เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

การเลือก

การเลือก

การเลือก


สิบนาทีก่อนหน้านี้ ตำรวจเพิ่งได้รับแจ้งเหตุที่ถนนฉางหยวนทางทิศตะวันออกของศาลาว่าการเมือง เมื่อซ่งชิงเสี่ยวได้รับแจ้งเหตุแล้วก็รีบรุดไปที่นั่นทันที

สถานที่นั้นตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงของจักรวรรดิ ใกล้กับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ตระกูลสือครอบครอง สิ่งที่น่ากังวลคือ หากเกิดจลาจลขึ้นจะต้องส่งผลกระทบไปถึงมหาวิทยาลัยแน่นอน จนอาจทำให้บรรดาเชื้อพระวงศ์ในตระกูลสือไม่พอใจได้

จนถึงปัจจุบัน ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญทำให้อิทธิพลของราชวงศ์ลดลงไปแล้วอย่างมากก็จริง แต่ทั้งนี้กลับยังคงมีชื่อเสียง เกียรติยศ และความมั่งคั่งในระดับที่สูงมากอยู่ดี ไม่มีใครกล้าต่อกร เพราะสายเลือดอันสูงส่งนำมาซึ่งพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ ทำให้ตระกูลสือยังคงยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของสังคมอย่างมั่นคง

มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเองก็หนีไม่พ้นวัฏจักรนี้เช่นกัน มันเป็นสถานที่แหล่งรวมของบุคลากรชั้นนำของจักรวรรดิที่เข้ามาศึกษา บุคคลทุกคนที่เข้ามาที่นี่ล้วนมีฐานะที่ไม่ธรรมดา ทั้งสายเลือด และชนชั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเหนือกว่าชาวบ้านรากหญ้าทั่วไปนัก แม้แต่ยามรักษาการณ์ที่ประตูมหาวิทยาลัยก็ยังมีท่าทีเย่อหยิ่งอยู่เล็กน้อย เมื่อพูดคุยกับซ่งชิงเสี่ยว ก็แสดงแววตาที่จู้จี้จุกจิกแฝงอยู่

"ได้รับแจ้งเหตุแล้วว่ามีคนทะเลาะวิวาทกันที่หัวมุมถนน ประมาณอีกสามสิบเมตรข้างหน้า เธอรู้นิ ว่าที่นี่คือมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตระกูลสือ" ยามรักษาการณ์พูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างหงุดหงิด "ยังไงก็ห้ามให้เกิดจลาจลขึ้นที่นั่นเด็ดขาดเข้าใจไหม ไม่งั้นได้วุ่นวายกันไปหมดแน่"

เขาสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้จะสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้หรือไม่ ซ่งชิงเสี่ยวสวมชุดเครื่องแบบยามรักษาความปลอดภัยที่ไม่พอดีตัว ร่างกายผอมบาง ใบหน้าซีดเซียว ผมหน้าม้าหนาปิดบังดวงตาไปครึ่งหนึ่ง เมื่อพูดคุยก็ให้ความรู้สึกอ่อนแอราวกับสายลมจะพัดปลิวไปได้ จากรูปลักษณ์ภายนอก เธอดูไม่เหมาะกับงานยามเลยสักนิด

"เข้าใจแล้วค่ะ"

ซ่งชิงเสี่ยวสังเกตเห็นความไม่พอใจในดวงตาของอีกฝ่าย เธอขยับริมฝีปากเล็กน้อยแล้วพูดเบาๆ ว่า "จะไม่ให้เกิดเหตุจลาจลขึ้นที่นั่นแน่นอนค่ะ"

เธอรับปาก เพราะกว่าจะได้งานนี้มา เธอไม่ลืมหรอกว่าต้องพยายามอย่างหนักมากแค่ไหน

ทั้งที่งานยามรักษาความปลอดภัยนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เธอเรียนมาเลยสักนิด แต่การเข้าทำงานที่นี่ได้ก็นับเป็นบุญล้นพ้นของฝ่ายบุคคลแล้ว ปีนี้เธอเพิ่งจบการศึกษา ทั้งที่ในช่วงเรียนก็เรียนอย่างหนักแท้ๆ ผลการเรียนก็ดีเยี่ยมเสมอ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เธอหางานได้ง่ายขึ้นเลย

