- หน้าแรก
- ห้าปีที่พลัดพราก ภรรยาสุดสวยหอบลูกบุกค่ายทหาร
- บทที่ 20: สองสามีภรรยาหนุ่มสาว
บทที่ 20: สองสามีภรรยาหนุ่มสาว
บทที่ 20: สองสามีภรรยาหนุ่มสาว
บทที่ 20: สองสามีภรรยาหนุ่มสาว
กว่าที่เจียงถังจะออกมาจากห้องน้ำอีกครั้ง ฟู่ซือเหนียนก็กล่อมเด็กๆ จนหลับ อาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากในบ้านมีจุดใช้น้ำเพียงไม่กี่จุดและเจียงถังก็ใช้ห้องน้ำอยู่ ฟู่ซือเหนียนจึงทำได้เพียงอาบน้ำที่ปั๊มน้ำบาดาลกลางลานบ้านเท่านั้น
น้ำบ่อในยามค่ำคืนเย็นเฉียบ ทว่าสำหรับชายชาตรีแล้วมันไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย สายน้ำเย็นจัดที่ชโลมกายกลับช่วยทำให้หัวสมองของเขาปลอดโปร่งขึ้นมาก เพราะมันช่วยดับความปรารถนาอันยากจะอธิบายที่พลุ่งพล่านขึ้นมาตอนได้ยินเสียงเจียงถังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ
สองสามีภรรยาหนุ่มสาวต่างอาบน้ำเสร็จและเดินตามกันเข้ามาในห้อง ก่อนจะชะงักงันไปในทันที
เรือนร่างของเจียงถังกรุ่นกลิ่นอายความชื้นอันอบอุ่น ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะของเธอเจือสีชมพูระเรื่อจากน้ำร้อน ดูราวกับซาลาเปาขาวที่เพิ่งนึ่งสุกใหม่ๆ ทั้งนุ่มนวลและหอมหวานจนแทบอดใจไม่ไหว
เมื่อปราศจากคราบมอมแมมที่ใช้พรางตัวในตอนกลางวัน เธอก็ยิ่งดูขาวนวลเนียนมากขึ้น ราวกับไข่ต้มปอกเปลือกก็ไม่ปาน
เธอสวมเสื้อคอกลมสีขาวลายดอกไม้กับกางเกงเนื้อบางเบานุ่มสบาย เผยให้เห็นเรียวขายาวสลวยได้สัดส่วน อีกทั้งช่วงไหล่บอบบางและลำคอระหงที่โผล่พ้นคอเสื้อสีขาวสะอาดยังดูงดงามราวกับหงส์
ฟู่ซือเหนียนจำได้ว่าเคยเห็นรูปถ่ายวัยเด็กของเจียงถังที่บ้านตระกูลเจียง เป็นช่วงวัยรุ่นที่เธอสวมชุดบัลเลต์ฟูฟ่อง กำลังเต้นรำด้วยปลายเท้า
พ่อแม่ตระกูลเจียงทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเลี้ยงดูเจียงถังมาโดยตลอด พวกเขาส่งเธอเรียนทั้งบัลเลต์ ลีลาศ โมเดิร์นแดนซ์ เปียโน ไวโอลิน และเชลโลมาตั้งแต่เด็ก
ยิ่งไปกว่านั้น รูปร่างของเจียงถังยังดีเยี่ยม ทั้งผอมเพรียวและอ่อนช้อยทว่าก็มีส่วนโค้งเว้า ช่วงขาเรียวตรงและแขนยาวเลยสะโพก ทำให้เธอมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดสำหรับการเต้นรำ
แม้ว่าเจ้าของร่างเดิมจะเป็นคนตะกละ เกียจคร้าน และเย่อหยิ่ง แต่เธอกลับใส่ใจในสิ่งที่ตัวเองชอบเป็นอย่างมาก ตลอดห้าปีตั้งแต่แต่งงานมา เธอไม่เคยหยุดเต้นรำเลยยกเว้นตอนตั้งครรภ์ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมที่บ้านตระกูลเจียงถึงมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแผ่นเสียงต่างประเทศมากมายขนาดนั้น
ตั้งแต่วินาทีที่ฟู่ซือเหนียนเห็นเจียงถังผลักประตูเข้ามา นัยน์ตาสีเข้มของเขาก็จับจ้องไปที่เธอ สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับเธอจนไม่อาจละสายตาไปได้
ฤทธิ์ของน้ำเย็นเฉียบจากบ่อเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ความปรารถนาที่เพิ่งถูกดับมอดไปถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง มันแผดเผาร้อนแรงยิ่งกว่าเดิมจนแทบจะควบคุมไม่อยู่
ผู้หญิงผิวขาวผ่อง งดงาม และบอบบางน่าทะนุถนอมขนาดนี้ คือภรรยาของเขาจริงๆ หรือนี่!
