- หน้าแรก
- ราตรีนิรันดร์
- บทที่ 1 ราตรีนิรันดร์
บทที่ 1 ราตรีนิรันดร์
บทที่ 1 ราตรีนิรันดร์
บทที่ 1 ราตรีนิรันดร์
ในวันนั้นที่ดวงตะวันลาลับขอบฟ้า และมันก็ไม่เคยหวนคืนกลับขึ้นมาอีกเลย...
***
ราตรีนิรันดร์ ฟ้าดินมืดมิดประดุจห้วงเหวลึกยากจะหยั่งถึงที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
แสงสว่างของเวลากลางวันกลายเป็นเพียงอดีต และหลงเหลือเพียงในตำนานเล่าขาน
บนผืนดินเยือกแข็งกว้างใหญ่ไพศาล สายลมหนาวพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง พายุหิมะเทกระหน่ำลงมา ทับถมบนพื้นดินจนสูงถึงระดับครึ่งตัวคน
หมู่บ้านซวงซู่(ต้นไม้คู่)ถูกหิมะตกหนักกลบฝังไปแล้วกว่าครึ่ง
ที่แห่งนี้มีเพียงสี่ถึงห้าสิบหลังคาเรือน ราวกับเป็นหมู่บ้านที่ถูกกาลเวลาลืมเลือน กลุ่มเรือนเรียงรายในยามค่ำคืนมืดมิด มองเห็นได้เพียงโครงร่างที่เลือนราง
ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของพายุลมแรง หลังคาบ้านหลายหลังสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับใกล้จะถูกพัดปลิวไป
ฉินหมิงอ่อนแอเป็นอย่างมาก เขาตื่นขึ้นมาเพราะความหิวโหย ท้องร้องจ๊อกๆ ไม่หยุดหย่อน ในค่ำคืนเหน็บหนาวนี้ แค่คิดถึงอาหารชนิดใดก็ตาม เขาก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย
อย่าว่าแต่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ร้อนๆ หรือผลไม้รสชาติหอมหวานเลย เพียงแค่คิดถึงหมั่นโถวเย็นชืดและแข็งกระด้างสักก้อน ในปากของเขาก็มีรสหวานผุดขึ้นมาจนน้ำลายสอ
อากาศหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ ทั้งในและนอกบ้านล้วนมืดมิดจนทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดแทบขาดใจ
ฉินหมิงห่มผ้าห่มผืนเก่าขาดรุ่งริ่งให้แน่นขึ้น อุณหภูมิจากเตียงเตาไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บจากภายนอกได้ อากาศเย็นเฉียบที่สูดเข้าปอดราวกับเป็นเกล็ดน้ำแข็งบาดกรีด ทำให้รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย
เขาพยายามข่มใจ ไม่คิดถึงเรื่องอาหารอีก มิเช่นนั้นแล้วน้ำย่อยรสเปรี้ยวในกระเพาะและในปากคงทะลักออกเป็นแน่
หลังจากอารมณ์สงบลงเล็กน้อย เขาก็ตระหนักได้ในทันทีว่า ตอนนี้สติสัมปชัญญะของตนแจ่มใสมาก ไม่หลับๆ ตื่นๆ มึนงงเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว หรือว่า ‘โรคประหลาด’ กำลังจะหายไป?
แม้จะหิวโหยและหนาวสั่น แต่เมื่ออาการป่วยเรื้อรังเริ่มมีท่าทีดีขึ้น แววตาของเขาก็เปล่งประกาย เฝ้ารอคอยให้ ‘ราตรีตื้น’ มาเยือน
เมื่อเวลาผ่านไป เสียงลมก็ค่อยๆเบาลง หิมะตกหนักราวกับขนห่านที่ปลิวว่อนก็ค่อยๆ กลายเป็นเพียงเกล็ดหิมะเล็กๆ ที่โปรยปรายลงมา
ลานบ้านข้างๆ เริ่มมีความเคลื่อนไหว มีเสียงสนทนาดังแว่วมา นั่นคือคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวลู่เจ๋อและเหลียงว่านชิง
“เจ้าจะไปไหน จะเอาอาหารไปให้ฉินหมิงอีกแล้วงั้นรึ?” เสียงของเหลียงว่านชิงค่อยๆ ดังขึ้น
“เขาป่วยหนัก อายุเพิ่งจะสิบหกสิบเจ็ด ต้องใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว น่าสงสารออก” ลู่เจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เจ้ารู้บ้างไหม ว่าของกินในบ้านเราก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ลูกสองคนของเราได้อดตายแน่!” เหลียงว่านชิงเริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว
“พายุหิมะหยุดแล้ว เดี๋ยวก็คงมีทางแก้เองแหละ” ลู่เจ๋อมองออกไปยังฟ้าดินมืดมิด
...
