เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 คนจากเมืองฉีเสีย

บทที่ 18 คนจากเมืองฉีเสีย

บทที่ 18 คนจากเมืองฉีเสีย


บทที่ 18 คนจากเมืองฉีเสีย

ขณะที่ฉินหมิงกำลังครุ่นคิด สวี่เยว่ผิงก็มาตบประตูหน้าบ้านเรียก

“เสี่ยวฉิน รีบออกมาเร็ว มีเรื่องด่วน”

ใจของฉินหมิงหล่นวูบ หรือว่าเรื่องที่เขากวาดล้างหน่วยลาดตระเวนจะแดงขึ้นมาซะแล้ว?

“อีกหนึ่งชั่วยาม(2 ชั่วโมง)เราจะออกเดินทาง” สวี่เยว่ผิงบอกเขาว่า คนจากเมืองฉีเสียมาถึงแล้ว อยากพบผู้ผลัดกายในหมู่บ้านละแวกนี้

เขาป้องปากกระซิบ “ได้ยินมาว่าเป็นลูกหลานสายตรงของพวกตระกูลขุนนางทั้งนั้น มาช่วยเรากวาดล้างภูเขา แถมยังถือโอกาสมาฝึกฝนตัวเองด้วย”

ฉินหมิงเอ่ยขึ้น “ในที่สุดก็จะเริ่มแล้วรึ?”

สวี่เยว่ผิงกำชับอย่างจริงจัง “ครั้งนี้เจ้าต้องทำผลงานให้ดีๆ นะ คนที่มาล้วนมีฐานะไม่ธรรมดา พยายามคว้าโอกาสนี้เพื่อเข้าไปอยู่ในเมืองฉีเสียให้ได้ล่ะ”

.…..

หนึ่งชั่วยามต่อมา บ้านของสวี่เยว่ผิงก็คึกคักขึ้นมา

ตาเฒ่าหลิวดูกระชุ่มกระชวย สะพายดาบเล่มใหญ่ไว้บนหลัง สวมชุดเกราะหนังเก่าๆ และหมวกเหล็กกล้า เตรียมพร้อมเต็มอัตราศึก

ฉินหมิงเดินเข้าไปถาม “ลุงหลิว ท่านจะทำอะไรเนี่ย? วันนี้แค่ไปพบหน้าเฉยๆ ไม่ได้จะเข้าป่าเสียหน่อย”

ตาเฒ่าหลิวตอบกลับ “ก็เตรียมตัวให้ชินไว้ก่อนไง”

หยางหย่งชิงก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน เขาสะพายดาบคู่ไว้ที่หลัง

“ถึงตอนราตรีตื้นจะไม่มีเรื่องอันตรายอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ต้องมีคนอยู่เฝ้าบ้านนะ ลุงหลิว ท่านบาดเจ็บจนเสียพลังชีวิตไปเยอะ แถมอายุขนาดนี้แล้ว...” สวี่เยว่ผิงพูดยังไม่ทันจบก็ถูกตาเฒ่าหลิวขัดจังหวะ

“ม้าแก่ในคอกยังหมายมุ่งพันลี้ นับประสาอะไรกับข้าที่ตอนนี้แข็งแรงราวกับมังกรพยัคฆ์ ตัวคนเดียวก็สู้พวกเจ้าสองคนได้สบายๆ!” ตาเฒ่าหลิวยืนกรานจะไปให้ได้

ใช่ว่าทุกคนจะกล้าเสี่ยง อย่างผู้ผลัดกายอีกสองคนในหมู่บ้าน หรือหวังชิ่งหลินที่กำลังบาดเจ็บ ก็ไม่มีสิทธิ์เลือกอยู่แล้ว

จุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลนัก เป็นทางแยกที่อยู่ห่างออกไปเจ็ดลี้(3.5 กิโลเมตร)

ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดสลัว สี่ทิศล้วนรายล้อมไปด้วยป่าทึบ

มีหมู่บ้านกว่าสิบแห่งที่ได้รับแจ้งข่าว ผู้ผลัดกายเดินเท้ากันอย่างรวดเร็วและทยอยกันมาถึง

หมู่บ้านเล็กๆ อย่างหมู่บ้านซวงซู่มีคนมาเพียงสี่คน ส่วนหมู่บ้านที่ใหญ่หน่อยก็มีคนมาเป็นสิบคน รวมๆ แล้วมีไม่ถึงร้อยคน

