เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 55 อีกช่วงชีวิตหนึ่ง

บทที่ 55 อีกช่วงชีวิตหนึ่ง

บทที่ 55 อีกช่วงชีวิตหนึ่ง


*พวกนอกรีต ขอแก้เป็น พวกนอกวิถี ก่อนนะครับ ถ้าในบทใหม่ๆเจอคำที่ตรงความหมายแล้วจะมาแก้ใหม่ครับ

บทที่ 55 อีกช่วงชีวิตหนึ่ง

“สรรพสิ่งแบกรับหยินและโอบกอดหยาง ลมปราณประสานก่อเกิดความสมดุล... ชุยชงเหอ” ฉินหมิงจมอยู่ในภวังค์ความคิด จากนั้นเขาก็เอานิ้วจุ่มน้ำชา เขียนคำว่า "ฉินหมิง" สองตัวนี้ลงบนโต๊ะ

ในเศษเสี้ยวความทรงจำเลือนรางนั่น ชุยชงเหอคือชื่อของเขา

“แต่ทำไมตอนข้าระหกระเหินมาอยู่ที่นี่ ชื่อที่ข้าจำได้ถึงเป็นฉินหมิงล่ะ?” เขามองดูตัวอักษรบนโต๊ะ เรื่องไหนจริง เรื่องไหนปลอมกันแน่?

ในตอนที่เขาอยู่ในสภาพตกอับสุดขีด เสื้อผ้าขาดวิ่น เลือดอาบเต็มตัว เขาจำได้ขึ้นใจเสมอว่าตัวเองชื่อฉินหมิง แต่ทำไมตอนนี้ถึงเริ่มนึกถึงชีวิตอีกช่วงหนึ่งที่แสนจะเลือนรางขึ้นมาได้ล่ะ?

ฉินหมิงครุ่นคิด สูดลมหายใจเข้าลึก ไอหมอกหลากสีที่ไหลเวียนอยู่รอบดอกไม้สามสีส่งกลิ่นหอมอบอวล ในช่วงเวลาที่ความทรงจำเลือนรางกำลังผุดขึ้นมา กลิ่นหอมที่เตะจมูกนี้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยกับภาพในหัวมากขึ้นไปอีก

ไม่นาน อดีตช่วงหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว ภาพของกลุ่มคนที่สวมใส่เสื้อผ้าหรูหรา ประดับหยกงามล้ำค่า กำลังยืนจ้องมองเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าค่อนข้างอ่อนเยาว์ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

บนโต๊ะหยกตรงหน้าเด็กหนุ่ม มีดอกไม้สามสีหนึ่งต้น กับของเหลวที่มีกลิ่นอายชีวิตเข้มข้นวางอยู่หนึ่งโหล

ฉินหมิงพินิจพิเคราะห์ คนพวกนี้เป็นใคร แล้วเด็กหนุ่มนั่นคือใครกัน? ดูหน้าตาคุ้นๆ ทั้งนั้น แต่ก็นึกไม่ออก

ตอนแรกที่เขาฟื้นขึ้นมาในดินแดนห่างไกลแห่งนี้ สิ่งแรกที่เขาจำได้คือตัวเองชื่อฉินหมิง ต่อมาพอผลัดกายครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็นึกถึงคัมภีร์ผ้าไหมกับปู่ของตัวเองออก

“ข้าก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แต่อยู่ห่างออกไปหน่อย ยืนดูเด็กหนุ่มคนนั้นกินดอกไม้สามสีกับยาสมุนไพรนั่นเงียบๆ”

ฉินหมิงมองดูภาพเหตุการณ์เหล่านั้น ทั้งคนหนุ่มคนแก่ ชายหญิงที่อยู่รอบๆ ต่างก็ให้ความสำคัญกับเด็กหนุ่มคนนั้นมาก

คนพวกนั้นฐานะไม่ธรรมดาเลย เครื่องประดับผมของหญิงสาวบางคนดูพิเศษมาก เป็นขนนกที่มีหมอกสีม่วงไหลเวียนอยู่ และมีดอกท้อสีแดงสดใสราวกับมีชีวิตพันรอบๆ

“เด็กหนุ่มคนนั้นดูอายุแค่สิบสามสิบสี่ปีเอง ยังไม่ถึงช่วงเวลาทองแท้ๆ แถมยังไม่ได้เดินตามเส้นทางเทพยักษ์ทะลวงฟ้าด้วย ทำไมถึงกล้าผลัดกายก่อนวัยอันควรล่ะ? แถมยังทำได้ถึงขั้นนั้นอีก”

ฉินหมิงสงสัย หรือนี่คือความได้เปรียบของตระกูลใหญ่ๆ ที่มีพร้อมทุกอย่าง จนสามารถทำเรื่องที่คนธรรมดาทำไม่ได้งั้นเหรอ?