ฉินหมิงได้ยินเสียงโต้เถียงของสามีภรรยาทั้งสอง ในใจรู้สึกละอายยิ่งนัก ไม่อยากรับความหวังดีจากลู่เจ๋ออีกต่อไปแล้ว ในช่วงเวลาเช่นนี้ แต่ละครอบครัวล้วนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก
เขาลุกขึ้นจากเตียงเตา สวมเสื้อบุนวมแล้วก็ยังรู้สึกหนาวเหน็บ จึงไปค้นเอาเสื้อคลุมหนังสัตว์เก่าๆ ตัวหนึ่งจากในตู้มาสวมทับ เดินวนเวียนไปมาพร้อมกับถูมือในห้องมืดมิด
หลังจากล้มป่วยหนัก ร่างกายที่เคยสูงโปร่งตอนนี้กลับผ่ายผอมลงไปบ้าง เส้นผมสีดำที่ปรกลงมาประบ่าก็สูญเสียความเงางามไปหลายส่วน ใบหน้าที่เคยหมดจดแลดูซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าดวงตากระจ่างใสคู่หนึ่งกลับเปล่งประกายเจิดจ้าและเปี่ยมไปด้วยพลัง แม้ใบหน้าของเขาจะดูอมโรค ทว่าก็มีกลิ่นอายแห่งความเด็ดเดี่ยวแฝงอยู่
หนึ่งเดือนก่อน เขาดิ้นรนหลบหนีออกมาจากในภูเขาได้อย่างยากลำบาก ในตอนนั้นทั้งมือและเท้าของเขามีรอยสีดำคล้ำ และล้มป่วยหนักมาจนถึงตอนนี้
ส่วนผู้ร่วมเดินทางอีกหลายคน ล้วนตกตายไปตั้งแต่วันที่กลับมาถึง
ฉินหมิงถูก ‘โรคประหลาด’ เล่นงาน ผู้คนมากมายต่างคิดว่าเขาคงไม่รอดชีวิต
ทว่าเขาก็อดทนฟันฝ่ามาจนถึงบัดนี้ และเห็นได้ชัดว่าอาการกำลังดีขึ้น
เมื่อนึกถึงสิ่งอันตรายลึกลับที่อยู่ภายในภูเขา จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงรู้สึกหวาดผวาไม่หาย
ความมืดมิดภายนอกตัวบ้านเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง คล้ายกับน้ำหมึกที่หยดลงในน้ำใสเพียงเล็กน้อยแล้วเจือจางลง ‘ราตรีตื้น’ มาเยือนแล้ว หรือก็คือ ‘เวลากลางวัน’ ได้มาถึงแล้ว
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเพียงแค่สภาพที่ดีกว่า ‘ราตรีลึก’ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยรวมแล้วทั่วทั้งฟ้าดินก็ยังคงปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ทัศนียภาพที่อยู่ห่างไกลออกไปไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ประตูลานบ้านถูกผลักออก ลู่เจ๋อมาแล้ว ร่างกายของเขากำยำล่ำสัน ใช้พลั่วตักหิมะที่ทับถมกันอยู่โยนไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว เพื่อเปิดทางเดินทอดยาวไปยังประตูบ้าน
ฉินหมิงเปิดประตูบ้านที่ถูกหิมะปิดตายออก ร้องเรียกพี่ลู่คำหนึ่ง
ลู่เจ๋อหิ้วถุงผ้าเรืองแสงใบหนึ่ง เทลงไปในอ่างหินท่ามกลางกองหิมะ กองหินสีแดงฉานร่วงหล่นลงมากระทบกันจนเกิดเสียงดังกังวานใส แสงสว่างสาดส่องทะลวงฝ่าความมืดมิด
นี่คือหินสุริยัน ชื่อของมันแฝงไว้ด้วยความหวังงดงามของผู้คนในยุคสมัยนี้ ในยามนี้มันกำลังสาดแสงสว่างไสวไปทั่วลานบ้าน
ลู่เจ๋อประหลาดใจ “เสี่ยวฉิน ดูเหมือนหน้าตาเจ้าจะดูสดใสขึ้นเยอะเลยนะ”
