- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 14 สังหารครั้งแรก
บทที่ 14 สังหารครั้งแรก
บทที่ 14 สังหารครั้งแรก
บทที่ 14 สังหารครั้งแรก
“คมพอแล้ว!” ฉินหมิงลุกขึ้นจากแท่นหินลับมีด มีดตัดฟืนในมือถูกขัดจนคราบสนิมหลุดลอกออกไปจนหมดสิ้น ผิวหน้าเรียบเนียนดุจกระจกเงา ประกายแสงวาววับราวกับผืนน้ำในฤดูใบไม้ร่วง
“พวกสวะอย่างเฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงตายไปก็ไม่น่าเสียดาย แต่ถ้าในกลุ่มนั้นมีคนดีๆ ต้องมาพลอยรับเคราะห์ไปด้วย คงน่าเสียดายแย่” เขาอยากจะสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง
ตกดึก ตาเฒ่าหลิวกำลังนั่งดื่มเหล้าเป็นเพื่อนสวี่เยว่ผิง แต่ละคนมีเหล้าเพียงจอกเดียว พวกเขาค่อยๆ จิบทีละนิดเพื่อลิ้มรสชาติ เพราะเหล้ามีเหลืออยู่เพียงเท่านี้ เหล้าหมักรสชาติบาดคอในไหของสวี่เยว่ผิงใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว
“เก้งตัวเดียวแลกกับชีวิตคนๆ นึง นี่มันไร้ความเป็นคนชัดๆ!” ตาเฒ่าหลิวสบถด่าไปพลางดื่มเหล้าไปพลาง ในใจรู้สึกอึดอัด แต่ก็ไม่อาจนำเรื่องพวกนี้ไปบอกครอบครัวตระกูลเฉียนได้
ส่วนสิ่งที่สวี่เยว่ผิงกังวลที่สุดก็คือ หากคนอย่างพวกเฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงสามารถผลัดกายรอบสองได้จริงๆ สถานการณ์ก็คงจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
“ในหน่วยลาดตระเวนกลุ่มนั้น ไม่มีคนดีเลยหรือขอรับ?” ฉินหมิงเดินเข้ามา
ตาเฒ่าหลิวถอนหายใจ “สาลี่ตะกร้านึง ถ้าเน่าไปเกินครึ่งแล้วไม่ยอมคัดทิ้ง ที่เหลือก็คงรอดยาก หน่วยลาดตระเวนกลุ่มนึงเต็มอัตราศึกคือสิบสองคน แต่ตอนนี้เหลือแค่เก้าคน พวกที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ถ้าไม่โดนบีบให้ออก ก็มักจะเกิดเหตุ 'ไม่คาดฝัน' ในภูเขาตายไปหมดแล้ว”
“ไม่มีใครคานอำนาจหรือจัดการพวกมันได้เลยรึขอรับ?” ฉินหมิงเอ่ยถามขึ้นลอยๆ
สวี่เยว่ผิงเขย่าไหเหล้าอย่างแรงเพื่อรินเหล้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดให้เขา แล้วดึงเขาลงมานั่งดื่มด้วยกัน
ตาเฒ่าหลิวครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “หน่วยลาดตระเวนบางกลุ่มก็ไม่ลงรอยกับพวกมันนัก อาจจะเป็นเพราะทนดูพฤติกรรมของพวกมันไม่ได้ หรือไม่ก็ขัดแย้งกันเรื่องแย่งชิงของวิเศษในภูเขา จนถึงขั้นเคยเกิดการนองเลือดระหว่างกันมาแล้ว”
สวี่เยว่ผิงกล่าวเสริม “แล้วก็มีหมู่บ้านชิงซางที่อยู่ข้างๆอีกแห่ง พวกเขาไม่ถูกบีบบังคับให้ปลูกจันทราทมิฬ ดูเหมือนว่าญาติที่ถ่ายทอดวิชาขั้นสูงให้ไอ้หนุ่มขี้โรคคนนั้นจะมีฝีมือไม่ธรรมดาเลยทีเดียว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็หันไปมองฉินหมิง แล้วกล่าวว่า “เสี่ยวฉิน เจ้ามีรากฐานในช่วงเวลาทองอันแข็งแกร่ง ควรจะวางแผนอนาคตได้แล้วนะ รอให้ต้นฤดูใบไม้ผลิมาเยือน เจ้าก็ลองออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างเถอะ อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่ที่นี่เลย”