แม้ว่ายุคสมัยจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยและสายเลือดอาชญากรที่ไหลเวียนอยู่ในตัว ก็ผลักดันให้การสมัครงานอะไรก็ยากเย็นไปหมด ทั้งหมดนี้โทษใครไม่ได้นอกจากพ่อแม่ของเธอ ที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องยุ่งยากวุ่นวายเช่นนี้ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบิดาที่เคยก่ออาชญากรรมไว้เมื่อหลายปีก่อน หรือมารดาที่ติดสุราอย่างหนัก ทั้งสองอย่างนี้กลายเป็นหนามที่ขัดความเจริญของเธอทั้งสิ้น งานก็สมัครลำบากเพราะครอบครัวติดประวัติอาชญากรรม หนี้สินก็เยอะแยะเต็มไปหมด สุดท้ายเธอจึงจำเป็นต้องหางานเพื่อเลี้ยงดูตัวเองก่อนจะได้อดตาย

อาชีพยามรักษาความปลอดภัยนี่ก็ดีนะ ด้วยความที่เป็นอาชีพที่ต้องทำงานเป็นกะเวลานานๆ แล้วยังต้องอดหลับอดนอน เงินเดือนก็น้อย แถมยังมีความเสี่ยงในระดับหนึ่ง ทำให้อาชีพนี้ส่วนใหญ่มักขาดแคลนบุคลากรมาโดยตลอด มันทำให้เงื่อนไขในการรับสมัครงานไม่เข้มงวดมากนัก เธอจึงสามารถฝ่าด่านมันเข้ามาจนสามารถทำงานอยู่ในตอนนี้ได้ในที่สุด

หลังจากที่พยายามอย่างหนักกระทั่งบริษัทให้โอกาสได้ฝึกงานมาตั้งสองเดือน แต่ไอ้เพื่อนร่วมอาชีพคนนี้ก็ยังไม่วายหาเรื่องไม่พอใจเธออีก ถึงกับเคยเตือนเธอว่า หากมีการร้องเรียนเกิดขึ้น ฉันจะไล่เธอออก

"ดิฉันจะรีบจัดการเหตุจราจลอันนั้นให้เสร็จเร็วๆ ค่ะ"

เธอเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงเบามาก แต่แฝงไปด้วยความแน่วแน่ที่ไม่อาจมองข้ามได้

ก็มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว...ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เธอต้องจัดการกับเรื่องยุ่งยากนี้ให้สำเร็จ!

ดวงอาทิตย์ถูกเมฆหนาทึบปกคลุมไว้ ราวกับว่ากำลังจะเกิดพายุฝน อาคารทรงสูงของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ตระกูลสือเป็นเจ้าของตั้งตระหง่านอยู่หน้าประตู ทำให้ซ่งชิงเสี่ยวดูเล็กจ้อยและไม่ต่างกับไส้เดือนตัวเล็กๆ

เมื่อเธอรีบวิ่งเพื่อไปยังจุดที่มีเหตุจลาจล เธอก็เดินสวนกับนักศึกษาที่เข้ามาในมหาวิทยาลัยมากมาย เหมือนมดปลวกตัวหนึ่ง ที่ไม่ได้มีใครให้ความสนใจอะไร

ตอนที่ยังเด็ก เธอก็เคยฝันว่าจะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งนี้ และเมื่อจบการศึกษาแล้วก็จะได้เป็นบุคลากรที่มีความสามารถซึ่งเป็นที่ต้องการในทุกอุตสาหกรรม แต่น่าเสียดายที่ความฝันนี้คงไม่มีทางเป็นจริงได้แล้ว บางสิ่งก็ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยการอาศัยแค่คำว่าพยายาม ประตูของที่นี่จะไม่มีวันเปิดต้อนรับเธอแน่นอน

ซ่งชิงเสี่ยววิ่งเร็วมาก คำพูดของหัวหน้ายามก็เหมือนเสียงระฆังเตือนภัยที่ดังข้างหูเธอตลอด เมื่อเธอไปถึงจุดที่มีเหตุการณ์จลาจล ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

