- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 29 ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูเขา
บทที่ 29 ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูเขา
บทที่ 29 ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูเขา
บทที่ 29 ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูเขา
ที่ชายป่าภายใต้ม่านราตรี ทั้งหลิงซวีและแมวลายสลิดต่างก็พุ่งตัวหายวับไปในลานหิมะที่กว้างใหญ่ไพศาลในชั่วพริบตา
สองคนนั้นก็แล้วไปเถอะ แต่เว่ยโม่ที่ตัวสูงปรี๊ดตั้งสิบเมตร สวมชุดเกราะเก่ากึ๊ก กลับหายวับไปในชั่วพริบตาเหมือนกัน เคลื่อนไหวไวปานวอกจนแทบไม่มีใครตั้งตัวทัน
มีแค่พังพอนเฒ่าขนขาวปลอดที่กวักมือเรียกอย่างใจเย็น ลาตัวนั้นก็เดินเข้ามาหา แล้วมันก็นั่งบนหลังลา เดินนวยนาดกลับเข้าป่าลึกไป
พวกสัตว์ประหลาดในป่าทึบก็พากันถอยกลับไป พริบตาเดียวเหนือเทือกเขากว้างใหญ่ก็เต็มไปด้วยฝูงสิ่งมีชีวิตมีปีกบินว่อน ส่วนบนภูเขาก็มีเงาร่างมากมายกำลังปีนป่ายและกระโดดข้ามไปมา
บนทุ่งหิมะนอกภูเขา ไม่ว่าจะเป็นพวกชนชั้นสูงจากเมืองฉีเสีย สมาชิกหน่วยลาดตระเวน หรือผู้ผลัดกายในพื้นที่ ต่างก็แยกย้ายกันกลับ
ถึงจะเดินออกมาไกลแล้ว ผู้คนก็ยังคงพูดคุยกันไม่หยุด วันนี้ได้เห็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงกับตาตัวเองถือว่าคุ้มค่าที่เกิดมาแล้วจริงๆ
"แม่นางในชุดอาภรณ์ขนนกคนนั้นมีที่มาที่ไปจากไหนกันนะ? ในเมืองฉีเสียไม่เคยได้ยินชื่อเลย เก่งกาจจริงๆ"
"นางน่าจะเป็นยอดฝีมือที่ท่านเจ้าเมืองเชิญมาจากแดนไกลล่ะมั้ง"
พวกวัยรุ่นตื่นเต้นฮึกเหิมกันสุดๆ พอได้เห็นฝีมือเล็กๆ น้อยๆ ของพวกระดับผู้นำ ก็วิจารณ์กันไม่หยุด ราวกับได้เปิดหูเปิดตาเห็นโลกใบใหม่
"นั่นคือจุดสูงสุดที่พวกเราสามารถไปถึงได้ในอนาคตใช่ไหม?"
"ตื่นเถอะไอ้หนู จุดสูงสุดที่เรียกว่าเจ้าเมืองน่ะ ทั้งเมืองฉีเสียมีแค่คนเดียวนะเว้ย ส่วนจุดสูงสุดของเจ้าก็คือการพยายามสักยี่สิบปี แล้วหาทางไปเป็นยามเฝ้าประตูจวนเจ้าเมืองให้ได้ต่างหากล่ะ"
.….
ระหว่างทาง แม้แต่พวกลูกหลานสายตรงของชนชั้นสูงอย่างเฉาลง เว่ยจื่อโหรว หรือมู่ชิงก็หนีไม่พ้นเรื่องพวกนี้ พวกเขากำลังจับเข่าคุยกันอยู่
"ท่านพี่ ตอนนี้ท่านอยู่ระดับไหนแล้ว? เดินเส้นทางเทพยักษ์ทะลวงฟ้าเหมือนกัน ท่านก็สูงปาไปสามเมตรกว่าแล้ว ส่วนคนที่ชื่อเว่ยโม่นั่นสูงสิบเมตร ข้าว่าความสูงของท่านกับเขาก็ไม่ได้ห่างกันมากเท่าไหร่นี่ แสดงว่าฝีมือก็..."