เขารู้นิสัยของพวกเฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงดี จึงกลัวว่าฉินหมิงจะถูกคนลาดตระเวนที่ดุร้ายราวกับหมาป่าพวกนั้นทำร้ายเอา
ฉินหมิงครุ่นคิด พลางกล่าวว่า “แผนอนาคตรึขอรับ? ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าในอดีต ข้าหนีตายมาจากที่ไหนกันแน่”
“อ๊ะ ถ้าเจ้าไม่พูด ข้าก็ลืมไปเลยนะเนี่ย นึกว่าเป็นคนแถวนี้มาตลอดเลย” สวี่เยว่ผิงไม่รู้จะปลอบใจอย่างไร จึงทำได้เพียงเปลี่ยนเรื่องคุย
เขาเล่าถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองฉีเสียให้ฟัง ที่นั่นเป็นดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยพลังวิเศษและผู้คนที่มีพรสวรรค์ หากโชคดีก็อาจจะมีโอกาสได้รับเคล็ดวิชาขั้นสูง หรือตำราพลังปราณระดับสูงก็เป็นได้
ตาเฒ่าหลิวก็สนับสนุนเช่นกัน “ข้าก็เห็นด้วยนะเสี่ยวฉิน เจ้าควรจะออกไปข้างนอกบ้าง เกิดเป็นคนหนุ่มก็ควรจะมีความมุ่งมั่น มีความฝัน ไม่อย่างนั้นหากรอจนถึงวัยแบบข้า ต่อให้ขามันอ่อนแรงจนเดินไปไหนไม่ได้แล้ว ก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียดายกับชีวิตที่ร่วงโรย”
สวี่เยว่ผิงหัวเราะ “ลุงหลิว ข้าเคยได้ยินมาว่าตอนหนุ่มๆ ลุงก็มีความทะเยอทะยานสูงไม่ใช่รึ”
ตาเฒ่าหลิวไม่รู้สึกขัดเขินเมื่อถูกรื้อฟื้นเรื่องในอดีต พลางกล่าวว่า “ใครบ้างล่ะจะไม่เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน?”
“ตอนนั้นความทะเยอทะยานของท่านคืออะไรหรือขอรับ?” ฉินหมิงรู้สึกสนใจ
ตาเฒ่าหลิวรำลึกความหลัง “ตอนนั้นยังเป็นวัยรุ่นเลือดร้อน กล้าคิดกล้าทำก็เป็นเรื่องปกติ อย่างเช่น ข้าเคยคิดว่าหากได้ดีเมื่อไหร่ ข้าจะไปสยบ ‘สัตว์เลื่องชื่อ’ ในภูเขาสักตัว แล้วก็อยากจะแต่งงานกับสาวที่สวยที่สุดในละแวกนี้ด้วย”
“แล้วผลเป็นอย่างไรขอรับ?”
“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่ออกปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วยลาดตระเวน บังเอิญไปเจอ ‘สัตว์เลื่องชื่อ’ ตัวนั้นเข้า มันแค่พุ่งผ่านไปเฉยๆ ก็เกือบจะฆ่าพวกเราตายยกกลุ่มแล้ว ตั้งแต่นั้นมาข้าก็บาดเจ็บสาหัส หมดโอกาสที่จะผลัดกายรอบสองไปโดยปริยาย ความหวังพังทลาย ส่วนหญิงสาวคนนั้นก็ถูกคู่แข่งของข้าแย่งไปแต่งงานด้วย”
ฉินหมิงยกจอกเหล้าขึ้นคารวะ ชีวิตท่านช่างรันทดเสียจริง
ตาเฒ่าหลิวหัวเราะหึๆ พลางกล่าวว่า “แต่เชื่อมั้ยล่ะ หลังจากนั้นข้าเจ็บใจมาก ก็เลยไปจีบพี่สาวของไอ้หมอนั่นซะเลย แล้วก็แต่งงานกับนาง บังคับให้มันต้องเรียกข้าว่าพี่เขยไปตลอดชีวิต สะใจชะมัด!”