ถนนฉางหยวนตั้งอยู่ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของใจกลางเมืองหลวง ด้านตะวันตกของเมืองเป็นเขตที่วุ่นวาย ซึ่งเรียกง่ายๆ อีกอย่างว่า ‘สลัม’ ซึ่งมักมีชื่อเสียงในเรื่องความสกปรก วุ่นวาย และยอดแย่ ทั้งยังมีอิทธิพลต่างๆ มากมายมาพัวพันไม่ขาดสาย บ่อยครั้งที่มีการกระทำความผิด และบางครั้งซึ่งถึงแม้ตำรวจจะรับรู้ แต่ก็ไม่มีใครเต็มใจจะมาที่นี่เมื่อมีการแจ้งเหตุ

โดยทั่วไปแล้ว อิทธิพลของแก๊งต่างๆ จะรู้ดีว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรต่อเจ้าหน้าที่ พวกมันจะไม่ก่อเรื่องเกินกว่าเขตพื้นที่ของตนเอง และจะไม่เข้าใกล้ถนนฉางหยวนเด็ดขาด เพราะที่นี่มีมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งผู้คนในจักรวรรดิมองว่าเป็นดินแดนของตระกูลสือ

ไม่มีใครอยากก่อเรื่องหรือมีปัญหาที่นี่หรอก

แต่กลุ่มพวกอันธพาลวันนี้กลับมารวมตัวกันที่นี่เสียได้ ดูจากอายุแล้วอาจจะยังค่อนข้างเด็กอยู่จึงทำให้ความคิดความอ่านยังไม่โตเท่าไหร่นัก ให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งออกจากรังแม่ ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ

ซ่งชิงเสี่ยวรู้สึกหนักใจ แต่ถ้าหากวันนี้พวกกลุ่มคนที่รวมตัวกันที่นี่ไม่ฟังเธอขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ ซ่งชิงเสี่ยวนึกสักครู่ แล้วก็คิดวิธีว่า หากใช้ชื่อตระกูลสือมาข่มขู่ พวกนี้มันจะกลัวจนรีบหนีไปไหมนะ

แต่ถ้าเด็กพวกนี้มันไม่ฟังขึ้นมา ก็คงจะยุ่งยากน่าดู

"แยกย้ายๆๆๆค่ะ แยกย้ายกันไปได้แล้ว! "

เธอตัดสินใจตะเบ็งเสียงออกไปเพื่อหวังห้ามปราม บรรดาคนที่รวมตัวกันอยู่ที่นี่มีประมาณสิบกว่าคน เมื่อซ่งชิงเสี่ยวเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น ตะโกนออกไปว่า "ที่นี่ไม่อนุญาตให้ก่อเรื่อง ออกไปข้างนอกเดี๋ยวนี้นะ! "

เด็กหนุ่มเหล่านั้นก็หันมามองเพราะคำพูดของเธอ

ทุกคนตรงนี้ตัวใหญ่กว่าซ่งชิงเสี่ยวที่ใส่ชุดเจ้าหน้าที่ยามรักษาความปลอดภัยเสียอีก ทำให้ในสายตาของเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ไม่ได้รู้สึกรู้สาสักนิด พวกเขานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก็เผลอหัวเราะออกมา

"หลบไป! " เด็กหนุ่มหน้าดุคนหนึ่งเตือน "อย่ามายุ่งกับพวกกู! "

"แต่ที่นี่คือถนนฉางหยวนนะ ข้างๆ ก็คือมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตระกูลสือ...พวกคุณไม่กล้วบ้างหรือไง! "

เมื่อได้ยิน เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นก็เดินเข้ามาหาเธอทันที ขณะที่ซ่งชิงเสี่ยวก็พยายามยืดหลังตรงราวกับกระต่ายที่หลงเข้ามาในป่า เพราะความวุ่นวายนี้ ขนาดรถหลายคันที่อยู่ไกลๆ ก็ยังถูกขวางไว้ ไม่สามารถวิ่งตัดผ่านไปได้

ชายหนุ่มในรถสีดำคันกลางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเบื่อหน่าย เขาเห็นเด็กสาวคนนั้นที่ถูกเด็กหนุ่มทั้งกลุ่มล้อมอยู่ เหมือนกับว่าเธอจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ในวินาทีถัดไป

เดิมทีเขาควรจะละสายตาไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่จากชุดเจ้าหน้าที่ยามรักษาความปลอดภัยของเด็กสาวและสถานการณ์ตรงหน้า เขาก็เดาออกทันทีว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นอย่างไร

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด การต่อสู้จนเลือดตกย่อมหนีไม่พ้น