"หุบปากไปเลย!" สีหน้าของเฉาลงเปลี่ยนไปทันที นี่ยังเดินออกมาไม่พ้นภูเขาเลยนะ เขาตวาดลูกพี่ลูกน้องวัยละอ่อนของตัวเอง "ผู้อาวุโสเว่ยน่ะสูงยี่สิบสามสิบเมตรมาตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนแล้ว ตอนนี้ร่างกายกลับหดเล็กลง พวกเราเดาไม่ออกหรอกว่าเขาไปถึงระดับไหนแล้ว"
จังหวะนั้นเอง ชายชราผมเงินตำแหน่งสูงในหน่วยลาดตระเวนก็เดินเข้ามาถาม "มีคนของตระกูลหวังจากเมืองฉีเสียอยู่ที่นี่ไหม?"
ทุกคนรู้ทันทีว่า ต้องเป็นเรื่องของหวังเหนียนจู๋แน่ๆ เพราะเขาเพิ่งจะฆ่างูโลหิตซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังวิเศษไปรังหนึ่ง และต้องสงสัยว่าอาจจะฆ่าคนลาดตระเวนไปหลายคนในระหว่างนั้นด้วย
"เหนียนจู๋หายตัวไปขอรับ พวกเราก็กำลังตามหาตัวเขาอยู่เหมือนกัน" ชายวัยกลางคนคนหนึ่งตอบ
"หรือว่าจะหนีความผิดไปแล้ว?" ชายชราผมเงินพูดขึ้น แม้บนใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น แต่เขายังคงดูกระฉับกระเฉง ดวงตาทั้งสองข้างสาดประกายเย็นชา
ถ้าเป็นแค่คนลาดตระเวนธรรมดา ตระกูลหวังคงไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก แต่ตอนนี้เรื่องมันบานปลายแล้ว เบื้องบนลงมาล้วงลูกเอง พวกเขาก็เลยแอบหวั่นใจอยู่บ้าง
เพราะหัวหน้าใหญ่สุดของหน่วยลาดตระเวน ก็คือรองเจ้าเมืองของเมืองฉีเสีย
"พวกเราก็กำลังตามหาตัวเขาอยู่ ข้าเชื่อว่าเหนียนจู๋ไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นแน่" ชายวัยกลางคนพูด จากนั้นเขาก็เดินตามชายชราไปอธิบายอะไรบางอย่างที่ริมทุ่งหิมะ
.…..
ณ หมู่บ้านซวงซู่ ฉินหมิง ตาเฒ่าหลิว และสวี่เยว่ผิงกำลังมองดูหิมะโปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง พวกเขานั่งกินเนื้อลาหม้อไฟร้อนฉ่าในบ้านที่อบอุ่น พลางซดเหล้าชั้นดีที่ขุดเจอมาจากฐานของหน่วยลาดตระเวน
ฉินหมิงที่ไม่ค่อยชอบดื่มเหล้า ตอนนี้ก็เริ่มกรึ่มๆ แล้ว เขาไม่คิดเลยว่าหวังเหนียนจู๋ที่เพิ่งจะมารู้ชื่อก็ตอนตายไปแล้ว ตัวไม่อยู่แท้ๆ แต่ยังสร้างประโยชน์ให้เขาได้ขนาดนี้
แถมยังผ่านการผลัดกายรอบสองมาได้อย่างราบรื่น ฉินหมิงจึงดื่มด่ำกับเหล้าอย่างผ่อนคลาย
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไป ในใจกลับไม่ได้สงบอย่างที่เห็น เมืองลั่วเยว่มันอยู่ที่ไหนกันแน่? ยังไงเขาก็ต้องไปดูให้เห็นกับตา
ค่ำคืนเมื่อสองปีก่อน เปลวเพลิงลุกโชน กลืนกินหมู่บ้านไปทั้งหมู่บ้าน เด็กหนุ่มในชุดอาภรณ์ขนนกเดินข้ามซากปรักหักพัง ดูหลุดพ้นจากทางโลก ทว่ากลับลงมืออย่างโหดเหี้ยม...