“ท่านนี่มันสุดยอดจริงๆ!”
ทั้งสามคนมีเหล้าอยู่แค่คนละครึ่งจอก แต่ก็ใช้นั่งดื่มพูดคุยกันได้ทั้งคืน
หลังจากฉินหมิงกลับมาถึงบ้าน เขาก็หยิบคันธนูเหล็กที่สลักลวดลายสัตว์ประหลาดขึ้นมาเช็ดทำความสะอาด น่าเสียดายที่ตอนนี้มันไม่ใช่คันธนูแข็งสำหรับเขาอีกต่อไป หากเขาออกแรงมากเกินไปมันอาจจะหักได้
“ก็พอใช้แก้ขัดไปก่อนได้ล่ะนะ”
จากนั้น เขาก็บรรจุลูกศรเหล็กใส่กระบอกธนูที่หุ้มด้วยหนังสัตว์จนเต็ม และเตรียมเสื้อผ้าสำรองใส่ห่อผ้าไว้ด้วย
“พรุ่งนี้ก็กลางเดือนแล้ว” เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดและลึกล้ำ
คืนนี้เขานอนเร็วกว่าปกติ เพื่อปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้อยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์ที่สุด
กลางดึกเขาตื่นขึ้นมา นอนหลับพักผ่อนจนเพียงพอแล้ว แม้จะยังไม่ถึงช่วงราตรีตื้น แต่เขาก็ผลักประตูบ้านออกไปอย่างเงียบเชียบ
ยามดึกสงัด สรรพสิ่งเงียบงัน ความมืดมิดยามค่ำคืนนั้นดำมืดและน่าเกรงขามจนคนธรรมดาแทบจะมองไม่เห็นสิ่งใดเลย
หลังจากที่ฉินหมิงผลัดกาย สมรรถภาพทางกายทุกด้านก็ได้รับการยกระดับขึ้น รวมถึงสายตาด้วย ภายใต้สภาพแวดล้อมอันเลวร้ายเช่นนี้ เขายังคงมองเห็นทัศนียภาพรอบด้านได้อย่างเลือนราง ซึ่งไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางเลยแม้แต่น้อย
เขาไม่ได้เดินผ่านบ่อน้ำพุเพลิง แต่เลือกใช้เส้นทางที่เปลี่ยวที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน
ช่วงนี้หิมะตกโปรยปรายมาตลอด และดูเหมือนว่าจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
ผมสีดำที่ปรกไหล่ของเขาปลิวไสวไปตามสายลมในยามค่ำคืน รูปร่างที่สูงโปร่งไม่ได้ดูผอมบาง แต่กลับแข็งแกร่งและทรงพลัง เขาก้าวเดินอย่างมุ่งมั่นตรงไปยังภูเขาใหญ่
ใบหน้าของชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาทีละคน รวมถึงภาพเหตุการณ์ในงานศพของลุงเฉียน ที่เฝิงอี้อันยื่นเก้งให้เป็นสิ่งตอบแทน มันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา เขาอดทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว วันนี้เขาจะไปจัดการกับคนของหน่วยลาดตระเวน!