ฟู่ซือเหนียน แกนี่มันโชคดีชะมัด!
ขณะที่ฟู่ซือเหนียนกำลังมองเจียงถัง เจียงถังเองก็กำลังมองฟู่ซือเหนียนเช่นกัน
ทหารมีกฎระเบียบเรื่องทรงผม ทุกคนต้องตัดผมสั้นเกรียน ทรงผมนี้ไม่ได้ช่วยเสริมความหล่อเหลาอะไรและยังเปิดให้เห็นใบหน้าทั้งหมด จึงถือเป็นบททดสอบหน้าตาของผู้ชายที่โหดหินที่สุด
ทว่าใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายของฟู่ซือเหนียน กลับยิ่งโดดเด่นขึ้นมาด้วยทรงผมนี้ ทำเอาเจียงถังเผลอคิดอกุศลไปถึงประโยคหนึ่งที่เธอเคยเห็นตอนท่องอินเทอร์เน็ตที่ว่า 'ฉันอยากจะสไลเดอร์ลงมาตามสันจมูกของพี่ชายจังเลย'
ยิ่งฟู่ซือเหนียนเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ผมของเขายังเปียกชื้น ขับเน้นเสน่ห์เย้ายวน ราวกับถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันคลุมเครือชวนฝัน
ความหล่อเหลาแบบชายชาตรีนี้มันช่างเย้ายวนใจเกินไปแล้ว
เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตทหารสีขาว และตอนที่เจียงถังเพิ่งเดินเข้ามา ฟู่ซือเหนียนคงกำลังทำแผลอยู่ กระดุมเสื้อจึงยังไม่ได้ติด มันเปิดกว้างออกครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นลาดไหล่ข้างหนึ่งของเขา
ทันทีที่ได้ยินเสียงเปิดประตู ชายหนุ่มก็รีบดึงเสื้อขึ้นมาแล้วติดกระดุมลวกๆ
ดังนั้น เจียงถังจึงอดเห็นกล้ามหน้าท้องของฟู่ซือเหนียน ช่างน่าเสียดายจริงๆ
สองสามีภรรยาหนุ่มสาวต่างเกิดความคิดอกุศลขึ้นมาพร้อมกัน ต่างคนต่างมีความในใจ สายตาของทั้งคู่จึงร้อนแรงดั่งไฟ
ขณะที่เจียงถังกำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดผม เธอก็แอบก่นด่าตัวเองในใจที่ดันไปหลงเสน่ห์ความหล่อของเขา ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปหาฟู่ซือเหนียน
เธอเอ่ยขึ้น "ฟู่ซือเหนียน..."
ในเวลาเดียวกัน ฟู่ซือเหนียนก็มองเธอแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เจียงถัง..."