คนจากเมืองฉีเสียมาถึงก่อนแล้ว แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม แทบทุกคนสวมชุดเกราะและพกอาวุธครบมือ ยืนรออยู่อย่างเงียบๆ

บรรดาผู้ผลัดกายจากหมู่บ้านต่างๆ ต่างก็เงียบกริบตามไปด้วย ถูกข่มขวัญด้วยชุดเกราะมันวาวและคมดาบแหลมคมเบื้องหน้า ผสมผสานกับความยำเกรงที่มีต่อกลุ่มคนชั้นสูงจากเมืองที่สว่างไสว

ทั้งสามกลุ่มมีตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่แตกต่างกัน แต่ละกลุ่มมีสมาชิกนับสิบคน ผู้นำทั้งสามคนที่ยืนอยู่หน้าสุดนั้นโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก

ชายคนหนึ่งสูงถึงสามเมตร สวมชุดเกราะสีดำขลับ ปล่อยผมยาวสยายปรกไหล่ แววตาคมกริบดุจใบมีด แผ่รังสีคุกคามอันรุนแรงออกมา

สัตว์พาหนะของเขาก็น่าเกรงขามไม่แพ้กัน มันคือวัวยักษ์สีแดงฉานที่มีส่วนสูงมากกว่าผู้ชายวัยฉกรรจ์เสียอีก นอกจากเขาโค้งงอตามปกติสองข้างแล้ว ตรงกลางหน้าผากยังมีเขาอีกอันที่แหลมคมราวกับดาบชี้ตรงไปข้างหน้า

เมื่อชายร่างยักษ์เห็นผู้ผลัดกายจากหมู่บ้านต่างๆ มาถึง เขาก็ไม่ได้ทำตัวหยิ่งยโสด้วยการนั่งอยู่บนหลังวัวต่อ เขากระโดดลงมาแล้วพยักหน้าให้ทุกคน พลางกล่าวว่า “ข้าชื่อเฉาลง

เขาแนะนำตัวสั้นๆ บอกว่าครั้งนี้เมืองฉีเสียส่งยอดฝีมือมามากมาย มีถึงสิบกว่าตระกูลที่มาร่วมด้วยช่วยกันกวาดล้างภูเขา และคนหนุ่มสาวจากสามตระกูลของพวกเขาได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่แถบนี้

“ข้ามาจากตระกูลเว่ย ชื่อเว่ยจื่อโหรว” หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มผู้นำเอ่ยขึ้น นางไม่ได้ยืนอยู่ใกล้กับยักษ์ใหญ่อย่างเฉาลง แต่ยืนอยู่บนก้อนหินสีเขียว

นางสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมปลิวไสวไปตามสายลม ใบหน้ารูปไข่ขาวผ่องประดับด้วยรอยยิ้มแสนหวาน ความงดงามนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับคนหนุ่มจากหมู่บ้านต่างๆ เป็นอย่างมาก

ในสายตาของเด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่แต่ในป่าเขาและไม่เคยเดินทางไกล คุณหนูผู้สูงศักดิ์จากเมืองที่สว่างไสวคนนี้ ช่างงดงามราวกับนางฟ้าชุดขาวผู้หลุดพ้นจากโลกโลกีย์ ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพวกเขาไปอีกนานแสนนาน

เว่ยจื่อโหรวรูปร่างสูงโปร่ง งดงามไร้ที่ติ นางใช้มือสางผมที่ถูกลมพัดจนยุ่งเหยิง พลางเอ่ยถึงเรื่องการกวาดล้างภูเขา และยังแจ้งข่าวสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง

“ฤดูหนาวปีนี้พายุหิมะตกหนักจนปิดกั้นเส้นทาง ทำให้เสบียงอาหารจากภายนอกขนส่งเข้ามาได้ยาก แต่ทุกคนโปรดวางใจเถิด เมืองฉีเสียได้ใช้สัตว์ประหลาดร่างยักษ์ลากเกวียนขนเสบียงมาแล้ว อีกไม่นานก็จะมาถึง”

ข่าวนี้สร้างความฮือฮาขึ้นมาทันที ผู้คนจากหมู่บ้านต่างๆ ล้วนเผยสีหน้าดีใจ

ทว่า ก็มีบางคนกังวลว่า การขนส่งเสบียงด้วยวิธีนี้ จะทำให้ราคาข้าวสารแพงหูฉี่หรือไม่?

