- หน้าแรก
- ชายผู้ไร้เทียมทาน ตำนานเริ่มที่ร้านแผงลอย
- บทที่ 24: ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ
บทที่ 24: ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ
บทที่ 24: ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ
บทที่ 24: ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ
"ดื้อด้านสิ้นดี"
หลินเจิ้นแค่นเสียงเย็นชา เลิกเสียเวลาเกลี้ยกล่อม แล้วพุ่งตัวทะยานไปข้างหน้าอย่างฉับพลัน
ปั้ก!
หลังจากประมือกันอีกไม่กี่กระบวนท่า จ้าวเหยียนก็คว้าแขนทั้งสองข้างของหลินเจิ้นเอาไว้ได้อย่างแน่นหนา
ใบหน้าของหลินเจิ้นแดงก่ำจากการออกแรงขัดขืน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจดิ้นหลุดจากการจับกุมได้
"เป็นไปได้ยังไง? นายน้อยซ่อนฝีมือที่แท้จริงเอาไว้เรอะ?!"
เขาตื่นตะลึงจนเผลอร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด
"ท่านเจ้าสำนักช่างตาแหลมคมจริงๆ!" จ้าวเหยียนเอ่ยชม
"..."
ไอ้เด็กนี่มันร้ายกาจนัก!
หลินเจิ้นขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ
หมัดปาจี๋—ท่ากระแทกภูผา!
จ้าวเหยียนปล่อยมือออก และอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังชะงัก เอี้ยวตัวไปด้านข้างแล้วพุ่งกระแทกเข้าใส่หลินเจิ้นอย่างจัง
ตึง! ตึง! ตึง!
หลินเจิ้นเซถอยหลังไปหลายเมตรก่อนจะล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นอย่างแรง
นี่เป็นเพราะจ้าวเหยียนจงใจยั้งมือเอาไว้ ไม่อย่างนั้น ท่ากระแทกภูผาแบบเต็มกำลังคงส่งหลินเจิ้นไปเฝ้ายมบาลแล้วอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีคำกล่าวไว้ว่าท่ากระแทกภูผานั้นทรงพลังถึงขั้นพังทลายภูเขาได้ทั้งลูก!
หลินซูอวี่รีบวิ่งเข้าไปประคองพ่อของเธอให้ลุกขึ้น พลางถลึงตาใส่จ้าวเหยียนด้วยความโกรธเกรี้ยวและตัดพ้อ
ไอ้บ้าเอ๊ย ถึงกับกล้าลงมือกับพ่อของเธอเลยเหรอ!
"นายชนะแล้ว"
หลินเจิ้นถอนหายใจยาว สีหน้าเต็มไปด้วยความทดท้อ
คลื่นลูกใหม่ซัดทับคลื่นลูกเก่าจริงๆ
"ขอบคุณที่ชี้แนะครับ" จ้าวเหยียนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ในเมื่อนายเก่งกาจถึงขั้นนี้ แล้วจะมาที่สำนักของเราทำไมกัน?"
หลินเจิ้นรู้สึกข้องใจเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยระดับฝีมือของจ้าวเหยียน หลินเจิ้นย่อมไม่มีคุณสมบัติพอที่จะสั่งสอนเขาได้เลย
"ผมมาที่นี่เพื่อขัดเกลาฝีมือให้ดียิ่งขึ้นครับ ผมหวังว่าจะสามารถทะลวงขีดจำกัดของตัวเองผ่านการประลอง แต่น่าเสียดาย... ผมไม่เจอคู่มือที่สูสีมานานมากแล้ว"
จ้าวเหยียนยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองเหม่อขึ้นไปบนเพดานอย่างเลื่อนลอย
ทำตัวราวกับว่าบนนั้นมีดอกไม้ผลิบานอยู่อย่างไรอย่างนั้น
"..."
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทั้งสองพ่อลูกตระกูลหลินต่างก็รู้สึกสะท้านไปทั้งบานใจ
เมื่อทอดมองแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวอ้างว้างของจ้าวเหยียน พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันลึกซึ้งที่เอ่อล้นขึ้นมา
จากนั้น สีหน้าของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนไปมาด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ภายในใจเต็มไปด้วยความละอาย
นี่แหละคือปรมาจารย์ที่แท้จริง!