เอาล่ะสิ ใจตรงกันเสียจริง พูดขึ้นมาพร้อมกันซะงั้น
ฟู่ซือเหนียนเอ่ยเสียงทุ้ม "คุณพูดก่อนเถอะ"
เจียงถังเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ ฟู่ซือเหนียน ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันที่ปลายเตียง โดยมีผ้าห่มที่พับไว้อย่างเป็นระเบียบอยู่ด้านหลัง
เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก "ฟู่ซือเหนียน วันก่อนบนรถไฟ ไม่ใช่ว่าฉันตั้งใจจะจำคุณไม่ได้นะ แต่เป็นเพราะ... ฉันโดนวางยา ตอนนั้นสติฉันไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว แถมยังมองหน้าคุณไม่ชัด ก็เลยจำคุณไม่ได้"
ระหว่างที่พูด เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้มีความผิดติดตัว เจียงถังจึงช้อนดวงตากลมโตสุกใสจ้องมองฟู่ซือเหนียนตรงๆ โดยไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย
เธอจินตนาการไปว่าฟู่ซือเหนียนอาจจะมาคิดบัญชีทีหลัง เธอจึงคิดหาคำอธิบายที่มีเหตุผลมาเนิ่นนาน และหลังจากคิดทบทวนดูแล้ว เหตุผลนี้ดูสมเหตุสมผลที่สุด เมื่อเห็นว่าเธอเป็นฝ่ายสารภาพออกมาก่อน ฟู่ซือเหนียนก็คงจะเชื่อเธอใช่ไหม?
เธอหารู้ไม่ว่าฟู่ซือเหนียนเองก็คิดแบบนั้นอยู่แล้ว ความหวาดระแวงของเจียงถังจึงเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์
"ผมรู้ว่าตอนนั้นคุณควบคุมตัวเองไม่ได้ และมันก็เป็นความผิดของผมเองที่ดูแลคุณไม่ดี ผมไม่รู้เลยว่าการปล่อยคุณไว้ที่บ้านคนเดียวจะทำให้คุณต้องเจอกับอันตรายแบบนี้ แต่ไม่ต้องห่วงนะ แก๊งค้ามนุษย์ถูกจับได้แล้ว ผู้หญิงคนนั้นสารภาพว่าเจียงเต๋อไห่เป็นผู้บงการ ก่อนผมจะออกมา ครอบครัวของเจียงเต๋อไห่ก็ถูกคุมตัวไปที่สถานีตำรวจแล้ว สหายตำรวจที่นั่นจะจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมและทวงความยุติธรรมให้คุณเอง"
ฟู่ซือเหนียนเล่าความคืบหน้าของเรื่องราวให้เจียงถังฟังอย่างละเอียด
เจียงถังอุทานด้วยความประหลาดใจ "ครอบครัวเจียงเต๋อไห่ถูกจับแล้วเหรอคะ?"
ฟู่ซือเหนียนตอบ "ใช่ ผมไปกับสหายจากสถานีตำรวจและยืนดูพวกเขาถูกคุมตัวไป ตอนนั้นคุณไม่อยู่บ้านน่ะ"
เจียงถังคำนวณเวลาในใจ ตอนนั้นน่าจะเป็นตอนที่เธอออกเดินทางไปสถานีรถไฟพอดี
เธอไม่คาดคิดเลยว่าฟู่ซือเหนียนจะไปจับคนพวกนั้นในเวลานั้น สมควรแล้วที่ครอบครัวของเจียงเต๋อไห่ถูกจับ โดยเฉพาะเจียงชิงฮวนคนนั้น จะได้ไม่มีหน้ามาส่งเสียงเจื้อยแจ้วได้อีกต่อไป
แบบนี้ก็ถือว่าเป็นการแก้แค้นให้เจ้าของร่างเดิมที่ต้องตายอย่างน่าอนาถได้แล้ว
แววตาของเจียงถังเป็นประกาย เธอชูหมัดขึ้นมาแล้วเอ่ยชม "ทำได้ดีมาก! ฟู่ซือเหนียน คุณทำได้เยี่ยมไปเลย!"
จู่ๆ ก็ถูกภรรยาเอ่ยชม ฟู่ซือเหนียนก็รู้สึกเขินอายขึ้นมานิดๆ เขายกมือขึ้นใช้ข้อนิ้วถูสันจมูกตัวเอง พยายามซ่อนมุมปากที่ยกขึ้นอย่างบ้าคลั่งเอาไว้
ทว่าในใจของฟู่ซือเหนียน ยังมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้น
"ถังถัง..." เขาเปลี่ยนสรรพนามเรียกเธออย่างแนบเนียน และเมื่อเห็นว่าเจียงถังไม่ได้มีท่าทีรังเกียจ เขาจึงถามต่อ "วันนั้นบนรถไฟ คุณบอกว่าเราสองคน 'รักใคร่ปรองดอง เป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันมาก' คุณหมายความตามนั้นจริงๆ ใช่ไหม?"
