- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 57 บุกเดี่ยวถล่มสันเขาไก่ทอง
บทที่ 57 บุกเดี่ยวถล่มสันเขาไก่ทอง
บทที่ 57 บุกเดี่ยวถล่มสันเขาไก่ทอง
บทที่ 57 บุกเดี่ยวถล่มสันเขาไก่ทอง
ฉินหมิงสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาปรายตามองลึกเข้าไปในป่าที่ม้าอสนีม่วงเพิ่งวิ่งเตลิดออกมา แต่ก็ไม่ได้คิดจะไปหาคำตอบอะไร ตอนนี้เรื่องเดินทางสำคัญที่สุด
ลึกเข้าไปในป่าทึบ ชายวัยสามสิบเจ็ด-สามสิบแปดปีในชุดสีฟ้ากำลังยืนทอดสายตามองจากบนหน้าผา เสื้อผ้าของเขาปลิวไสวไปตามแรงลม
ขณะที่บนยอดเขาสูงตระหง่านฝั่งตรงข้าม มีหมอกขาวหนาทึบปกคลุม มีละอองหมอกหลากสีจางๆ แผ่คลุมไปกว่าครึ่งยอดเขา ท่ามกลางสายหมอกนั้น ปรากฏเงาร่างของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงตนหนึ่ง
“ท่านเจ้าเมืองฉีเสียคนใหม่ ทำไมท่านไม่รีบไปรับตำแหน่งล่ะ มาทำอะไรที่ถิ่นของข้า?”
“ก็แค่บังเอิญผ่านมา เลยแวะมาทักทายท่านเจ้าแห่งภูเขาสักหน่อยน่ะ”
……
หลังจากควบม้ามาได้สิบกว่าลี้ ม้าอสนีม่วงก็เริ่มพยศอีกครั้ง ขนที่เปล่งประกายสีม่วงของมันสั่นกระเพื่อม การวิ่งเริ่มตะกุกตะกัก ไม่นิ่งเหมือนตอนแรก
บางทีมันก็แกล้งหยุดกะทันหัน ถ้าเป็นคนอื่นคงร่วงกระแทกพื้นไปตั้งนานแล้ว
ฉินหมิงเห็นมันเริ่มเล่นแง่ ก็เลยกดดาบยาวลายหงส์ที่พาดอยู่บนคอของมันลงไปอีกนิดหน่อย แผงคอสีม่วงเรืองแสงขาดกระจุย เลือดสีแดงสดเริ่มซึมออกมาจากรอยบาดบนลำคอ
“ถ้าแกไม่ไปส่งข้าดีๆ งั้นข้าก็จะส่งแกไปลงนรกเอง!” ฉินหมิงไม่ได้คิดจะปราบมันให้เชื่องอยู่แล้ว
และเขาก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไรด้วย ก็ไอ้ม้าอสนีม่วงตัวนี้มันเปิดฉากซัดกีบเท้าใส่เขาก่อนนี่หว่า ถ้าเป็นคนธรรมดาคงโดนเหยียบหัวแบะไปแล้ว
“ถ้ายังดื้ออีกล่ะก็ ได้ตายสมใจแน่!” ฉินหมิงกดคมดาบลงไปอีก คราวนี้ม้าอสนีม่วงถึงกับผวา เลือดที่ไหลอาบชุ่มแผงคอทำเอามันได้สติ
มันเงียบกริบ ยอมวิ่งต่อไปอย่างว่าง่าย ไม่นานพวกเขาก็มาถึงระยะห่างจากสันเขาไก่ทองแค่สิบกว่าลี้
ฉินหมิงแอบเหม่อไปชั่วขณะ ถึงแม้เขาจะไม่ใช้ปราณแสงสวรรค์ เขาก็สามารถนั่งทรงตัวอยู่บนหลังสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้อย่างมั่นคง ควบคุมมันได้อย่างคล่องแคล่ว
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยขี่ม้าหรือสัตว์พาหนะอะไรในแถบภูเขาขาวดำนี้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขากำลังขี่มันแบบดิบๆ ไม่มีแม้แต่สายบังเหียนด้วยซ้ำ
ในหัวของเขาเริ่มมีภาพลางๆ ผุดขึ้นมา นอกกำแพงเมืองยิ่งใหญ่ตระการตา เขาก็เคยควบสัตว์ประหลาดวิ่งทะยานมาแล้ว และสัตว์ตัวนั้นก็ดูสง่างามกว่าไอ้ม้าอสนีม่วงตัวนี้หลายขุมเลยล่ะ
เขาสะบัดหัวไล่ความคิดพวกนั้นออกไป แต่ด้วยความเคยชินอะไรสักอย่าง เขาก็เอาสันดาบตีเบาๆ ที่ก้นม้าอสนีม่วงแทนแส้ม้า
สัตว์ประหลาดตัวนี้สะดุ้งสุดตัว นึกว่าจะโดนเชือดอีก มันก็เลยสับตีนแตกรีบเร่งความเร็วพุ่งทะยานราวกับขี่พายุ กลายเป็นลูกศรสีม่วงที่พุ่งแหวกม่านราตรีมืดมิดไปอย่างรวดเร็ว
ฉินหมิงควบสัตว์ร้าย บุกทะลวงราตรียาวนาน มุ่งหน้าสู่สันเขาไก่ทอง!