ทั้งที่เขาเก่งกาจถึงเพียงนี้แล้ว แต่ก็ยังออกเดินทางไปทั่วซาร์ทิศเพื่อท้าประลองขัดเกลาตนเอง
แล้วพวกล่ะเขาล่ะ? สิ่งเดียวที่พวกเขาวนเวียนคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือจะประคับประคองสำนักให้อยู่รอดต่อไปได้อย่างไร โดยไม่เคยสนเลยว่าฝีมือของตัวเองพัฒนาขึ้นบ้างหรือไม่!
"คำพูดของน้องจ้าวทำให้ฉันตาสว่างขึ้นมาก ฉันตัดสินใจแล้วว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะเลิกรับศิษย์ใหม่ และหันมามุ่งเน้นที่การขัดเกลาวิชาของตัวเองแทน"
หลินเจิ้นรู้สึกตื้นตันใจอย่างล้นเหลือและได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว
??
จ้าวเหยียนถึงกับอึ้งไป
เอาจริงดิ? นี่เขาคิดจะปิดสำนักหนีงั้นเหรอ?
"ท่านเจ้าสำนัก โปรดไตร่ตรองดูให้ดีเถอะครับ การปิดประตูฝึกวิชาอยู่คนเดียวย่อมสู้การเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ จากภายนอกไม่ได้หรอกครับ"
"ท่านปรมาจารย์กล่าวถูกต้องแล้ว ไม่ทราบว่าท่านปรมาจารย์มีความคิดที่จะรับศิษย์บ้างหรือไม่?" หลินเจิ้นบรรลุแจ้งขึ้นมาทันที สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเคารพเลื่อมใส ถึงขนาดยอมเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกขานจ้าวเหยียนเสียใหม่
ใช่แล้ว ปรมาจารย์ที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ยังอุตส่าห์ตระเวนท้าประลองตามสำนักต่างๆ เพื่อหาทางทะลวงจุดกำเนิด
เมื่อเทียบกันแล้วเขาช่างอ่อนแอเสียเหลือเกิน การปิดประตูฝึกวิชาอยู่แต่ในกะลาคงไร้ประโยชน์
สู้ฝากตัวฝึกวิชากับท่านปรมาจารย์จะดีกว่า แถมยังได้ปกป้องลูกสาวของเขาไปด้วยในตัว
ระดับปรมาจารย์แล้ว คงไม่ลงมือทำมิดีมิร้ายกับลูกสาวของลูกศิษย์ตัวเองหรอกน่า!
หลินซูอวี่ถึงกับพูดไม่ออก
พ่อของเธอหมายความว่ายังไง? เขาคิดจะกราบไอ้บ้าชีกอนี่เป็นอาจารย์งั้นเหรอ?
ไม่ได้เด็ดขาด!
แบบนี้ศักดิ์ของเธอจะไม่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเรียกไอ้บ้านี่ว่า 'พ่อ' ยังไม่สมควรเลยด้วยซ้ำงั้นเหรอ?
"เรื่องนั้นผมยังไม่ได้คิดไว้เลยครับ แต่สมัยที่ผมเป็นเชฟ ผมก็เคยรับลูกศิษย์ไว้คนหนึ่งเหมือนกัน"
ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย?
ถ้าหลินเจิ้นมาเป็นศิษย์ของเขา ลำดับความอาวุโสจะไม่พังพินาศไปหมดเลยรึไง?
"เข้าใจแล้วครับ" หลินเจิ้นรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินคำตอบนั้น
"เอ่อ ท่านเจ้าสำนัก ผมมีคำขอที่อาจจะดูเสียมารยาทไปสักหน่อย" จ้าวเหยียนนึกถึงภารกิจของเขาขึ้นมาได้กะทันหัน
"เชิญว่ามาได้เลยครับ"
"ผมอยากจะขอท้าประลองกับศิษย์คนอื่นๆ ในสำนักครับ"
"??"
หลินเจิ้นและลูกสาวต่างก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด
นี่เขาหมายความว่ายังไง? ท่านปรมาจารย์คิดว่าไอ้พวกลูกศิษย์ปลายแถวพวกนั้นมีฝีมือเก่งกาจกว่าเขาที่เป็นถึงเจ้าสำนักอย่างนั้นหรือ?