เขาไม่ได้อยากรู้อยากเห็นอะไรมากนัก และไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านด้วย แต่พอเห็นว่าซ่งชิงเสี่ยวคนนั้นดูตกใจกลัวจนน่าสงสาร แต่การกระทำของเธอกลับตรงกันข้ามอย่างเห็นได้ชัด ก็พาลรู้สึกอยากรู้เรื่องราวตอนต่อไปทันที

ผู้หญิงที่นั่งตรงข้ามกับเขาในรถสังเกตเห็นสายตาของอีกฝ่าย จึงมองตามไปยังเหตุการณ์นั้น เธอเหยียดยืดแขนอย่างเกียจคร้าน

ยัยเด็กสาวคนนี้ต้องแย่แน่ๆ

เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ในวินาทีถัดมาก็ได้ยินชายหนุ่มพูดว่า "โย่วฉี เดี๋ยวผมไปจัดการเรื่องวุ่นวายตรงนั้นก่อนนะ"

เสียงพูดอันอบอุ่นดังมาจากที่นั่งฝั่งคนขับรถยนต์ จากนั้นประตูรถก็เปิดออก หญิงสาวที่นั่งตรงข้ามชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย

สุดท้ายการเดาของเธอกลับผิดไปจากที่คิด เนื่องจากเด็กสาวคนนั้นไม่ได้เกิดเรื่องแย่ๆ แต่กลายเป็นว่าสุดท้ายเธอกลับเห็นกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเรื่องวุ่นวายพวกนั้นต้องเตลิดหนีไปแทน ขณะที่ซ่งชิงเสี่ยวในชุดเครื่องแบบยามหลวมๆ สีหน้าซีดเผือด พร้อมกับความรู้สึกโชคดีที่รอดชีวิตมาได้หวุดหวิด เธอมองไปทางอื่น มองไปยังชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ครู่หนึ่ง ขณะที่หลุบตาลง แววตาก็เย็นชาขึ้น

แค่วันแรกที่ทำงาน ก็เกือบต้องตายซะแล้ว...

หลังจากที่เหตุการณ์นั้นจบลง เธอก็รู้สึกกังวลใจตลอดช่วงเวลาที่เหลืออยู่ทั้งวัน ในใจคอยลุ้นอยู่ตลอดว่าจะมีใครโทรเข้ามาร้องเรียนเหตุการณ์จราจลในครั้งนี้หรือไม่ กระทั่งไม่ได้รับการร้องเรียนใดๆ สุดท้ายจึงกลับบ้านได้อย่างโล่งอกในที่สุด

เพียงแต่ว่าปัญหาอย่างเดียวของเธอในตอนนี้ก็คือ กว่าจะได้กลับบ้านท้องฟ้าก็มืดครึ้มอย่างหนักแล้ว เมฆบนฟ้าตั้งเค้าดำทั้งแผ่นผืน ยิ่งพยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้จะมีฝนฟ้าคะนองอีกด้วย เธอจึงคิดว่าตัวเองต้องรีบกลับบ้านก่อนฝนจะลงเม็ดให้ทันเวลา

สถานการณ์เรื่องเงินตอนนี้ก็แย่มากพออยู่แล้ว หากเปียกฝนแล้วป่วยหนักไป จะเป็นภาระอันหนักอึ้งขึ้นไปอีก

เมื่อซ่งชิงเสี่ยวเดินมาเรื่อยๆ ตามทางกลับบ้านที่คุ้นเคย กระทั่งเหลืออีกสองซอยก็จะถึงจุดหมายแล้ว

แต่ใครก็รู้ดี ว่าหลังจากพลบค่ำเมืองทางแถบฝั่งตะวันตกนั้นจะเปลี่ยวและอันตรายมาก เธอจึงเร่งฝีเท้า เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกลางอากาศ พร้อมกับเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าที่ดังมากขึ้นเรื่อยๆ และฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรงในที่สุด!