เขาก้มมองดอกไม้สามสีสูงราวหนึ่งฉื่อในกล่องหยก มันถูกแสงสวรรค์หล่อเลี้ยงจนกลายเป็นของระดับสุดยอดไปแล้ว ดอกไม้ของเด็กหนุ่มคนนั้นก็ไม่เบาเหมือนกัน คุณภาพน่าจะพอๆ กันเลย

ฉินหมิงหยิบดอกไม้สามสีออกจากกล่องหยก เด็ดกลีบดอกไม้ใสแจ๋วราวกับคริสตัลออกมาทีละกลีบ แล้วส่งเข้าปาก

เป็นไปตามคาด ของวิเศษลึกลับที่เก็บมาจากจุดเชื่อมต่อพิเศษแบบนี้ มันอัดแน่นไปด้วยความบริสุทธิ์ของแสงสวรรค์ แค่แตะลิ้นก็รู้สึกร้อนผ่าว ราวกับถูกไฟนรกแผดเผา

ถึงฉินหมิงจะรู้สึกเจ็บปวด แต่ก็คิดว่าทนไหว จากนั้นในท้องก็เริ่มร้อนเป็นไฟ แสงสวรรค์รุนแรงระเบิดออกในร่างกาย หมายจะทำลายล้างเลือดเนื้อของเขา

เขายังคงนิ่งเฉย เด็ดกลีบดอกไม้ใส่ปากเคี้ยวกลืนลงไปไม่หยุด

ทั่วทั้งร่างของฉินหมิงเปล่งแสงสว่างจ้า นั่นคือการปะทะกันของแสงสวรรค์สองชนิด ชนิดแรกคือแสงสวรรค์จากภายนอกที่ทะลวงม่านราตรีตกลงมาบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ส่วนอีกชนิดคือแสงสวรรค์จากภายในที่ก่อกำเนิดขึ้นในร่างกายมนุษย์

“เจ็บเอาเรื่องแฮะ” เขาไม่หยุดแค่นั้น พอกินดอกไม้ทั้งดอกหมด ก็เอาใบกับรากมาเคี้ยวกลืนลงไปอีก

ชั่วพริบตา แสงสวรรค์ทั้งสองชนิดในร่างฉินหมิงก็ทำท่าจะระเบิดตู้มออกมา แต่ร่างกายและเลือดเนื้อของเขาแข็งแกร่งมาก มันเลยสะกดการปะทุนั้นไว้ได้ ถึงจะปวดแสบปวดร้อนไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำลายพลังปราณดั้งเดิมของเขาเลย

บริเวณหน้าท้องของเขา แสงสวรรค์ทั้งสองชนิดพัวพันกัน หมุนวนไล่กวดกันไปมา จนกลายเป็นวงกลม และสุดท้ายก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

ตู้ม! แสงสวรรค์ทั้งสองชนิดในร่างเขาหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ จากนั้นก็ระเบิดพลังพุ่งทะยานไปทั่วทุกอณูขุมขน ชำระล้างร่างกายของเขาใหม่อีกครั้ง

ปริมาณแสงสวรรค์ของฉินหมิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขยายตัวออกไปอย่างมหาศาล

มันไปกระตุ้นเลือดเนื้อ พลังชีวิต และจิตวิญญาณของเขา ในทะเลแห่งจิตวิญญาณราวกับมีสายฟ้าฟาดสว่างวาบ สาดส่องลงไปในร่างกาย อวัยวะภายในทั้งห้าและแขนขาก็ตอบสนองต่อพลังนี้ จากนั้น ทั่วทั้งร่างก็เปล่งแสงสวรรค์ชนิดใหม่ออกมา

ฉินหมิงเดินออกไปที่ลานบ้าน ร่ายรำปล่อยปราณแสงสวรรค์ออกมาหลายชนิดติดต่อกัน พลังปราณแทบจะพุ่งทะลุร่างออกมา มันแข็งแกร่งกว่าเดิมเป็นกอง

“หลอม!”