ฉินหมิงก้าวเดินเข้าไปในป่าอย่างมั่นคงและสุขุม เขาตั้งใจแน่วแน่มาตั้งแต่แรกแล้ว ตอนนี้จึงไม่มีความหวาดกลัวหรือวิตกกังวลใดๆ ราวกับกำลังเดินกลับบ้านของตนเอง
เสียงหอนของสัตว์ป่านานาชนิดในป่าทึบดังระงมไปทั่ว มีเงาดำทะมึนพุ่งพาดผ่านกลางอากาศ ในป่าที่มืดมิดดั่งห้วงเหวลึกนั้นเต็มไปด้วยดวงตาที่แฝงไปด้วยความมุ่งร้าย บางดวงก็แดงฉานดั่งเลือด บางดวงก็เขียวปัดดั่งไฟผี บางดวงก็เป็นสีเงินขาวเย็นเยียบ ล้วนจ้องมองมาที่เขาอย่างไม่วางตา ถึงขั้นได้ยินเสียงหอบหายใจของสัตว์ประหลาด และเสียงแหวกอากาศของนกนักล่าในระยะประชิด ภูเขาใหญ่ในยามดึกสงัดนั้นอันตรายสุดขีด
จู่ๆ ฉินหมิงก็เร่งความเร็วขึ้น ด้วยสมรรถภาพทางกายที่เหนือกว่ารากฐานช่วงเวลาทอง เขาพุ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดร่างใหญ่ตัวหนึ่งในชั่วพริบตา มีดตัดฟืนในมือตวัดฟาดฟันดุจสายฟ้าฟาด ดังฉับ! หัวขนาดใหญ่ของมันถูกฟันจนขาดกระเด็น เลือดสดๆ พุ่งกระฉูด ร่างไร้หัวที่หนักกว่าหกร้อยชั่ง(300 กิโลกรัม)ล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
พริบตาเดียว บริเวณโดยรอบก็เงียบสงัด ดวงตาสีเขียวและสีแดงในความมืดมิดหายไปจนหมดสิ้น
ฉินหมิงเดินทางต่ออย่างไม่ลดละ มุ่งหน้าตรงไปยังฐานที่มั่นแห่งนั้นอย่างแน่วแน่
ครู่ต่อมา สัตว์ป่าไร้หัวตัวนั้นก็ถูกฝูงสัตว์กินเนื้อรุมทึ้งและฉีกกระชาก มีเสียงแย่งชิงและหวงแหนอาหารดังมาจากที่นั่น
ฉินหมิงเข้าใกล้จุดหมายแล้ว เขายืนอยู่บนยอดเขาที่อยู่ติดกัน เฝ้าสังเกตการณ์ฐานที่มั่นที่มีบ่อน้ำพุเพลิงอยู่ฝั่งตรงข้าม
ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงราตรีตื้น แต่ที่นั่นกลับมีคนกำลังเคลื่อนไหว ชายผมหยิกสีดำรูปร่างสูงเกือบสองเมตรกำลังโยนก้อนเนื้ออาบเลือดให้สุนัขจั้งอ๋าวสีทองดุร้ายกิน
“ฟู่เอินเทา!” ฉินหมิงตระหนักได้ทันทีว่าเป็นใคร เพราะเคยได้ยินเรื่องรูปพรรณสัณฐานของเขามาบ้าง ว่ามีผมหยิกโดยธรรมชาติ หัวหน้ากลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดคนนี้มาถึงฐานที่มั่นแล้ว
จากนั้นเขาก็เห็นคนอีกสี่คนเดินตามออกมาจากบ้านไม้ ซึ่งรวมถึงเฝิงอี้อันและเส้าเฉิงเฟิงด้วย
“พวกมันมาถึงก่อนเวลาแฮะ” ฉินหมิงขมวดคิ้ว เดาว่าน่าจะมาถึงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
เขาเดินลงจากเขาอย่างไม่รีบร้อน ไปดักรออยู่ที่เส้นทางบังคับที่มุ่งหน้าไปยังฐานที่มั่น ยังมีอีกสี่คนที่ยังมาไม่ถึง เขาตัดสินใจจะจัดการคนพวกนี้ก่อน
เกล็ดหิมะย้อมผมสีดำของเขาจนกลายเป็นสีขาว เขายืนนิ่งไม่ไหวติง เมื่อราตรีตื้นมาเยือน หมอกในภูเขาก็ค่อยๆ จางหายไป ท้องฟ้าไม่ได้มืดมิดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