เสียงฟ้าร้องดัง "โครม" ฟ้าผ่าแยกท้องฟ้าออกเป็นสองซีกส่องสว่างไปทั่วซอยที่มืดมิด ขณะที่เม็ดฝนขนาดใหญ่ตกลงมา ซ่งชิงเสี่ยวยังไม่ทันได้ยกมือขึ้นมาบังหัว เธอก็เห็นเงาดำสวมเสื้อกันฝนเดินฝ่าฟ้าผ่าและฝนตรงเข้ามา

เวลาและสถานที่แบบนี้ การเห็นคนแต่งกายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีแม้แต่น้อย เธอเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ ขณะที่ลมฝนพัดมาปะทะร่างกายก็อดทำให้ซ่งชิงเสี่ยวเผลอตัวสั่นไม่ได้

มองจากตรงนี้ เขาช่างมีความเย็นยะเยือกที่ทำให้เธอขนลุกขนพองเหลือเกิน เดินปะปนมากับกลิ่นคาวเล็กน้อย

กลิ่นช่างคล้ายกับเลือดมาก...

ซ่งชิงเสี่ยวรู้สึกตัวเกร็งไปทั้งตัว ขณะที่คนผู้นี้ก็เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ  รูปร่างที่สูงใหญ่ทำให้ซอยแคบๆ กลายเป็นคุกที่หนียังไงก็คงไม่มีทางพ้น คนที่กล้าเดินคนเดียวในตรอกซอยยามค่ำคืนแบบนี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน เธอพยายามห่อไหล่เข้าหากันเพื่อลดการมีตัวตนของตัวเองให้น้อยที่สุด กระทั่งคนผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนในที่สุดก็กำลังจะเดินผ่านเธอไป เธอเพิ่งจะคลายกำปั้นที่กำแน่นอยู่ด้วยความตึงเครียดได้ไม่นาน ในตอนนั้นเองก็พลันรู้สึกว่าคนผู้นั้นยกแขนขึ้นคว้าหมับที่คอเธอไว้ทันที

ซ่งชิงเสี่ยวรู้สึกราวกับว่ามีงูเหลือมมารัดคอ เธอดิ้นอย่างสุดความสามารถ ก่อนจะพยายามตะเกียกตะกายเอื้อมมือไปจับนิ้วอีกฝ่ายเพื่อพยายามแกะออกอย่างสุดชีวิต ขณะที่อีกฝ่ายไม่มีท่าทีสนใจแม้แต่น้อย กลับควักมีดสั้นแล้วแทงมาที่ลำคอของเธออย่างเลือดเย็น

ราวกับตั๊กแตนที่กรอบบางและแบนลง เธอทำได้เพียงเอื้อมปลายนิ้วที่แตะถึงแค่นิ้วมืออันเรียวยาวของคนผู้นั้น ขณะที่เขาจับมีดสั้นแล้วหมุนบิดไปมากลางลำคอเธอซ้ำเป็นรอบที่สอง

คนผู้นั้นดูเลือดเย็นมากเหลือเกิน ทันทีที่แทงคอเธอได้ผลแล้ว ก็ถอยตัวออกไปอย่างสบายๆ  เลือดไหลทะลักออกมาจากบาดแผลที่คอซ่งชิงเสี่ยวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกน้ำฝนชะล้างปะปนไปด้วยกัน

ร่างของซ่งชิงเสี่ยวล้มลงกับพื้นพร้อมกับอาการชักเกร็งอยู่กับพื้น ฟ้าร้องที่รุนแรงพร้อมกับฟ้าผ่าฟาดลงมาแถวบริเวณที่ชายคนนั้นเดินจากไป จากมุมหนึ่งของเสื้อคลุมกันฝนที่ถูกเปิดขึ้น ทำให้เธอสังเกตเห็นด้านหลังของคนผู้นั้นก่อนจะสิ้นใจ พร้อมกับเสียงเพลงที่ฮัมจากปากเขาก่อนจะหายลับไป ฟังจากเสียงแล้วน่าจะเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบปี

คนนี้เป็นใคร ทำไมถึงต้องฆ่าเธอ? คำถามมากมายทำให้เธอเบิกตากว้าง

การสูญเสียเลือดจำนวนมากทำให้รูม่านตาของเธอเริ่มขยาย

นี่ฉันจะตายแล้วเหรอ...

ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของเธอเพียงครู่เดียวเท่านั้น จากนั้นก็มีความคิดอีกระลอกหนึ่งระเบิดขึ้นในหัวพร้อมๆ กัน "เจ้าจะยอมรับบททดสอบของพระเจ้าหรือไม่"

จบบทที่ การเลือก

คัดลอกลิงก์แล้ว