เบื้องหน้าสว่างไสว ต่อให้เป็นช่วงดึกสงัด สันเขาไก่ทองก็ไม่เคยมืดมิด เพราะบ่อน้ำพุเพลิงที่นี่คุณภาพเกือบจะถึงระดับสองแล้ว แทบจะเทียบเท่ากับบ่อในเมืองอิ๋นเถิงเลยทีเดียว
ถนนหนทางกว้างขวาง ทอดยาวขึ้นไปบนภูเขา สองข้างทางเป็นป่าทึบ บริเวณนี้ไม่มีสัตว์ประหลาดมาป้วนเปี้ยน เพราะพวกมันรู้ดีว่าพวกโจรบนเขานี้มันร้ายกาจแค่ไหน
แต่ตอนนี้สันเขาไก่ทองดูเงียบเหงากว่าเมื่อก่อนเยอะ หลังจากพวกมันแห่กันไปแย่งชิงของวิเศษที่หุบเขารอยแยกแล้วก็ล้มตายกันเป็นเบือ วันนั้นพวกสัตว์ประหลาดในภูเขาขาวดำคงกินอิ่มหนำสำราญกันไปหลายมื้อเลยล่ะ
ตอนนี้ในค่ายเหลือคนอยู่แค่ประมาณสามสิบกว่าคน พวกที่ได้อยู่เฝ้าค่ายล้วนเป็นพวกมีเส้นมีสายทั้งนั้น และก็เลวทรามต่ำช้ากว่าพวกที่ไปตายซะอีก
ถ้าให้ยืมคำพูดตาเฒ่าหลิวมาใช้ก็คือ ไอ้พวกโจรที่เหลืออยู่เนี่ย ต่อให้หลับตาฟันสุ่มๆไปสักคน ก็ไม่มีทางฟันผิดไปฟันคนดีแน่นอน พวกมันสมควรตายไปซะหลายๆ รอบเลยด้วยซ้ำ
ฉินหมิงเก็บดาบยาวเข้าฝัก แล้วปลดคันธนูแข็งๆ ออกจากหลัง ควบม้าอสนีม่วงบุกตะลุยขึ้นไปบนพื้นที่สว่างไสวของสันเขาไก่ทองที่มีบ่อน้ำพุเพลิงคอยให้แสงสว่าง
สิ่งที่สังเกตเห็นเขาเป็นอันดับแรกไม่ใช่พวกโจร แต่เป็นไก่ทองตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่เฝ้ายาม ไอ้สัตว์ประหลาดที่ผ่านการกลายพันธุ์มาสองรอบตัวนี้ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม มันแอบอยู่ในป่า พอเห็นคนบุกรุกปุ๊บ มันก็โก่งคอขันเสียงดังลั่นทันที “เอ้กอี๊เอ้กเอ้ก!”
ลูกศรเหล็กดอกแรกของฉินหมิงพุ่งเป้าไปที่มัน เสียงดังฉึก ลูกศรที่พุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็วสูงเจาะกะโหลกไก่ทองทะลุ เสียงขันของมันเงียบหายไปในพริบตา
“เกิดอะไรขึ้น?” พวกโจรบางคนในค่ายเมาเละเทะไปแล้ว
โจรเฒ่าบางคนสะดุ้งตื่น ตะโกนลั่น “มีคนบุก!”