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของฟู่ซือเหนียน เจียงถังก็คิดว่าเขากำลังจะถามคำถามคอขาดบาดตายอะไรเสียอีก
ที่แท้ก็อยากจะถามเรื่องนี้นี่เอง... ง่ายนิดเดียว!
"แน่นอนสิว่าออกมาจากใจจริง" เจียงถังพยักหน้าอย่างจริงจัง "ถ้าความสัมพันธ์ของเราสองคนไม่ดี ฉันจะพาเจาเจากับเยว่เยว่มาหาคุณที่กองทหารได้ยังไงล่ะคะ?"
ฟู่ซือเหนียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รีบถามกลับอย่างกระตือรือร้น "แต่คุณเขียนจดหมายมาขอหย่ากับผมตลอดเลยนะ"
เป็นฝีมือเจ้าของร่างเดิมอีกแล้วสินะ... เจียงถังไหลตามน้ำไปทันที "นั่นเป็นเพราะฉันกำลังงอนคุณอยู่ต่างหากล่ะ"
"งอนเหรอ?" ฟู่ซือเหนียนขมวดคิ้ว ผู้หญิงนั้นบอบบางและขี้งอน แต่เธอจำเป็นต้องงอนข้ามปีข้ามชาติถึงห้าปีเลยหรือไง?
"ฟู่ซือเหนียน เมื่อห้าปีก่อน ในวันแรกที่เราแต่งงานกัน คุณก็ออกไปปฏิบัติภารกิจ วันก่อนฉันยังเป็นเจ้าสาวหมาดๆ อยู่เลย แต่วันต่อมาฉันกลับต้องนอนเฝ้าบ้านเปล่าๆ คนเดียว ฉันไม่สมควรจะงอนคุณหรือไง? คุณง้อฉันก็ไม่เป็น เอาแต่ส่งเงินมาให้อย่างเดียว การที่ฉันยอมใช้เงินของคุณ นั่นแปลว่าฉันยังยอมรับว่าคุณเป็นสามี และฉันก็แค่กำลังงอนคุณอยู่ ถ้าฉันอยากจะหย่ากับคุณจริงๆ ฉันคงไม่ยอมใช้เงินคุณแม้แต่แดงเดียวหรอก จะได้ไม่ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก ไม่ถูกเหรอคะ?"
ก่อนจะแต่งงานกับเจียงถัง ฟู่ซือเหนียนไม่เคยแม้แต่จะจับมือผู้หญิงเลยด้วยซ้ำ การใกล้ชิดกับเด็กผู้หญิงเพียงครั้งเดียวของเขาก็คือตอนที่เขาวิ่งเล่นกับเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านตอนอายุยังไม่ถึงสิบขวบ
เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่าเด็กสาวที่บอบบางเหล่านั้นกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ นับประสาอะไรกับความคิดที่ซับซ้อนและเข้าใจยากของผู้หญิงโตแล้ว
ฟู่ซือเหนียนฟังคำพูดอันหนักแน่นของเจียงถัง ฟังดูเหมือนมีอะไรแปลกๆ ทว่าเมื่อมันหลุดออกมาจากปากของเจียงถัง... มันก็ดูจะสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน
ฟู่ซือเหนียนขมวดคิ้วและตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เจียงถังแอบเหลือบมองชายหนุ่มที่กำลังขมวดคิ้ว เธอทำหน้ามุ่ย หลุบตาลง และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานและนุ่มนวลยิ่งขึ้น ฟังดูตัดพ้อเสียใจ "ฟู่ซือเหนียน คุณอยากจะให้ฉันพาลูกๆ กลับไปอีกงั้นเหรอ?"
เจียงถัง : ทักษะการแสดงเต็มสิบไม่หัก
ฟู่ซือเหนียน : คลั่งรักยืนหนึ่ง ภรรยาพูดอะไรก็ถูกไปหมด!