“ข้าชื่อมู่ชิง” ผู้นำคนสุดท้ายเอ่ยขึ้น ทั่วทั้งร่างของเขาถูกปกคลุมด้วยเสื้อคลุมสีดำสนิท แม้แต่ใบหน้าก็ถูกบดบังไว้ ดูลึกลับเป็นอย่างยิ่ง แม้จะได้ยินเสียงพูดก็ยังแยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง เพราะน้ำเสียงค่อนข้างทุ้มต่ำ

มู่ชิงพูดตรงๆ ว่าพวกเขาไม่คุ้นเคยกับเส้นทางในภูเขา จึงต้องการให้ผู้ผลัดกายในพื้นที่เป็นคนนำทาง

นี่คือเหตุผลหลักที่ทั้งสามกลุ่มมาปรากฏตัวที่นี่และเรียกพบผู้ผลัดกายจากหมู่บ้านต่างๆ

หากยอมร่วมเดินทางไปด้วย จะได้รับค่าตอบแทนอย่างงาม

เฉาลงกล่าวเสริมว่า หากทำผลงานได้ดี ก็มีโอกาสได้รับเคล็ดวิชาลมปราณหรือวิชาทำสมาธิระดับสูง

เงื่อนไขนี้เรียกเสียงฮือฮาได้ทันที หลายคนตาลุกวาว เพราะ ‘วิชาผลัดกาย’ ที่แพร่หลายอยู่ในดินแดนแถบนี้ล้วนแต่เป็นวิชาระดับล่างทั้งสิ้น

“ทำผลงานได้ดีนี่หมายความว่าอย่างไรหรือ?” มีคนอดถามไม่ได้

“แจ้งข่าวสารสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้พวกเราได้รับบาดเจ็บหรือล้มตาย ล่าสัตว์กลายพันธุ์สายพันธุ์พิเศษ หรือค้นพบแหล่งกำเนิดพลังวิเศษ...”

ผู้คนเริ่มตระหนักว่ารางวัลนี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆ เลย กลุ่มคนชั้นสูงจากเมืองฉีเสียไม่ได้มาแค่เพื่อขัดเกลาร่างกายเท่านั้น แต่ยังต้องการเข้าไปสำรวจดินแดนลี้ลับในหุบเขาอีกด้วย

เว่ยจื่อโหรวกล่าวเสริม “หากพบเห็นเหตุการณ์ผิดปกติในภูเขา แล้วรีบแจ้งพวกเราทันที ก็ถือว่าเป็นการแจ้งข่าวสารสำคัญเช่นกัน”

“ข้ารู้จักหุบเหวแห่งหนึ่ง ข้างในนั้นเคยมีใยแมงมุมสีเงินแผ่ขยายออกมา คนที่ตกลงไปต่อให้ดิ้นรนหนีขึ้นมาได้ ก็ยากที่จะรอดชีวิต แบบนี้ถือว่านับไหม?”

ฉินหมิงสังเกตเห็นว่า คนที่ชิงตอบก่อนคือคนจากหมู่บ้านชิงซางที่อยู่ข้างๆ

เห็นได้ชัดว่า มีคนในหมู่บ้านละแวกนี้ไปตายที่นั่นเหมือนกัน

ตาเฒ่าหลิวตบต้นขาฉาดใหญ่ หันไปมองฉินหมิง ราวกับจะบอกว่าโดนแย่งซีนไปซะแล้ว

เว่ยจื่อโหรวพยักหน้าพลางกล่าวว่า “สนามแม่เหล็กในภูเขาแปรปรวน สถานที่ที่เจ้าว่าน่าจะเป็นจุดเชื่อมต่อขนาดเล็กจุดหนึ่ง หากเจ้าค้นพบสถานที่แบบนี้อีก ข้าจะมอบคัมภีร์วิชาผลัดกายระดับกลางให้เจ้าเล่มหนึ่ง”

นางอธิบายว่า จุดเชื่อมต่อพิเศษเหล่านี้คงจะดำรงอยู่ไปอีกหลายปี พวกเขาจะทำการค้นหาและวาดแผนที่ภูเขาทิ้งไว้ให้คนในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครหลงเข้าไปในพื้นที่อันตรายอีก

เฉาลงเอ่ยขึ้น “หากพบเห็นสถานที่ที่มีหมอกสีขาวลอยกรุ่น และมีแสงสีรุ้งสาดส่อง ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด เพราะที่นั่นอันตรายมาก หากใครชี้เบาะแสสถานที่แบบนั้นได้ จะได้รับรางวัลเป็นคัมภีร์ลมปราณระดับสูงหนึ่งเล่ม”

หลายคนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับหอบหายใจแรงขึ้น คัมภีร์ระดับนี้มันช่างห่างไกลและล้ำค่าเหลือเกิน ใครบ้างล่ะจะไม่ปรารถนา?