พวกมันผุดลุกขึ้นยืน ก็เห็นถนนนอกค่าย มีหนึ่งคนหนึ่งม้าที่แผ่รังสีแสงสีม่วงจางๆ พุ่งทะยานแหวกม่านราตรีตรงดิ่งมาชนประตูค่าย
ถ้าเป็นสมัยก่อน บนหอสังเกตการณ์กับกำแพงค่าย คงมีพลธนูยืนประจำการอยู่เพียบ แต่ตอนนี้สันเขาไก่ทองอยู่ในสภาพครึ่งผีครึ่งคน ไอ้พวกที่เหลือรอดก็ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่ค่อยทำมาหากินอะไร
อากาศหนาวเหน็บขนาดนี้ หิมะก็ยังตกไม่หยุด พวกมันส่วนใหญ่เลยซุกหัวอยู่ในกระท่อม กินเหล้าเล่นพนันกันอย่างสบายใจ
ฉินหมิงควบม้าอสนีม่วงพุ่งทะยานเข้ามา ประตูค่ายที่ว่าแข็งแรงทนทาน เจอแรงถีบจากกีบเท้าอันหนักอึ้งของสัตว์ประหลาดเข้าไปทีเดียว ก็พังครืนเสียงดังสนั่น หนึ่งคนหนึ่งม้าบุกตะลุยเข้าไปกลางค่ายสันเขาไก่ทองอย่างดุดัน
“ตื่นนน มีคนบุก!” ทั่วทั้งค่ายสันเขาไก่ทองโกลาหลวุ่นวาย ต่อให้เมาปลิ้นแค่ไหนก็รู้แล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
ภายในค่ายสว่างไสวมาก แสงจากบ่อน้ำพุเพลิงที่เกือบจะถึงระดับสองสาดส่องไปทั่ว ถือเป็นพื้นที่ชั้นยอด ดีกว่าหมู่บ้านรอบนอกภูเขาลิบลับ
ตอนนี้ฉินหมิงอยู่ในชุดเกราะขัดเงาวับ ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากหมวกเกราะมิดชิด โผล่มาแค่ดวงตา จมูก และปากเท่านั้น
ในสายตาของพวกโจร หนึ่งคนหนึ่งม้าคู่นี้มันเร็วเกินไปแล้ว แสงสีม่วงที่แผ่ออกมาดูน่าสะพรึงกลัว พลังทำลายล้างของมันก็ทรงพลังสุดๆ
ฉินหมิงง้างธนูยิงศร แถมยังยิงรัวเป็นชุด ลูกศรเหล็กดอกแล้วดอกเล่าพุ่งแหวกอากาศ ท่ามกลางแสงเพลิงที่สาดส่อง ดูราวกับสายฟ้าเย็นเยียบที่ฟาดฟันลงมาไม่ขาดสาย
ฉึกๆๆ...