สำหรับผู้ผลัดกายแล้ว ทัศนวิสัยจะกว้างไกลยิ่งขึ้น ฉินหมิงมองเห็นชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขาสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์ เดินมาจากทิศทางนอกภูเขา
ใบหน้าของชายคนนี้ดูคุ้นตามาก วันที่เฝิงอี้อันหยามเกียรติสวี่เยว่ผิงในเมืองอิ๋นเถิง ชายคนนี้ก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามอยู่ข้างกายด้วย
ฉินหมิงที่ยืนนิ่งดุจรูปสลักน้ำแข็งอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ขยับตัวแล้ว เขาพุ่งทะยานราวกับสายฟ้าฟาด เข้าประชิดตัวอีกฝ่ายในชั่วพริบตา แล้วกระแทกเข้าใส่ร่างของมันอย่างจัง เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
กระดูกของชายคนนั้นหักสะบั้นไปหลายท่อนในทันที ดวงตาเบิกโพลงถลนออกมาด้วยความเจ็บปวดสุดแสนจะพรรณนา มันพยายามจะร้องโหยหวนแต่ก็เปล่งเสียงไม่ออก เพราะลำคอของมันถูกโจมตีก่อนเป็นอันดับแรก โดยถูกมือที่เรียวยาวแต่ทรงพลังข้างหนึ่งบีบเอาไว้แน่น
กรอบ! คอของคนลาดตระเวนคนนี้ถูกบิดจนหัก ซ้ำยังถูกฉินหมิงที่ออกแรงมากเกินไปบีบกระดูกสันหลังส่วนคอจนแหลกละเอียด เกือบจะกระชากศีรษะให้หลุดออกมาด้วย
ศีรษะของชายคนนั้นพับงอไปด้านข้างอย่างหมดเรี่ยวแรง ลำคอดูเหมือนจะเหลือเพียงผิวหนังบางๆ ที่เชื่อมติดกันอยู่เท่านั้น บนใบหน้าไร้วิญญาณยังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง
ฉินหมิงหิ้วร่างของชายคนนั้นเดินเข้าไปในส่วนลึกของป่าทึบ เขาได้กลิ่นเหล้าคลุ้ง และกลิ่นแป้งหอมฉุนกึกมาจากตัวของมัน มิน่าล่ะถึงได้ตอบสนองชักช้านัก เพิ่งจะเสเพลจนเมาค้างมานี่เอง ตายไปก็ไม่น่าสงสารเลย
หลังจากค้นหาของมีค่าบนตัวมันเสร็จ เขาก็โยนร่างนั้นทิ้งไว้ในที่ห่างไกล เขาสูดลมหายใจเข้าลึก อารมณ์ของเขาพลุ่งพล่านอย่างเห็นได้ชัด เพราะนี่คือการฆ่าคนครั้งแรกของเขา
แม้จะเตรียมใจมาล่วงหน้าแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
ทว่า เขาก็สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว การเข้าป่าล่าสัตว์และต้องต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตอันตรายอยู่เป็นประจำ ทำให้เขาคุ้นเคยกับการเห็นเลือดมานานแล้ว สภาพจิตใจของเขาจึงแข็งแกร่งมาก
“เพื่อที่จะได้ปลูกจันทราทมิฬในบ่อน้ำพุเพลิง พวกเจ้าถึงกับฆ่าชาวบ้านอย่างเลือดเย็น อันตรายยิ่งกว่าสัตว์ร้ายในภูเขาเสียอีก วันนี้ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมด เพื่อกำจัดภัยร้าย นี่แหละคือสิ่งที่ข้าปรารถนา!”