เขายืนนิ่ง รวบรวมปราณแสงสวรรค์หลายๆ ชนิดเข้าด้วยกัน

ในขณะเดียวกัน ภาพบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวฉินหมิงอีกครั้ง เขาเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นกับกลุ่มชายหญิงชุดหรูหราพวกนั้นอีกแล้ว

“เยี่ยมมาก ชงเสวียน หลังจากผลัดกายรอบสาม ก็สามารถหลอมรวมปราณแสงสวรรค์ได้ถึงสี่ชนิด ยอดเยี่ยมจริงๆ!” แม้แต่ชายชราผมขาวหน้าเด็กที่มีฐานะสูงส่งในกลุ่มยังเอ่ยปากชม

หญิงสาวในชุดหรูหราหน้าตาราวๆ สามสิบต้นๆ เกล้าผมสูง ใช้ขนนกสีทองเป็นปิ่นปักผม พยักหน้าเห็นด้วย “ถึงแม้ปราณแสงสวรรค์แต่ละชนิดจะดูพื้นๆ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด แค่หลอมรวมสี่ชนิดนี้ได้ ก็ถือว่าเปลี่ยนของเน่าเสียให้กลายเป็นของวิเศษได้ในระดับหนึ่งแล้ว”

เด็กหนุ่มคนนั้นชื่อ ชุยชงเสวียน ยังคงเอาตัวอักษรจากคัมภีร์ของพวกนอกวิถีมาตั้งเป็นชื่ออยู่ดี

เหงื่อเขาแตกพลั่ก ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย แต่ก็ทนผ่านมาได้ และหลอมรวมปราณแสงสวรรค์สี่ชนิดได้สำเร็จจริงๆ

ชายชราพูดต่อ “ถึงแม้เจ้าจะยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางของพวกนอกวิถี แต่แค่ผลัดกายครั้งที่สาม ก็สามารถแสดงฝีมือบนเส้นทางนี้ได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้แล้ว ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปล่ะก็ รับรองว่าต้องเกิดเรื่องฮือฮาใหญ่โตแน่นอน ดีมาก!”

ชายวัยกลางคนท่าทางน่าเกรงขามอีกคนก็เอ่ยขึ้น “ใครบอกว่าเส้นทางนี้จะไปไม่ถึงจุดสูงสุดล่ะ? ข้าอุตส่าห์ไปหา 'คัมภีร์ใจหกวิถี' ที่ประเมินค่าไม่ได้มาให้เจ้าแล้ว อย่าทำให้พวกเราผิดหวังล่ะ”

ฉินหมิงมองดูเงียบๆ ตอนนั้นเขาน่าจะเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ยืนอยู่ห่างจากกลุ่มคนพวกนั้นออกมาไกลลิบ

เขาดึงสติกลับมา ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนตัวเองมีชีวิตปลอมๆ เพิ่มมาอีกช่วงนึงล่ะ?

ตกลงเขาคือฉินหมิง หรือ ชุยชงเหอกันแน่?

ไม่รู้ทำไม เขาถึงรู้สึกว่าช่วงชีวิตของชุยชงเหอมันดูไม่ค่อยสมจริงเอาซะเลย

ไม่งั้นเขาคงไม่ลืมมันไปจนหมดเกลี้ยงแบบนี้หรอก เผลอๆ ความทรงจำช่วงนั้นยังสู้ความทรงจำวัยเด็กตอนที่ยังไม่รู้ประสีประสาไม่ได้ด้วยซ้ำ

ตอนนี้ ฉินหมิงหลอมรวมปราณแสงสวรรค์ทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว เขารู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แสงสวรรค์ในร่างกายพุ่งสูงขึ้นมาเยอะมาก การมีแสงสวรรค์หนาแน่นขนาดนี้คอยหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ บางทีการผลัดกายครั้งหน้า เขาอาจจะไม่ต้องไปหาของวิเศษที่ไหนเลยด้วยซ้ำ แค่ผลัดกายยกระดับร่างกายดื้อๆ ไปเลยก็น่าจะได้

“แค่ผลัดกายครั้งที่สามแล้วหลอมรวมปราณแสงสวรรค์ได้สี่ชนิด นี่มันเก่งตรงไหนกัน?” ฉินหมิงพึมพำกับตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ

ก็เขาเล่นหลอมรวมปราณแสงสวรรค์ไปตั้งห้าชนิดนี่นา แถมปราณตัดขาดกับปราณคมมีด ก็ไม่ใช่วิชาเดี่ยวๆ ธรรมดาๆ ด้วย