แค่เผชิญหน้ากันแวบเดียว เขาก็สอยโจรตายไปห้าคนรวด บางคนยังไม่ทันตั้งตัว ก็โดนลูกศรเจาะทะลุกลางหว่างคิ้วไปแล้ว มีสองคนที่ดวงซวย โดนลูกศรเหล็กดอกเดียวกันเสียบทลุอกตายคาที่คู่กัน
“ยิงธนูสวนไปสิวะ!” มีคนได้สติ รีบสั่งการจัดขบวนรบ พร้อมกับผิวปากส่งสัญญาณสั่งให้ไก่ทองที่ถูกฝึกไว้พุ่งเข้าไปโจมตีศัตรู
ฉินหมิงศึกษาคัมภีร์ลับของตระกูลอู๋มาอย่างทะลุปรุโปร่ง ที่บอกว่าเป็นยอดฝีมือคู่หอกและเกาทัณฑ์ ไม่ใช่แค่ราคาคุย ธนูและลูกศรในมือเขาราวกับมีชีวิต ดวงตาของเขาก็เฉียบคมดุจเหยี่ยว ไอ้คนที่เพิ่งจะสั่งการยังพูดไม่ทันขาดคำ ก็โดนลูกศรเหล็กแบบพิเศษของเขายิงหัวแบะกระจาย
ภายใต้แสงสว่างจากบ่อน้ำพุเพลิง ภาพนั้นชัดเจนจนน่าสยดสยอง เลือดและเศษกระดูกสาดกระเซ็นไปโดนพวกโจรคนอื่น มันสร้างความหวาดผวาได้ชะงัดนัก บางคนถึงกับยืนแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก
แต่ก็นะ พวกมันล้วนเป็นโจรชั่วที่ผ่านการฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน สัญชาตญาณดิบเถื่อนยังคงพลุ่งพล่าน ชั่วพริบตาก็แหกปากร้องโวยวาย เตรียมตอบโต้ บางคนเริ่มง้างคันธนูเตรียมยิงสวนแล้ว
ตอนนั้นเอง ไก่ทองห้าตัวก็พุ่งพรวดเข้ามา พวกมันกางปีกกว้าง จะงอยปากใหญ่โตอ้ากว้าง กรงเล็บแหลมคมกางออก หมายจะขย้ำหนึ่งคนหนึ่งม้าคู่นี้
ม้าอสนีม่วงถูกบีบให้ขึ้นเขามา มันก็อัดอั้นตันใจจะแย่อยู่แล้ว ตอนนี้ดันมาถูกพวกไก่ทองชั้นต่ำโจมตีอีก มันก็เลยระเบิดโทสะออกมาเต็มที่
มันคำรามลั่น ถึงหัวจะเหมือนม้า แต่ตัวมันเป็นเสือดาว ความดุร้ายจึงทะลุพิกัด มันยกลำตัวท่อนหน้าขึ้นสูง ง้างกีบเท้าใหญ่โตกระแทกเปรี้ยงลงไป
เสียงดังฉึกสองครั้งซ้อน ไก่ทองสองตัวดับอนาถในพริบตา ตัวนึงโดนม้าอสนีม่วงกระทืบหัวแบะ อีกตัวโดนเหยียบจนอกทะลุ จากนั้นมันก็สะบัดหัวอย่างแรง อ้าปากแสดงฟันแหลมคมขาวจั๊วะ กัดกร้วมเข้าที่คอไก่ทองอีกตัว แล้วจัดการ "ตัดหัว" มันอย่างว่องไว
ในระหว่างการต่อสู้นั้น ไม่ว่าม้าอสนีม่วงจะยกลำตัวขึ้น หรือกระโจนไปข้างหน้า ฉินหมิงก็ตัวติดหนึบอยู่บนหลังมันราวกับทากเกาะ นิ่งสงบเหมือนยืนอยู่บนพื้นราบ เขาง้างธนูยิงศรไม่หยุดหย่อน ตัวคนเดียวแต่กลับกดหัวพวกโจรพวกนั้นจนโงหัวไม่ขึ้น
มหาโจรสองคนปรากฏตัวขึ้นเงียบๆ แต่พวกมันยังไม่ผลีผลามลงมือ เพราะพวกมันรู้ดีว่า คนที่กล้าบุกมาลุยเดี่ยวแบบนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเก่งกาจเอาเรื่อง
อันที่จริง พวกมันยังประเมินฉินหมิงต่ำไป เพราะพวกมันกะระดับพลังของศัตรูจากความแรงของลูกศร แต่หารู้ไม่ว่าคันธนูแข็งๆ คันนั้นมันมีขีดจำกัด รองรับพลังมหาศาลของฉินหมิงได้ไม่เต็มที่ด้วยซ้ำ
วินาทีต่อมา พวกมันก็รู้ตัวว่าคิดผิด มหาโจรคนหนึ่งง้างคันธนู เล็งเป้าแล้วปล่อยลูกศรพุ่งเข้าใส่ฉินหมิง
ผลคือ ฉินหมิงแค่ใช้ลูกศรเหล็กในมือปัดเบาๆ ประกายไฟแลบแปลบปลาบ ลูกศรที่พุ่งมาด้วยความแรงมหาศาลก็กระเด็นกระดอนไปทางอื่น ความแม่นยำและปฏิกิริยาตอบสนองระดับนี้ ทำเอามหาโจรสองคนใจหล่นวูบ
ขณะเดียวกัน ฉินหมิงก็ง้างธนูเล็งกลับไปที่พวกมัน
ฉึก!