ฉินหมิงสงบสติอารมณ์ลงได้ ในใจของเขามองคนลาดตระเวนกลุ่มนี้เป็นเพียงสัตว์ร้ายและสัตว์ประหลาด เขาจึงกลับมาเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง
หลังจากรอคอยอยู่นาน ในที่สุดคนที่สองก็เดินฝ่าพายุหิมะมา ท่ามกลางราตรีตื้น รูปร่างที่สูงใหญ่ของมันแผ่รังสีคุกคามออกมาอย่างเห็นได้ชัด มันสวมชุดเกราะคล้ายกับของเส้าเฉิงเฟิง
ฉินหมิงที่ถูกเกล็ดหิมะปกคลุมค่อยๆ ชักมีดตัดฟืนออกมา เตรียมจะทดสอบความคมของมันสักหน่อย
เมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ ประกายมีดขาวโพลนก็สว่างวาบขึ้นในความมืด ฉินหมิงเหยียบหิมะจนแตกกระจาย พุ่งทะยานรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด ระยะห่างสิบเมตรถูกย่นเข้ามาในชั่วพริบตา
ปฏิกิริยาตอบสนองของคนลาดตระเวนคนนี้ไวกว่าคนแรกมาก เมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงชีวิตที่พุ่งมาจากด้านหลัง ขนทั่วร่างของมันก็ลุกซู่ รีบเบี่ยงตัวหลบและพุ่งตัวลงพื้น หวังจะหลีกหนีจากวิกฤตนี้
ในฐานะผู้ผลัดกายที่มีสมรรถภาพทางกายเพิ่มขึ้นทุกด้าน ความเฉียบแหลมและการตอบสนองของมันถือว่ายอดเยี่ยมมาก หากต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกัน มันก็น่าจะหลบการโจมตีครั้งนี้พ้น
ทว่า ความเร็วของฉินหมิงนั้นเหนือกว่ามันมาก ราวกับอสนีบาตฟาดฟัน ซ้ำยังคาดการณ์การเคลื่อนไหวของมันไว้ล่วงหน้าแล้ว มีดตัดฟืนอันแหลมคมในมือตวัดฟาดออกไป ดังฉับ! หัวของชายคนนั้นกระเด็นหลุดออกจากบ่า ถูกตัดขาดในดาบเดียว!
เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกไปไกล ย้อมกองหิมะจนกลายเป็นสีแดงฉาน ร่างไร้หัวยังคงพุ่งไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้นหิมะ
ฉินหมิงเก็บมีด ครั้งนี้เขาสงบเยือกเย็น ในใจไร้ซึ่งความหวั่นไหวใดๆ
หิมะที่ตกหนักราวกับขนห่านไม่ได้โปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบา แต่กลับตกลงมาอย่างรุนแรง และยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกลมหนาวพัดมาปะทะใบหน้าก็รู้สึกเจ็บแปลบ ฉินหมิงแหงนหน้ามองฟ้า พลางกล่าว “หิมะตกได้ใจจริงๆ!”
ลมแรง หิมะตกหนัก จะได้ช่วยกลบร่องรอยของเขาได้ดียิ่งขึ้น
เขายืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ ราวกับรูปสลักที่ถือมีดนิ่งไม่ไหวติง รอคอยการมาถึงของคนที่สามและคนที่สี่อย่างใจเย็น และก็ไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ เกิดขึ้น คนลาดตระเวนอีกสองคนถูกเขาสังหารด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าฟาดท่ามกลางป่าเขามืดสลัว
ตอนนี้เขาไม่รู้สึกอึดอัดใจอีกต่อไปแล้ว เขาสามารถยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเหวินรุ่ยน้อยได้ และก็สามารถถือมีดเข้าป่ามาเพื่อสังหารกลุ่มคนลาดตระเวนที่อันตรายยิ่งกว่าสัตว์ร้ายได้อย่างเด็ดเดี่ยวเช่นกัน
ฉินหมิงก้าวเดินอย่างมั่นคง ไม่เร็วไม่ช้า มุ่งหน้าไปยังฐานที่มั่นของหน่วยลาดตระเวนเพียงลำพังอย่างสุขุม