ฉินหมิงเลิกคิดฟุ้งซ่าน เขามั่นใจว่าอีกไม่นานคงจะได้รู้เรื่องราวในอดีตพวกนั้นแน่ๆ ภาพที่เคยเลือนรางกำลังค่อยๆ ชัดเจนขึ้น บางทีการผลัดกายครั้งต่อไป อาจจะไขความลับทุกอย่างให้เขาเลยก็ได้

เขาลองวิชาใหม่กับโม่หินอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ใช้นิ้วด้วยซ้ำ แค่ใช้หลังมือปล่อยปราณแสงสวรรค์ออกไป ก็สามารถฉีกกระชากและดูดเอาแผ่นหินขนาดเท่าฝ่ามือหลุดออกมาได้อย่างง่ายดาย

“ขอโทษนะเจ้าโม่หิน” ช่วงสองวันนี้ ถึงเขาจะพยายามยั้งมือแล้ว แต่ก็ยังทำเอาโม่หินบุบสลายเป็นหลุมเป็นบ่อไปหมด

“ดูเหมือนข้าจะเก่งขึ้นมากจริงๆ แฮะ” ฉินหมิงพูดกับตัวเอง

แต่ไม่นานเขาก็สาดน้ำเย็นใส่ตัวเอง เพราะก่อนช่วงราตรีตื้นจะมาเยือน เขาเพิ่งจะผ่านความเป็นความตายมาหมาดๆ พวกนอกวิถีบินได้ แถมยังกลายร่างเป็นหมอกแล้วก็หายตัวได้อีก ถ้าคราวนี้เขาไม่ได้ดาบหยกเหล็กมันแกะมาช่วยไว้ล่ะก็ เขาคงม่องเท่งไปแล้ว!

“ข้าก็เริ่มหลอมรวมปราณแสงสวรรค์สารพัดชนิด ตามคำใบ้ของคนรุ่นก่อนแล้วนะ แต่เคล็ดวิชาในคัมภีร์ผ้าไหมนี่ มันจะเอาไปสู้กับพวกนอกวิถีได้จริงๆ เหรอ?”

ฉินหมิงไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเก่งขึ้นไปอีก

ตอนที่ราตรีตื้นใกล้จะจบลง ตาเฒ่าหลิวถึงเพิ่งกลับมา ก็นะ อุตส่าห์เสียทองทิวาไปตั้งสิบห้าเหรียญ แกไม่มีทางยอมกลับก่อนเวลาแน่ แถมยังไปเนียนกินข้าวบ้านเฒ่าอู๋อีกมื้อ แล้วก็นั่งอ่านตำราต่อจนฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อถึงยอมกลับ

“ในป่าลึกพอจะมีของวิเศษที่ใช้ผลัดกายรอบสี่ได้อยู่แถวไหนบ้างไหมขอรับ?” ฉินหมิงแกล้งถามลอยๆ

ตาเฒ่าหลิวรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “พวกสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์รอบสี่น่ะ ไปแหยมกับพวกมันสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ พวกนี้มันมีเบื้องหลังทั้งนั้น แถมยังถูกพวกระดับสูงในป่าลึกขึ้นบัญชีไว้ด้วย ขืนไปฆ่ามันเข้าล่ะก็ ได้โดนเพ่งเล็งแหงๆ”

พอได้ยินแบบนั้น ฉินหมิงก็เข้าใจทันที ดูท่าเขาคงต้องออกไปจากที่นี่จริงๆแล้วล่ะ

ในป่า บริเวณใกล้ๆ หุบเขารอยแยก มหาโจรสองคนหน้าดำคร่ำเครียด ไอ้หนุ่มร่างหมอกนั่นมันหายหัวไปไหนของมัน เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า? พวกมันเริ่มนั่งไม่ติด

เพราะถ้าเรื่องของไอ้พวกนอกวิถีที่แปลงร่างเป็นหมอกได้นั่นหลุดรอดออกไปล่ะก็ พวกมันต้องโดนหางเลขไปด้วยแน่ๆ

พวกมันปล่อยนกนักล่าส่งจดหมายไปขอคำชี้แนะจากผู้อาวุโสตั้งนานแล้ว

ในที่สุด ตอนที่ความมืดปกคลุมหนาทึบ นกนักล่าก็บินกลับมา พร้อมกับจดหมายตอบกลับ

มหาโจรคนหนึ่งคลี่จดหมายออกอ่าน “ผู้อาวุโสบอกให้พวกเรารอดูอีกวัน ถ้าพรุ่งนี้มันยังไม่โผล่หัวมา ก็ช่างหัวมัน ถือซะว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

มหาโจรอีกคนถาม “พวกเราสงสัยว่ามันจะมาเลียนแบบพวกสัตว์ประหลาดมาร้องไห้หน้าหลุมศพ เพื่อเซ่นสังเวยที่นี่ แล้วผู้อาวุโสว่าไงบ้างล่ะ?”