หลินเจิ้นรู้สึกเหมือนถูกหยามเกียรติเล็กน้อย
ราวกับสัมผัสได้ถึงความคลางแคลงใจของพวกเขา จ้าวเหยียนจึงด้นสดแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างไหลลื่น "วิชาของแต่ละคนย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในเมื่อผมมาเยือนถึงที่แล้ว ผมก็ไม่อยากปล่อยโอกาสให้หลุดมือไป บางทีพวกเขาอาจจะมอบแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างให้กับผมก็ได้"
"ตกลงครับ ท่านปรมาจารย์ โปรดตามผมมา"
หลินเจิ้นมีสีหน้าครุ่นคิด เขารู้สึกว่าคำพูดของท่านปรมาจารย์นั้นแฝงไปด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้งยิ่งนัก
ห้านาทีต่อมา
"สวัสดีทุกคน ที่ผมขอให้ท่านเจ้าสำนักเรียกพวกคุณมารวมตัวกันที่นี่ ก็เพราะว่าผมมีเรื่องหนึ่งอยากจะบอก"
จ้าวเหยียนเอ่ยทักทาย เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง แล้วกวาดสายตามองเข้าไปในดวงตาอันสับสนงุนงงของเหล่าลูกศิษย์
ก่อนจะพูดต่อว่า "ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขยะ!"
สำหรับเขาแล้ว ไอ้พวกที่สมัครเข้ามาเรียนเพียงเพราะหวังจะเคลมสาวสวย ถือเป็นการดูถูกเหยียดหยามศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมอย่างร้ายแรงที่สุด!
แล้วจ้าวเหยียนผู้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง จะยอมให้เรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?
?
เหล่าศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดอารมณ์โกรธแค้นออกมาในทันที
"เชี่ยเอ๊ย ไอ้เด็กเวร เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ?"
"แม่งเอ๊ย แกคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ? ถึงกล้ามาสั่งสอนพวกฉันแบบนี้!"
"ใช่! แน่จริงแกก็เข้ามาพร้อมกันให้หมดเลยสิวะ!"
"..."
สองพ่อลูกตระกูลหลินถึงกับอ้าปากค้าง
ไหนบอกว่าแค่ขอประลองไงล่ะ? แล้วทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นการยั่วยุไปซะได้ล่ะเนี่ย?
เมื่อเห็นความเดือดดาลอันพลุ่งพล่านของฝูงชน จ้าวเหยียนก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
แบบนี้สิถึงจะค่อยน่าสนุกหน่อย
ยั่วยุก่อนแล้วค่อยซัดกันทีหลัง แบบนี้แหละสมบูรณ์แบบ
"พวกแกอยากจะอัดฉันใช่ไหมล่ะ? ดีเลย ฉันเองก็อยากจะอัดพวกแกเหมือนกัน เข้ามาพร้อมกันเลย ไอ้พวกสวะ เข้ามาสิ!"
จ้าวเหยียนหรี่ตาลง พลางตะโกนท้าทายด้วยท่าทีโอหังสุดขีด
ท่าทางของเขาในตอนนี้มันน่าแจกหมัดให้สักทีสองทีจริงๆ
ใครมันจะไปทนไหววะเนี่ย?
แม้แต่หลินเจิ้นและหลินซูอวี่ที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ยังอดหน้ากระตุกไม่ได้ พวกเขาเองก็อยากจะเข้าไปรุมกระทืบจ้าวเหยียนเหมือนกัน
นับประสาอะไรกับพวกวัยรุ่นเลือดร้อนเหล่านี้ล่ะ
"ลุยเข้าไปพร้อมกันเลย! อัดไอ้เวรนี่ให้เละ!" ใครบางคนคำรามลั่น
เหล่าศิษย์ที่ไม่ยอมทนให้ใครหน้าไหนมาด่าว่าขยะ ต่างพากันลุกฮือและพุ่งตัวเข้าใส่จ้าวเหยียนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างบ้าคลั่ง
ปัง!
ปั้ก!
"อ๊าก!"
"ลูกพี่ อย่าตบหน้า..."
"ท่านเจ้าสำนัก ช่วยด้วย!"
"ไอ้หนู ฉันเตือนให้แกใจเย็นๆ นะเว้ย พ่อฉันเส้นใหญ่นะ!"
"หยุดนะโว้ย! แกกล้าเตะฉันเหรอ? แกรู้ไหมว่าพ่อฉันเป็นใคร!"