ภาพเหล่านั้นเขาคงไม่มีวันลืมได้ลง
ฉินหมิงถอนหายใจเบาๆในใจ ถ้าไม่รู้เรื่องพวกนี้ เขาก็คงใช้ชีวิตเงียบๆต่อไปได้ แต่ตอนนี้เขาต้องรีบเร่งฝีเท้าแล้ว
"เสี่ยวฉิน ข้าตาฝาดไปเองรึเปล่า? รู้สึกว่าพลังชีวิตของเจ้ามันพลุ่งพล่านกว่าแต่ก่อนนะ แถมส่วนสูงก็เหมือนจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อยด้วย" ตาเฒ่าหลิวพูดขึ้น แม้จะแก่หง่อม แต่สายตากลับเฉียบแหลมเอาเรื่อง
ฉินหมิงไม่ได้ใช้วิชาซ่อนประกายกลืนธุลีต่อหน้าเขาและสวี่เยว่ผิง กลิ่นอายเลยดูต่างไปจากเดิมเป็นธรรมดา
สวี่เยว่ผิงพยักหน้าเห็นด้วย "จริงด้วย ดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย แววตาดูใสขึ้น แถมยังดูหล่อเหลาขึ้นด้วย"
หลังจากการผลัดกายรอบสอง ฉินหมิงสูงขึ้นมาไม่ถึงครึ่งชุ่น(1.6 เซนติเมตร)ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่คนที่สนิทกันจริงๆ ไม่มีทางสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้หรอก
เขามั่นใจแล้วว่า วิธีผลัดกายที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ผ้าไหมไม่ได้ทำให้คนสูงปรี๊ดขึ้นเรื่อยๆ
เขายิ้มตอบ "ข้าเพิ่งสิบหกเอง ร่างกายยังโตไม่เต็มที่หรอก เผลอๆ ไม่กี่วันก็เปลี่ยนไปอีกแล้ว"
หลังจากการผลัดกายครั้งนี้ นอกจากแขนทั้งสองข้างจะมีพละกำลังถึงสองพันชั่ง(1,000 กิโลกรัม)แล้ว ความยืดหยุ่นและความเร็วของเขายังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถือว่าโดดเด่นสุดๆ ฝีมือพัฒนาไปไกลลิบ
กลางดึกสงัด ทุกสรรพสิ่งเงียบกริบ ฟ้าดินราวกับเหวลึกขนาดยักษ์ที่พร้อมจะกลืนกินแสงสว่างทุกสาย
จู่ๆ ในป่าลึกก็มีสายฟ้าสีเงินแลบแปลบปลาบฟาดฟันความมืดมิดยามราตรี มีแสงสีชาดย้อมทิวเขาจนแดงฉาน แถมยังมีร่างยักษ์ถือหอกยาวสีดำเหยียบย่ำยอดเขาพลางคำรามลั่น ราวกับจะแผดเสียงให้ภูเขาพังทลาย ส่งผลให้เกิดหิมะถล่มครั้งใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัว
"ลงมือแล้วสินะ!"
บนเนินเขาสูงนอกภูเขา สตรีในชุดคลุมขนสัตว์สีดำกำลังทอดสายตามองดูเหตุการณ์ นางมองดูภาพกลางคืนน่าสะพรึงกลัวที่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ในดวงตาของนางมีแสงเรืองรองไหลเวียน
อีกาตาสีม่วงเกาะอยู่บนพุ่มไม้เตี้ยๆ เอ่ยขึ้นด้วยภาษามนุษย์: "ไอ้พวกสิ่งมีชีวิตระดับสูงที่เพิ่งอพยพมานั่นต้านทานไม่ไหวหรอก คืนนี้คงต้องถอยทัพกลับไป ถ้าเร็วหน่อย ภายในสองวันพวกเราก็น่าจะเข้าป่าไปตามหาสถานที่ที่มีหมอกห้าสีพวยพุ่งได้แล้วล่ะ"
ด้านหลังหนึ่งคนหนึ่งอีกา ยังมีเงาดำอยู่อีกหลายร่าง มีคนพูดขึ้นว่า "พวกระดับผู้นำของเมืองฉีเสียจับมือกับพวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เจ้าถิ่น ไอ้พวกสิ่งมีชีวิตระดับสูงที่เพิ่งอพยพมาไม่มีทางต้านทานได้หรอก เผลอๆ อาจจะมีสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งบางตัวถูกทิ้งไว้เป็นวัตถุดิบทำยาวิเศษชั้นดีเลยก็ได้"
สตรีร่างสูงโปร่งในชุดคลุมจ้องมองเข้าไปในป่าลึกโดยไม่หันกลับมา เอ่ยว่า "โหยวเหลียงอวิ้น พอเริ่มกวาดล้างภูเขาแล้ว เจ้าไปช่วยข้าทดสอบฝีมือคนๆนึงหน่อย อ้อ ถ้าเจ้าชนะ ก็อย่าลงมือถึงตายล่ะ แต่ถ้าเจ้าแพ้ ก็ไม่ต้องตามข้ากลับไปที่เมืองหลิวกวงแล้ว กลับไปเป็นคุณชายน้อยตระกูลชนชั้นสูงที่เมืองฉีเสียของเจ้าตามเดิมเถอะ"
ด้านหลังนางมีคนอยู่สิบกว่าคน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหนุ่มที่พอได้ยินก็ชะงักไป มือทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นทันที
เขาคือชนชั้นสูงจากเมืองฉีเสีย เป็นสายเลือดโดยตรงของตระกูลโหยว ตอนแรกที่นางมาคัดเลือกคนในเมือง เขาก็ตั้งความหวังไว้สูงมาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นแม้แต่ตัวสำรองด้วยซ้ำ
ท้ายที่สุด ผู้ใหญ่ในตระกูลของเขาก็ต้องใช้เส้นสาย ยอมจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาล เพื่อแลกกับโอกาสให้เขาได้ติดตามหญิงสาวคนนี้ไปที่เมืองหลิวกวง
ไม่ใช่เพื่ออะไรหรอก เขาอยากจะไปฟังเคล็ดวิชาลับจากอาจารย์ผู้ลึกลับของนาง ขอแค่ได้เรียนสักครึ่งปีก็คุ้มแล้ว
แต่ตอนนี้ เขากลับสัมผัสได้ถึงวิกฤต นางจะให้เขาไปลองภูมิใครกันแน่? เขาคงไม่สูญเสียสิทธิ์ในการติดตามนางไปแบบนี้หรอกนะ?