มหาโจรสองคนหลบได้ทัน แต่ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับโดนลูกศรเจาะกะโหลกทะลุ ร่างหงายหลังล้มตึงลงไปกองกับพื้น ยังไม่ทันได้แหกปากร้องสักแอะ
มหาโจรคนหนึ่งคำรามต่ำๆ เห็นได้ชัดว่าไอ้หนุ่มที่ตายเป็นคนสนิทของมัน รังสีอำมหิตของมันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ฉินหมิงยังคงยิงศรสังหารอย่างต่อเนื่อง!
เพียงชั่วพริบตา สันเขาไก่ทองก็สูญเสียกำลังพลไปแล้วกว่าสิบคน จากที่เหลืออยู่แค่สามสิบคน ตอนนี้ตายไปเกือบครึ่งแล้ว
ฉินหมิงบังคับม้าอสนีม่วงพุ่งทะยานเข้าไปหากระท่อมไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด เขาเก็บคันธนู แล้วคว้าหอกยาวคมกริบมาถือไว้แน่น
ยามที่หนึ่งคนหนึ่งม้าคู่นี้บุกตะลุยเข้ามา มันสร้างความหวาดผวาให้พวกโจรจนหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ พวกมันรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับกองทัพนับพันนับหมื่น สัตว์พาหนะตัวนั้นก็ดุร้ายป่าเถื่อนสุดๆ แค่ชั่วพริบตาก็กระทืบไก่ทองกลายพันธุ์รอบสองตายไปตั้งหลายตัว ส่วนคนที่สวมชุดเกราะเย็นเยียบบนหลังสัตว์ประหลาดนั่น ก็เปรียบดั่งเทพมัจจุราช หนึ่งลูกศรพรากหนึ่งชีวิต หลายคนที่สบตาเขาถึงกับตัวสั่นงันงก
พอพุ่งเข้ามาใกล้ ฉินหมิงก็แทงหอกออกไป สั่นปลายหอกอย่างแรง งัดกระท่อมไม้หลังนั้นลอยขึ้นไปบนฟ้า ก่อนจะระเบิดกระจุยกระจายกลางอากาศ
คนสองคนที่ซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมแตกตื่นลนลาน เงื้อดาบฟันสวนมา แต่พวกมันเพิ่งจะผลัดกายมาแค่ครั้งเดียว การเผชิญหน้ากับหนึ่งคนหนึ่งม้าคู่นี้ ก็เหมือนการรนหาที่ตายชัดๆ
เลือดสองสายสาดกระเซ็น ฉินหมิงแทงหอกรวดเร็วดุจสายฟ้า เสียบทะลุร่างพวกมันทั้งสองคนไปตามลำดับ แล้วควบม้าพุ่งตรงไปหามหาโจรสองคนแห่งสันเขาไก่ทองอีกครั้ง
ม้าอสนีม่วงดุร้ายสุดขีด มันยกลำตัวท่อนหน้าขึ้นสูง กีบเท้าหนักอึ้งกระทืบลงไปข้างหน้า ทำเอากระท่อมไม้อีกหลังพังครืนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี
ฉินหมิงสัมผัสได้ถึงเสียงลมพัดมาจากด้านหลัง เขาหันขวับกลับไป ง้างหอกเตรียมแทงทันที
นั่นคือโจรเฒ่าคนหนึ่งที่เขาเคยเจอที่หุบเขารอยแยก การที่รอดชีวิตกลับมาได้ย่อมต้องเป็นผู้ผลัดกายรอบสามแน่นอน ตอนนี้มันกำลังขี่ไก่ทองตัวเบ้อเริ่มที่ใหญ่กว่าพวกเดียวกัน สัตว์พาหนะของมันก็เป็นสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์รอบสามเหมือนกัน มันบินโฉบลงมาจากที่สูง หมายจะลอบสังหารเขา
“สันเขาไก่ทองก็มีดีเหมือนกันแฮะ สามารถเพาะพันธุ์สัตว์ประหลาดพวกนี้เป็นฝูงได้ด้วย” ฉินหมิงไม่เกรงกลัว หอกยาวในมือร่ายรำจนเกิดเป็นเงาหอกนับสิบสาย