บางคนตระหนักได้ว่า การที่กลุ่มคนชั้นสูงจากเมืองฉีเสียมาฝึกฝนตัวเองนั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า จุดประสงค์ที่แท้จริงต้องสำคัญกว่านั้นแน่ๆ ภาพนิมิตในภูเขาคงจะเกี่ยวข้องกับความลับที่คนในพื้นที่ไม่อาจล่วงรู้

ทว่าผู้ผลัดกายจากหมู่บ้านต่างๆ ก็ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ต่อให้รู้ความลับแล้วยังไงล่ะ? ดินแดนอันตรายเหล่านั้นไม่ใช่สถานที่ที่พวกเขาจะสามารถย่างกรายเข้าไปได้อยู่แล้ว

อีกอย่าง ไม่ว่ากลุ่มคนชั้นสูงจากเมืองฉีเสียจะมีจุดประสงค์อะไร แต่สุดท้ายพวกเขาก็จะช่วยกวาดล้างภูเขา กำจัดภัยคุกคามจากสัตว์ประหลาดให้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

เฉาลงแจ้งให้ทุกคนทราบว่า บรรดาผู้นำระดับสูงของเมืองฉีเสียกำลังจะเปิดการเจรจาครั้งสุดท้ายกับสิ่งมีชีวิตลึกลับในส่วนลึกของเทือกเขา ซึ่งครั้งนี้จะจัดขึ้นที่นอกภูเขา และน่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

ผู้ผลัดกายจากหมู่บ้านต่างๆ ต่างก็ซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กัน แม้จะอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้มานาน แต่พวกเขาก็เคยได้ยินแค่ตำนานของสิ่งมีชีวิตระดับสูงเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น ความประทับใจที่ฝังลึกที่สุดที่มีต่อหุบเขาลึกคือความลึกลับ อันตราย และความหวาดกลัว เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบที่ชวนให้ขนลุก

“การเจรจาที่จัดขึ้นนอกภูเขา พวกเราจะได้เห็นไหม?”

คนที่พูดคือเด็กหนุ่มคนหนึ่งในสามกลุ่มนั้น ใบหน้าของเขายังดูอ่อนเยาว์ สมกับเป็นลูกวัวเกิดใหม่ไม่กลัวเสือ อยากจะรู้เหลือเกินว่าสัตว์ประหลาดระดับสูงในภูเขาลึกมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ทั้งสามกลุ่มที่เคยเงียบสงบ จู่ๆ ก็เกิดความโกลาหลขึ้นมา พวกเขายังเป็นแค่เด็กหนุ่มสาว จึงมีความอยากรู้อยากเห็นและกระหายการผจญภัยอย่างเต็มเปี่ยม

เฉาลงผู้สูงใหญ่กว่าคนทั่วไป แผ่รังสีคุกคามออกมาอย่างรุนแรง เพียงแค่เขาปรายตามองอย่างเย็นชา คนเหล่านั้นก็เงียบเสียงลงทันที

เขาไม่ได้ดุด่าอะไร เพียงพยักหน้าตอบ “อาจจะมีโอกาส”

พริบตาเดียว ที่นั่นก็เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเซ็งแซ่

ฉินหมิงเองก็เริ่มอยู่ไม่สุข นอกจาก ‘แมลงจันทรา’ ที่เขาบังเอิญไปเจอเข้า เขาก็ไม่รู้จักสัตว์ประหลาดระดับสูงตัวอื่นๆ เลย จึงอยากจะอาศัยโอกาสนี้เพื่อดูโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกมันสักครั้ง

เว่ยจื่อโหรวหญิงสาวร่างเพรียวบางที่ยืนอยู่บนหินสีเขียว เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ของนางปลิวไสวไปตามสายลม ดูงดงามบริสุทธิ์ดุจเทพธิดา นางได้แจ้งข่าวอีกเรื่องหนึ่ง

“ตอนนี้สถานการณ์ค่อนข้างละเอียดอ่อน พวกเจ้าอาจจะยังไม่รู้ว่า ความวุ่นวายในภูเขาไม่ได้เกิดจากสนามแม่เหล็กแปรปรวนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมีสิ่งมีชีวิตระดับสูงกลุ่มใหม่ที่อพยพมาจากแดนไกล หอบลูกจูงหลานมาเพื่อแย่งชิงทรัพยากรในภูเขาต่างหาก”