แผ่นหลังอ้อนแอ้นของสตรียังคงจ้องมองเข้าไปในป่าลึก พลางเอ่ย "เขาชื่อฉินหมิง เป็นหนึ่งในผู้ผลัดกายแค่สองคนในแถบนี้ที่มีรากฐานทองคำในปีนี้ ตระกูลโหยวของเจ้าก็ส่งคนมาด้วยหนิ ข้าเชื่อว่าด้วยเส้นสายของตระกูลเจ้า คงสืบหาตัวเขาได้ไม่ยาก จำไว้ล่ะ ข้าให้เจ้าไปทดสอบฝีมือเขา อย่าใช้วิธีสกปรกเด็ดขาด"
"ขอรับ ข้าจะให้คนไปสืบดูเดี๋ยวนี้" โหยวเหลียงอวิ้นหันหลังเดินจากไป ในแววตาของเขามีประกายเย็นชาพาดผ่าน
อีกามองตามแผ่นหลังของเขาไป พลางพูด "ตอนที่โหยวเหลียงอวิ้นผลัดกายครั้งแรก เขายกกระถางหนักหกร้อยห้าสิบชั่ง(325 กิโลกรัม)ได้ ในเมืองฉีเสียปีนี้ เขาเป็นรองแค่ผู้ชายกับผู้หญิงอีกสองคน ตอนที่เขาสร้างรากฐานทองคำก็ไม่มีนิมิตประหลาดอะไรเกิดขึ้นเลย"
สตรีพยักหน้ารับ "ฉีหวยเอิน เจ้าแอบตามเขาไปนะ ข้าอยากจะดูนิสัยใจคอของโหยวเหลียงอวิ้นสักหน่อย เดิมทีเขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะตามข้าไปพบอาจารย์อยู่แล้ว ถ้าครั้งนี้เขาทำตัวไม่ดี ก็ไม่มีความจำเป็นต้องพาเขาไปด้วยหรอก ฉีหวยเอิน เจ้าก็ถือโอกาสประเมินไอ้เด็กฉินหมิงนั่นด้วยเลย ว่าพอจะเป็นตัวสำรองได้ไหม"
กลางดึกคืนนั้น ผู้ผลัดกายที่หูตาไวหลายคนต่างก็รับรู้ได้ พากันปีนขึ้นที่สูง แล้วทอดสายตามองไปทางภูเขา
เพราะเสียงเอะอะโวยวายในป่ามันดังลั่นจนเกินไป ต่อให้อยู่ไกลลิบก็ยังได้ยินเสียงคำรามที่น่าสะพรึงกลัวของพวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์
ป่าลึกวุ่นวายไปหมด ฝูงแมลงประหลาดและสัตว์ปีกจำนวนมากบินว่อนเต็มท้องฟ้ายามราตรี พากันแตกตื่นหนีตาย เสียงลิงร้องเสือคำรามดังระงมไปทั่วป่าทึบไม่ขาดสาย
แม้จะอยู่ไกลถึงเมืองอิ๋นเถิง ตาเฒ่าชนชั้นสูงผู้ลึกลับคนนั้นก็ยังได้รับรายงานทันที
เส้นผมสีเงินบนหัวของเขาทอประกายใสแจ๋วทุกเส้น ใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง ตอนนี้เขากำลังสวมเสื้อคลุมหนังเสือ ร่างกายเบาหวิวราวกับกลุ่มควันบางๆ พริบตาเดียวก็ไปโผล่บนหลังคาอาคารที่สูงที่สุดในจวน
แม้ว่าเวลานี้จะมีหมอกยามค่ำคืนลงจัด แต่เขาก็ยังคงทอดสายตามองไปทางภูเขา พลางพึมพำเสียงเบา "หวังว่าในจุดเชื่อมต่อพิเศษพวกนั้น จะให้กำเนิดของล้ำค่าที่ข้าต้องการนะ"
"ตีกันแล้วเหรอ?" ฉินหมิงกระโดดขึ้นไปบนหลังคา มองไปทางภูเขา หมู่บ้านซวงซู่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ทำเอาเขาอดไม่ได้ที่จะต้องระแวดระวังตัว
โชคดีที่คืนนี้แม้ในป่าจะวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้ลุกลามออกมาถึงรอบนอก ดูเหมือนว่าจะมีฝ่ายหนึ่งควบคุมสถานการณ์และจังหวะเอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