กลางอากาศ โจรเฒ่าฟันดาบลงมาติดๆ กัน แต่ก็ถูกแรงกระแทกจนแขนชาดิก มันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อตระหนักได้ว่าฝีมือของมันกับศัตรูห่างชั้นกันเกินไป ลอบสังหารไม่สำเร็จ แถมมีแววว่าจะต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ซะแล้ว
ในระดับพลังของมัน สัญชาตญาณเอาตัวรอดจะเฉียบคมมาก มันรับรู้ถึงลางมรณะได้ทันที
และเป็นไปตามคาด ความตายมาเยือนเร็วกว่าที่คิด ตอนที่ฉินหมิงสลัดหอกในมือ ไม่เพียงแต่จะปัดป้องดาบยาวของโจรเฒ่าได้เท่านั้น แต่มันยังเจาะทะลุร่างของไก่ทองกลายพันธุ์รอบสามจนเกิดเป็นรูพรุนนับสิบรู ส่งผลให้มันตายคาที่ทันที
“อ๊าก...” โจรเฒ่าแกว่งดาบร้องลั่น พยายามจะดิ้นรนหนีตายจากกลางอากาศ
ทว่า ศัตรูเบื้องล่างนั้นแข็งแกร่งกว่ามันหลายขุม ท่ามกลางดงเงาหอกที่พุ่งเข้ามาเป็นสายฝน มันแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนจริงอันไหนลวง ฉึก! หอกยาวแทงทะลุหน้าอกของมันอย่างจัง
ฉินหมิงแทงมันตายคาหอก จากนั้นก็สะบัดหอกเหวี่ยงศพโจรเฒ่ากระเด็นออกไปไกลกว่าสิบเมตรราวกับโยนหุ่นฟางทิ้ง ศพพุ่งทะลุเข้าไปในกระท่อมไม้หลังหนึ่ง ทำเอาคนที่ซ่อนอยู่ข้างในตกใจจนหน้าถอดสี ถอยกรูดไปติดผนัง
นี่คือยอดฝีมืออันดับสามของค่าย รองจากมหาโจรสองคนนั้นเลยนะเว้ย ดันมาถูกฆ่าตายง่ายๆ แบบนี้เลยเรอะ
ม้าอสนีม่วงชะลอความเร็วลงตามคำสั่งของฉินหมิง แต่เสียงฝีเท้ายังคงหนักแน่นและดุดัน มันเมินพวกโจรคนอื่นๆ แล้วเดินตรงเข้าไปหามหาโจรสองคนนั้นทันที
มหาโจรสองคนหน้าตึงเครียดสุดๆ คนนึงชักดาบใหญ่เล่มเขื่องออกมา อีกคนถือทวนยาว เดินหน้าเข้ามาพร้อมกัน
จังหวะนั้นเอง โจรเฒ่าอีกคนก็โผล่มาจากเงามืดด้านข้างอย่างเงียบงัน มันลอบโจมตีฉินหมิงจากด้านหลัง หวังจะประสานงานกับมหาโจรสองคนนั้น
ฉินหมิงมือขวากำหอกยาวแน่น ชี้ปลายหอกไปที่มหาโจรสองคนตรงหน้าโดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ส่วนมือซ้ายก็ชักดาบยาวลายหงส์ที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมาอย่างรวดเร็ว ประกายดาบสว่างวาบดุจสายฟ้าฟาด ฟันดาบยาวในมือของโจรเฒ่าที่ลอบโจมตีจนกระเด็นหลุดมือ ปลิวไปไกลกว่ายี่สิบเมตร
ดาบของฉินหมิงฟาดฟันด้วยพละกำลังมหาศาล ไม่มีจังหวะชะงักเลยแม้แต่วินาทีเดียว หลังจากปัดดาบยาวของศัตรูกระเด็นไปแล้ว คมดาบก็พุ่งแหวกม่านราตรีด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ฉึก! ดาบฟันฉับเข้าที่ไหล่ของโจรเฒ่า ขาดสะพายแล่ง ตายตาไม่หลับ ผู้ผลัดกายรอบสามจบชีวิตลงไปอีกหนึ่งคน!