"..."
หลังจากการตะลุมบอนอันแสนวุ่นวายจบลง พื้นก็เต็มไปด้วยร่างที่นอนเกลื่อนกลาดระเกะระกะ
เหล่าลูกศิษย์นอนดิ้นพล่านอยู่บนพื้น พากันโอดครวญและสบถด่าไม่ขาดสาย
โลกนี้มันช่างไร้ความยุติธรรมสิ้นดี!
จู่ๆ ก็โดนด่าทอหยามเกียรติ แถมพอจะรวมพลังกันทวงคืนความยุติธรรม ก็ดันโดนกระทืบซะยับเยินอีก
สวรรค์ช่างโหดร้าย! ทำไมคนชั่วถึงได้เสวยสุข ในขณะที่คนดีต้องมานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าแบบนี้ด้วย!
【ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ทำภารกิจสำเร็จ คะแนนรวม +10 ได้รับทักษะหมัดซิงอี้ระดับปรมาจารย์】
ทันใดนั้น จ้าวเหยียนก็สัมผัสได้ถึงกระบวนท่าและเคล็ดวิชาการเดินพลังจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขา
ในห้วงเวลาอันแสนเร้นลับนั้น เขารู้สึกได้ว่าสมรรถภาพทางกายของตัวเองถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
ดังนั้น ด้วยอารมณ์ที่เบิกบานสุดขีด จ้าวเหยียนจึงหันไปกล่าวกับเหล่าลูกศิษย์ที่นอนกองอยู่บนพื้นว่า "เหนื่อยหน่อยนะทุกคน ฉันจองเตียงวีไอพีที่โรงพยาบาลไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว แถมจะจัดการค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมดเลยด้วย นอนพักให้สบายใจเฉิบ ไม่ต้องเกรงใจกันล่ะ!"
"???"
บรรยากาศรอบข้างตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที
ลูกศิษย์ในสำนักทุกคนถึงกับใบ้กิน ลืมกระทั่งความเจ็บปวดและเสียงโอดครวญไปชั่วขณะ
แกสมองกลับไปแล้วหรือไงวะ!
ใครมันจะไปอยากได้เตียงโรงพยาบาลที่แกจองเอาไว้กันวะห๊ะ?
เมื่อตั้งสติได้ ฝูงชนต่างก็ก่นด่าสาปแช่งเขาอยู่ในใจอย่างเกรี้ยวกราด ทว่ากลับไม่มีใครกล้าปริปากพูดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
ท้ายที่สุด หลินเจิ้นที่ทนดูสภาพลูกศิษย์ของตัวเองต่อไปไม่ไหว จึงตัดสินใจโทรเรียกรถพยาบาล
คนพวกนี้ล้วนเป็นลูกศิษย์ในสำนักของเขาทั้งนั้น หากเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นมา เขาก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบสิ!
ยี่สิบนาทีต่อมา
รถพยาบาลก็แล่นมาถึงพร้อมกับเสียงไซเรนดังระงม
เมื่อมองเห็นสภาพของผู้บาดเจ็บที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น เหล่าพยาบาลก็ถึงกับอึ้งตาค้าง
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย? วัยรุ่นสมัยนี้เขาฝึกศิลปะการต่อสู้กันซาดิสม์ถึงขนาดนี้เลยเหรอ?
ด้วยความที่ไม่มีเวลาให้มัวคิดฟุ้งซ่าน พวกเธอจึงรีบลำเลียงทุกคนขึ้นรถพยาบาลอย่างทุลักทุเล
ในฐานะเจ้าสำนัก หลินเจิ้นจึงต้องติดสอยห้อยตามไปด้วย ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลนั้น จ้าวเหยียนก็เป็นคนควักกระเป๋าจ่ายให้จริงๆ
เขาเป็นลูกผู้ชายที่รักษาคำพูดเสมอ
ระหว่างทางกลับ จ้าวเหยียนมีสีหน้าครุ่นคิดหนัก
เฮ้อ ดูท่าฉันคงต้องหาวิธีหาเงินเพิ่มซะแล้วสิ ไม่อย่างนั้นถ้าไอ้ระบบเฮงซวยนี่มอบภารกิจชวนหาตีนแบบนี้มาให้อีก...
ฉันจะไม่หมดตัวล้มละลายเอาเหรอเนี่ย!