เมื่อผู้คนได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป

เว่ยจื่อโหรวกล่าวต่อ “เมื่อมีสิ่งมีชีวิตระดับสูงเพิ่มขึ้น สัตว์ประหลาดที่อันตรายหลายสายพันธุ์จึงถูกกดดันให้ต้องขยายอาณาเขตออกมานอกภูเขา หมายจะแย่งชิงพื้นที่อยู่อาศัยของพวกเรา”

สวี่เยว่ผิงเอ่ยถาม “นั่นก็หมายความว่า พื้นที่รอบนอกของป่าเขาที่เพิ่งจะสงบลงชั่วคราว ต่อไปก็จะกลายเป็นพื้นที่ที่อันตรายมากงั้นรึ?”

“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ใครอนุญาตให้พวกมันขยายอาณาเขตกันล่ะ? ก็แค่ตีพวกมันให้ถอยกลับไป พวกเรามากวาดล้างภูเขาก็เพื่อจัดการกับปัญหานี้แหละ” แม้น้ำเสียงของมู่ชิงจะดูทุ้มต่ำแยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง แต่คำพูดของเขากลับดุดันและโอหังมาก

ผู้ผลัดกายจากหมู่บ้านต่างๆ ต่างก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ร่างในชุดคลุมสีดำนั้นช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาได้มาก

มู่ชิงประกาศกร้าว “ในเมื่อพวกมันกล้าล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนที่ไม่สมควรย่างกราย ลืมเลือนความเจ็บปวดในอดีตไปจนหมดสิ้น งั้นพวกเราก็จะสั่งสอนให้พวกมันตาสว่าง ให้พวกมันรู้ซึ้งว่า อำนาจการปกครองของเผ่าพันธุ์มนุษย์สองขาในดินแดนแถบนี้ ไม่เคยเสื่อมคลายลงเลย...”

ในตอนแรกผู้คนฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิม ฮึกเหิมจนเลือดสูบฉีด แม้จะรู้สึกแปลกๆ กับคำว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์สองขาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก ทว่าเมื่อเห็นมู่ชิงยังคงพูดจาฉะฉาน และมีพวงหางสีทองฟูฟ่องโผล่ออกมาจากด้านหลังชุดคลุมสีดำ หลายคนก็เริ่มนั่งไม่ติด

นี่มันตัวอะไรกัน?!

“มู่ชิง” เฉาลงเอ่ยเตือน

เว่ยจื่อโหรวกล่าว “มู่ชิงก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน”

ทว่าสามกลุ่มที่อยู่ด้านหลังกลับดูสงบเงียบ ราวกับรู้ดีว่ามู่ชิงอยู่ในสภาพใด

ฉินหมิงเหม่อมอง จ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา

ตาเฒ่าหลิวกระซิบ “บางทีเขาอาจจะเลือกเดินบนเส้นทางที่แปลกประหลาด ตกลงแล้วเขาเป็นคนอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ สถานะของเขาตอนนี้มันดูลึกลับซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้”

นี่เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่แตกต่างออกไป นอกเหนือจากเส้นทางเทพยักษ์ของเฉาลงที่ฉินหมิงได้เห็น

เฉาลงกล่าวว่า “ตอนนี้พวกเราจะเริ่มคัดเลือกผู้ร่วมเดินทางที่เหมาะสม ที่จะมาร่วมภารกิจกวาดล้างภูเขากับพวกเรา และคอยนำทางให้ แต่ขอให้วางใจ เรื่องความปลอดภัยพวกเรารับประกัน”

เขาเน้นย้ำว่าไม่ได้บังคับ หากใครไม่เต็มใจก็สามารถกลับไปได้เลย

ในขณะเดียวกัน เฉาลง เว่ยจื่อโหรว และมู่ชิงก็ย้ำอีกครั้งว่า รางวัลตอบแทนในการกวาดล้างภูเขานั้นมีทั้งสารพลังวิเศษและเคล็ดวิชาลมปราณระดับสูง ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก พวกเขาไม่มีทางตระหนี่ถี่เหนียวอย่างแน่นอน

บรรดาผู้ผลัดกายที่อยู่ที่นี่ไม่ได้เลือกที่จะอยู่โยงเฝ้าหมู่บ้าน แสดงว่าพวกเขาตัดสินใจมาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครเดินจากไป

ฉินหมิงก็ทำตัวกลมกลืนไปกับคนส่วนใหญ่ ไม่ได้ทำตัวโดดเด่นอะไร

เว่ยจื่อโหรวยิ้มให้กับเฉาลงและมู่ชิง รอยยิ้มของนางช่างเจิดจ้าและงดงามราวกับนางฟ้าในสายตาของทุกคน นางแกว่งรายชื่อในมือ หมายจะขอเลือกคนก่อน

“เลือกได้ทีละคนนะ เจ้าเริ่มก่อนเลย” เฉาลงเอ่ยปากให้สิทธิ์นางเลือกก่อน ส่วนมู่ชิงก็ไม่ได้คัดค้านอะไร

เว่ยจื่อโหรวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม พลางกล่าวว่า “ถ้างั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ ตระกูลเว่ยของพวกเราอยากจะได้เด็กหนุ่มที่มีรากฐานในยุคทองมาร่วมงานด้วย”

“ใครบ้างล่ะจะไม่อยากได้!” มู่ชิงเอ่ยขึ้น จากนั้นก็กระซิบปรึกษากับเฉาลง ว่าใครจะได้เป็นคนเลือกคนต่อไป

เว่ยจื่อโหรวมองดูรายชื่อ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ดูเหมือนจะตัดสินใจลำบาก ท้ายที่สุดนางก็เรียกชื่อคนสองคนขึ้นมาพร้อมกัน “ใครคือโจวอู๋ปิ้ง(ไร้โรคภัย) ใครคือฉินหมิง?”

“เลือกได้ทีละคนนะ” มู่ชิงเตือน

เว่ยจื่อโหรวยิ้ม “ข้ารู้แล้ว แค่อยากจะเห็นหน้าค่าตาสักหน่อยเท่านั้นเอง”

โจวอู๋ปิ้งก้าวออกมายืนข้างหน้า เขาสูงกว่าคนทั่วไปครึ่งศีรษะ ร่างกายดูแข็งแรงกำยำ

เดิมทีเขาไม่ได้ชื่อนี้ แต่เพราะตอนเด็กๆ ร่างกายอ่อนแออมโรค พ่อแม่เลยเปลี่ยนชื่อให้เป็นโจวอู๋ปิ้ง แต่กว่าเขาจะหายดีและผลัดกายในช่วงเวลาทองได้ ก็ต้องรอจนกว่าญาติห่างๆ คนนั้นกลับมาช่วยรักษาให้

ฉินหมิงประหลาดใจ ไอ้หนุ่มขี้โรคดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย เมื่อก่อนเขาหน้าเหลืองซีดเซียว ผอมกะหร่อง ผมก็แห้งกรอบเป็นสีเหลืองเหมือนหญ้าแห้ง แต่ตอนนี้กลับมีผมดกดำ พลังชีวิตเปี่ยมล้น

ฉินหมิงก้าวออกมา ยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น เขาสูงกว่าไอ้หนุ่มขี้โรคเล็กน้อย

“ทั้งสองคนล้วนมีรากฐานยุคทอง ข้าอยากจะชวนมาร่วมทีมทั้งคู่เลย” เว่ยจื่อโหรวมองพวกเขาด้วยรอยยิ้ม

ไอ้หนุ่มขี้โรคไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป แม้ตอนแรกจะตาพร่ามัวไปกับรอยยิ้มอันสดใสของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่งดงามราวกับนางฟ้าคนนี้ แต่เขาก็ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

ในตอนนั้นเอง ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากป่าทึบ รีบตรงเข้าไปกระซิบข้างหูเว่ยจื่อโหรว

จนกระทั่งตอนนี้ ผู้คนถึงเพิ่งรู้ว่า กลุ่มคนจากสามตระกูลไม่ได้มีแค่เด็กหนุ่มสาวที่ยังดูอ่อนต่อโลกพวกนี้เท่านั้น แต่ยังมีคนอื่นๆ อยู่อีก

“โจวอู๋ปิ้งเมื่อก่อนอ่อนแออมโรค แต่หลังจากผลัดกายแล้ว พละกำลังกลับเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ซ้ำยังเป็นศิษย์ที่สวีคงสั่งสอนมาด้วยรึ?” เว่ยจื่อโหรวประหลาดใจ หลังจากกระซิบกระซาบกับชายหนุ่มคนนั้นเสร็จ นางก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคู่สวยมองไปที่ไอ้หนุ่มขี้โรค พร้อมกับกวักมือเรียกเขาด้วยรอยยิ้ม นางเลือกเขา

จบบทที่ บทที่ 18 คนจากเมืองฉีเสีย

คัดลอกลิงก์แล้ว