วันรุ่งขึ้น หลายคนต่างพากันพูดคุยกันอย่างออกรส ว่าในภูเขาใหญ่นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนจากเมืองฉีเสียและผู้ผลัดกายในพื้นที่กำลังจะได้รับอนุญาตให้เข้าป่า ไปตามหาจุดเชื่อมต่อพิเศษ เก็บเกี่ยวของล้ำค่าหายากที่อาจจะมีอยู่
พอรุ่งสางมาเยือน ฉินหมิงกินข้าวเช้าเสร็จก็เริ่มฝึกวิธีผลัดกายที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ผ้าไหม ร่างกายราวกับมีเตาหลอมซ่อนอยู่ คอยมอบพละกำลังให้เขาอย่างไม่ขาดสาย
จากนั้น เขาก็ไปฝึกวิชาต่อสู้ในคัมภีร์ดาบต่อ ตอนนี้เขากวัดแกว่งค้อนเหล็กนิลด้ามยาวได้ลื่นไหลราวกับกำลังกวัดแกว่งก้านปอเล่น เบาหวิวสุดๆ
สวี่เยว่ผิงผลักประตูเข้ามา พอเห็นเขาแกว่งค้อนเหล็กนิลหนักอึ้งได้อย่างพลิ้วไหว ก็ตกใจจนสะดุ้ง แต่ไม่นานก็พูดขึ้น "เสี่ยวฉิน เลิกฝึกเพลงค้อนของเจ้าได้แล้ว ว่าที่พ่อตาของเจ้าส่งคนมาเชิญเจ้าไปพบแน่ะ"
"หา?" ฉินหมิงหน้าเหวอ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
"ตาเฒ่าชนชั้นสูงที่เมืองอิ๋นเถิงเจาะจงเรียกพบเจ้าเลยนะ" สวี่เยว่ผิงบอก
พอได้ยินดังนั้น ฉินหมิงก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันที เอ่ยถามอย่างเยือกเย็น "ไม่ได้เรียกพบข้าแค่คนเดียวหรอกมั้ง?"
"เรื่องนี้... แน่นอนว่าต้องมีการคัดเลือกกันบ้าง แต่เจ้ากับโจวอู๋ปิ้งเป็นแค่สองคนที่สร้างรากฐานทองคำได้ ยังไงก็ต้องโดดเด่นกว่าใครเพื่อนอยู่แล้ว แต่มาเรียกพบเอาป่านนี้เนี่ย..." สวี่เยว่ผิงขมวดคิ้ว หลังจากเกิดเรื่องคราวก่อนเขาก็กลับไปคิดทบทวนดูอย่างหนัก รู้สึกว่าการตัดสินใจตอนนั้นมันขาดความรอบคอบไปจริงๆ
"ถ้าไม่ไป ก็จะดูเหมือนหักหน้าเขาใช่ไหมขอรับ?" ฉินหมิงถาม
สวี่เยว่ผิงพยักหน้า "มันก็ดูไม่ให้เกียรติอีกฝ่ายจริงๆ นั่นแหละ ได้ยินมาว่า พวกชนชั้นสูงจากเมืองฉีเสียมาถึงก็ต้องแวะไปคารวะเขากันหมดที่เมืองอิ๋นเถิง ตาเฒ่านั่นดูจะมีเส้นสายไม่ธรรมดาจริงๆ เผลอๆ อาจจะมาจากที่ที่ยิ่งใหญ่มากๆก็ได้"
ฉินหมิงยิ้ม "งั้นข้าก็ไปสักหน่อยละกัน ไปกินไปดื่ม ในสถานการณ์แบบนี้ คงมีผลประโยชน์ให้กอบโกยบ้างแหละ"
"เจ้านี่นะ!" สวี่เยว่ผิงหัวเราะพลางชี้หน้าเขา
สวี่เยว่ผิงคิดทบทวนมาอย่างดีแล้ว รู้สึกว่าไปก็ไม่ได้เสียหายอะไร ยอดฝีมือจากเมืองฉีเสียก็มากันตั้งเยอะตั้งแยะ ตาเฒ่าชนชั้นสูงจะมาขอร้องให้เด็กหนุ่มที่เพิ่งผลัดกายแค่ครั้งเดียวไปทำอะไรได้ล่ะ? ถ้ามี "ธุระสำคัญ" จริงๆ ก็แค่เออออห่อหมกไปก่อน ส่วนผลประโยชน์ก็รับมาให้เต็มที่เลย
"อืม อีกเดี๋ยวข้าจะไปเอง ถือโอกาสไปดูบุตรสาวของเขาด้วย ว่าคุณหนูผู้นั้นเหตุใดถึงได้หาคู่ยากหาคู่เย็นนัก" ฉินหมิงกล่าว