เพื่อนของมันพยักหน้า ตอบ “ท่านบอกว่า หมอนั่นอาจจะเป็น 'สัตว์นอกรีต' ก็ได้”

“มันเป็นคนนอกรีตไม่ใช่รึไง ทำไมกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานไปได้ล่ะ?”

มหาโจรสองคนสุมหัวกันอ่านจดหมายตอบกลับอย่างละเอียด ตอนแรกก็ตกใจ แต่พออ่านจบก็พยักหน้าเข้าใจ

มีคนดั้นด้นเข้าไปในป่าลึกหนองน้ำใหญ่ ที่อยู่ติดกับดินแดนต้องห้าม แล้วกลายร่างเป็นพวกตัวประหลาด ก็ย่อมต้องมีสัตว์ประหลาดที่เลือกจะเดินเข้าเมืองใหญ่ เพื่อไปเสพสุขกับความเจริญรุ่งเรืองของโลกมนุษย์เหมือนกัน เผลอๆ สุดท้ายอาจจะได้เป็นถึงเจ้าเมืองเลยก็ได้ แถมยังมีพวกตัวประหลาดบางพวกที่หลุดพ้นจากทางโลก กลายเป็นสัตว์เดรัจฉานนอกรีต เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องปกติจะตาย

ตามที่ผู้อาวุโสท่านนั้นบอก ในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก

ผู้อาวุโสบอกให้พวกเขาสบายใจได้ ไอ้หนุ่มที่แปลงเป็นหมอกได้นั่น ต่อให้มันเป็นสัตว์เดรัจฉานนอกรีตจริงๆ มันก็ไม่มีทางเซ่นไหว้สำเร็จหรอก เพราะหลุมศพนั่นมันจมลงไปใต้ดินของภูเขาขาวดำตั้งนานแล้ว ปล่อยให้มันโขกหัวไปเถอะ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก

วันรุ่งขึ้น มหาโจรจากสันเขาไก่ทองสองคนนั้นก็พาลูกน้องกลับไป

ก่อนไป ทหารม้าไก่ทองสองคนก็ตระเวนไปตามหมู่บ้านแถวๆนั้นด้วยตัวเอง สั่งการให้ทุกครัวเรือนจ่ายส่วยเป็นเงินราตรีหนึ่งเหรียญ แล้วกลางเดือนพวกมันจะมาเก็บ

“ว่าแล้วเชียว ไอ้พวกโจรชั่วพวกนี้กะจะรีดไถเงินพวกเราจริงๆ ด้วย” คนแก่บางคนทนไม่ไหว แอบด่าพึมพำ

อันที่จริง ชาวบ้านก็สังหรณ์ใจกันอยู่แล้ว ตั้งแต่ตอนที่พวกสันเขาไก่ทองมาเกณฑ์ผู้ผลัดกาย คนในหมู่บ้านก็เดากันได้ว่า คราวนี้พวกมันคงสูญเสียไปเยอะ เลยต้องหาทางเพิ่มกำลังคน และสุดท้ายก็ต้องบีบให้หมู่บ้านแถวนี้หาเลี้ยงพวกมันอยู่ดี

แต่ฤดูหนาวปีนี้ ชาวบ้านนอกภูเขาก็ใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากอยู่แล้ว พอเจอแบบนี้เข้า ก็ยิ่งไปสุมไฟโกรธแค้นให้หลายๆ คนแทบอยากจะลุกขึ้นมาสู้ตายกับพวกมันให้รู้แล้วรู้รอด

ฉินหมิงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายข้างนอก เขาก็คิดว่าได้เวลาจัดการเรื่องราวของคนรอบตัวให้เรียบร้อยสักที เพราะเขาเองก็เหลืออดแล้วเหมือนกัน เตรียมตัวจะไปถล่มสันเขาไก่ทองให้ราบ!

จบบทที่ บทที่ 55 อีกช่วงชีวิตหนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว