ประโยชน์

สู้ฝากตัวฝึกวิชากับท่านปรมาจารย์จะดีกว่า แถมยังได้ปกป้องลูกสาวของเขาไปด้วยในตัว

ระดับปรมาจารย์แล้ว คงไม่ลงมือทำมิดีมิร้ายกับลูกสาวของลูกศิษย์ตัวเองหรอกน่า!

หลินซูอวี่ถึงกับพูดไม่ออก

พ่อของเธอหมายความว่ายังไง? เขาคิดจะกราบไอ้บ้าชีกอนี่เป็นอาจารย์งั้นเหรอ?

ไม่ได้เด็ดขาด!

แบบนี้ศักดิ์ของเธอจะไม่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเรียกไอ้บ้านี่ว่า 'พ่อ' ยังไม่สมควรเลยด้วยซ้ำงั้นเหรอ?

"เรื่องนั้นผมยังไม่ได้คิดไว้เลยครับ แต่สมัยที่ผมเป็นเชฟ ผมก็เคยรับลูกศิษย์ไว้คนหนึ่งเหมือนกัน"

ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย?

ถ้าหลินเจิ้นมาเป็นศิษย์ของเขา ลำดับความอาวุโสจะไม่พังพินาศไปหมดเลยรึไง?

"เข้าใจแล้วครับ" หลินเจิ้นรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินคำตอบนั้น

"เอ่อ ท่านเจ้าสำนัก ผมมีคำขอที่อาจจะดูเสียมารยาทไปสักหน่อย" จ้าวเหยียนนึกถึงภารกิจของเขาขึ้นมาได้กะทันหัน

"เชิญว่ามาได้เลยครับ"

"ผมอยากจะขอท้าประลองกับศิษย์คนอื่นๆ ในสำนักครับ"

"??"

หลินเจิ้นและลูกสาวต่างก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด

นี่เขาหมายความว่ายังไง? ท่านปรมาจารย์คิดว่าไอ้พวกลูกศิษย์ปลายแถวพวกนั้นมีฝีมือเก่งกาจกว่าเขาที่เป็นถึงเจ้าสำนักอย่างนั้นหรือ?

หลินเจิ้นรู้สึกเหมือนถูกหยามเกียรติเล็กน้อย

ราวกับสัมผัสได้ถึงความคลางแคลงใจของพวกเขา จ้าวเหยียนจึงด้นสดแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างไหลลื่น "วิชาของแต่ละคนย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในเมื่อผมมาเยือนถึงที่แล้ว ผมก็ไม่อยากปล่อยโอกาสให้หลุดมือไป บางทีพวกเขาอาจจะมอบแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างให้กับผมก็ได้"

"ตกลงครับ ท่านปรมาจารย์ โปรดตามผมมา"

หลินเจิ้นมีสีหน้าครุ่นคิด เขารู้สึกว่าคำพูดของท่านปรมาจารย์นั้นแฝงไปด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้งยิ่งนัก

ห้านาทีต่อมา

"สวัสดีทุกคน ที่ผมขอให้ท่านเจ้าสำนักเรียกพวกคุณมารวมตัวกันที่นี่ ก็เพราะว่าผมมีเรื่องหนึ่งอยากจะบอก"

จ้าวเหยียนเอ่ยทักทาย เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง แล้วกวาดสายตามองเข้าไปในดวงตาอันสับสนงุนงงของเหล่าลูกศิษย์

ก่อนจะพูดต่อว่า "ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ!"

สำหรับเขาแล้ว ไอ้พวกที่สมัครเข้ามาเรียนเพียงเพราะหวังจะเคลมสาวสวย ถือเป็นการดูถูกเหยียดหยามศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมอย่างร้ายแรงที่สุด!

แล้วจ้าวเหยียนผู้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง จะยอมให้เรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?

?

เหล่าศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดอารมณ์โกรธแค้นออกมาในทันที

"เชี่ยเอ๊ย ไอ้เด็กเวร เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ?"

"แม่งเอ๊ย แกคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ? ถึงกล้ามาสั่งสอนพวกฉันแบบนี้!"

"ใช่! แน่จริงแกก็เข้ามาพร้อมกันให้หมดเลยสิวะ!"

"..."

สองพ่อลูกตระกูลหลินถึงกับอ้าปากค้าง

ไหนบอกว่าแค่ขอประลองไงล่ะ? แล้วทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นการยั่วยุไปซะได้ล่ะเนี่ย?

เมื่อเห็นความเดือดดาลอันพลุ่งพล่านของฝูงชน จ้าวเหยียนก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ

แบบนี้สิถึงจะค่อยน่าสนุกหน่อย

ยั่วยุก่อนแล้วค่อยซัดกันทีหลัง แบบนี้แหละสมบูรณ์แบบ

"พวกแกอยากจะอัดฉันใช่ไหมล่ะ? ดีเลย ฉันเองก็อยากจะอัดพวกแกเหมือนกัน เข้ามาพร้อมกันเลย ไอ้พวกสวะ เข้ามาสิ!"

จ้าวเหยียนหรี่ตาลง พลางตะโกนท้าทายด้วยท่าทีโอหังสุดขีด

ท่าทางของเขาในตอนนี้มันน่าแจกหมัดให้สักทีสองทีจริงๆ

ใครมันจะไปทนไหววะเนี่ย?

แม้แต่หลินเจิ้นและหลินซูอวี่ที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ยังอดหน้ากระตุกไม่ได้ พวกเขาเองก็อยากจะเข้าไปรุมกระทืบจ้าวเหยียนเหมือนกัน

นับประสาอะไรกับพวกวัยรุ่นเลือดร้อนเหล่านี้ล่ะ

"ลุยเข้าไปพร้อมกันเลย! อัดไอ้เวรนี่ให้เละ!" ใครบางคนคำรามลั่น

เหล่าศิษย์ที่ไม่ยอมทนให้ใครหน้าไหนมาด่าว่าขยะ ต่างพากันลุกฮือและพุ่งตัวเข้าใส่จ้าวเหยียนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างบ้าคลั่ง

ปัง!

ปั้ก!

"อ๊าก!"

"ลูกพี่ อย่าตบหน้า..."

"ท่านเจ้าสำนัก ช่วยด้วย!"

"ไอ้หนู ฉันเตือนให้แกใจเย็นๆ นะเว้ย พ่อฉันเส้นใหญ่นะ!"

"หยุดนะโว้ย! แกกล้าเตะฉันเหรอ? แกรู้ไหมว่าพ่อฉันเป็นใคร!"

"..."

หลังจากการตะลุมบอนอันแสนวุ่นวายจบลง พื้นก็เต็มไปด้วยร่างที่นอนเกลื่อนกลาดระเกะระกะ

เหล่าลูกศิษย์นอนดิ้นพล่านอยู่บนพื้น พากันโอดครวญและสบถด่าไม่ขาดสาย

โลกนี้มันช่างไร้ความยุติธรรมสิ้นดี!

จู่ๆ ก็โดนด่าทอหยามเกียรติ แถมพอจะรวมพลังกันทวงคืนความยุติธรรม ก็ดันโดนกระทืบซะยับเยินอีก

สวรรค์ช่างโหดร้าย! ทำไมคนชั่วถึงได้เสวยสุข ในขณะที่คนดีต้องมานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าแบบนี้ด้วย!

【ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ทำภารกิจสำเร็จ คะแนนรวม +10 ได้รับทักษะหมัดซิงอี้ระดับปรมาจารย์】

ทันใดนั้น จ้าวเหยียนก็สัมผัสได้ถึงกระบวนท่าและเคล็ดวิชาการเดินพลังจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขา

ในห้วงเวลาอันแสนเร้นลับนั้น เขารู้สึกได้ว่าสมรรถภาพทางกายของตัวเองถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

ดังนั้น ด้วยอารมณ์ที่เบิกบานสุดขีด จ้าวเหยียนจึงหันไปกล่าวกับเหล่าลูกศิษย์ที่นอนกองอยู่บนพื้นว่า "เหนื่อยหน่อยนะทุกคน ฉันจองเตียงวีไอพีที่โรงพยาบาลไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว แถมจะจัดการค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมดเลยด้วย นอนพักให้สบายใจเฉิบ ไม่ต้องเกรงใจกันล่ะ!"

"???"

บรรยากาศรอบข้างตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที

ลูกศิษย์ในสำนักทุกคนถึงกับใบ้กิน ลืมกระทั่งความเจ็บปวดและเสียงโอดครวญไปชั่วขณะ

แกสมองกลับไปแล้วหรือไงวะ!

ใครมันจะไปอยากได้เตียงโรงพยาบาลที่แกจองเอาไว้กันวะห๊ะ?

เมื่อตั้งสติได้ ฝูงชนต่างก็ก่นด่าสาปแช่งเขาอยู่ในใจอย่างเกรี้ยวกราด ทว่ากลับไม่มีใครกล้าปริปากพูดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ

ท้ายที่สุด หลินเจิ้นที่ทนดูสภาพลูกศิษย์ของตัวเองต่อไปไม่ไหว จึงตัดสินใจโทรเรียกรถพยาบาล

คนพวกนี้ล้วนเป็นลูกศิษย์ในสำนักของเขาทั้งนั้น หากเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นมา เขาก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบสิ!

ยี่สิบนาทีต่อมา

รถพยาบาลก็แล่นมาถึงพร้อมกับเสียงไซเรนดังระงม

เมื่อมองเห็นสภาพของผู้บาดเจ็บที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น เหล่าพยาบาลก็ถึงกับอึ้งตาค้าง

นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย? วัยรุ่นสมัยนี้เขาฝึกศิลปะการต่อสู้กันซาดิสม์ถึงขนาดนี้เลยเหรอ?

ด้วยความที่ไม่มีเวลาให้มัวคิดฟุ้งซ่าน พวกเธอจึงรีบลำเลียงทุกคนขึ้นรถพยาบาลอย่างทุลักทุเล

ในฐานะเจ้าสำนัก หลินเจิ้นจึงต้องติดสอยห้อยตามไปด้วย ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลนั้น จ้าวเหยียนก็เป็นคนควักกระเป๋าจ่ายให้จริงๆ

เขาเป็นลูกผู้ชายที่รักษาคำพูดเสมอ

ระหว่างทางกลับ จ้าวเหยียนมีสีหน้าครุ่นคิดหนัก

เฮ้อ ดูท่าฉันคงต้องหาวิธีหาเงินเพิ่มซะแล้วสิ ไม่อย่างนั้นถ้าไอ้ระบบเฮงซวยนี่มอบภารกิจชวนหาตีนแบบนี้มาให้อีก...

ฉันจะไม่หมดตัวล้มละลายเอาเหรอเนี่ย!

จบบทที่ บทที่ 24: ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ

คัดลอกลิงก์แล้ว