ฉินหมิงเชิญเขาเข้าไปในบ้าน เล่าอาการตามความจริงว่าตนเองไม่รู้สึกมึนงงอีกแล้ว คาดว่าคงจะหายดีในไม่ช้า
ลู่เจ๋อบอกว่าเขาดวงแข็ง ป่วยเป็น ‘โรคประหลาด’ จากในภูเขาก็ยังรอดชีวิตมาได้ นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ เขาเทก้อนหินเรืองแสงที่เหลืออยู่ในถุงผ้าลงไปในอ่างทองแดงภายในห้อง พริบตาเดียวทั่วทั้งห้องก็สว่างไสว
หินสุริยันนำมาจาก"บ่อน้ำพุเพลิง" แม้จะมีเปลวไฟลุกโชนสว่างไสว แต่อุณหภูมิก็ไม่ได้สูงไปกว่าอุณหภูมิร่างกายมนุษย์เท่าไหร่นัก และมันจะดับลงเองหลังจากผ่านไปหลายชั่วยาม ต้องนำกลับไปแช่ใน "บ่อน้ำพุเพลิง" เพื่อให้มันสะสมความร้อนใหม่
“รับไปสิ!” ลู่เจ๋อยื่นกล่องอาหารให้
ฉินหมิงป่วยหนักมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน เสบียงอาหารที่มีอยู่ก็หมดลงไปตั้งนานแล้ว ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากลู่เจ๋อล้วนๆ และเมื่อไม่นานมานี้เขาได้ยินเสียงโต้เถียงของสองสามีภรรยา ทำให้รู้ว่าสถานการณ์ของพวกเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก ในใจของเขาจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“รีบกินตอนที่ยังร้อนๆ เถอะ” ลู่เจ๋อเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ รู้จักทดแทนบุญคุณ ในตอนนั้นเขาเคยหลงทางอยู่ในป่าทึบมืดมิดไร้ขอบเขต ก็ได้ฉินหมิงที่ส่งเสียงเรียกชื่อของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชักนำให้เขากลับมาได้
เมื่อมองดูหมั่นโถวแป้งดำที่ร้อนกรุ่น ความหิวโหยอย่างรุนแรงก็ทำให้ฉินหมิงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย
“มัวยืนนิ่งอยู่ทำไม ร่างกายของเจ้ายังไม่หายดี หากทนหิวแล้วจะฟื้นฟูเรี่ยวแรงได้อย่างไรกัน หรือเจ้ายังเห็นข้าเป็นคนอื่นคนไกลอีก?” ลู่เจ๋อยัดกล่องอาหารใส่มือของเขาโดยตรง
“พี่ลู่!” ท้ายที่สุดฉินหมิงก็ไม่ได้เสแสร้ง เขาฉีกหมั่นโถวออกมาชิ้นหนึ่ง สัมผัสได้ถึงความหยาบกระด้าง ทว่าเขากลับสวาปามมันลงไปอย่างตะกละตะกลาม รู้สึกถึงรสชาติหอมหวานอบอวลไปทั่วทั้งปาก
“มีอะไรก็เรียกข้าได้เลยนะ” ลู่เจ๋อหันหลังเดินจากไป
เมื่อความหิวโหยจางหายไป ฉินหมิงก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก อาการไม่สบายต่างๆ ในร่างกายกำลังเลือนหายไป เขามั่นใจว่าอาการป่วยเรื้อรังกำลังจะหายไปแล้ว
เขาอยากจะออกไปสูดอากาศข้างนอก เดินเล่นสักหน่อย เขาผลักประตูลานบ้านออกไปที่ถนน อากาศหนาวเหน็บเป็นพิเศษ เวลาหายใจก็มีแต่กลุ่มหมอกสีขาวพ่นออกมาจากปากและจมูก
ราตรีตื้น หรือก็คือ ‘เวลากลางวัน’ ของยุคสมัยนี้ ทุกครัวเรือนต่างก็มีแสงเพลิงเรืองรองจากหินสุริยันสาดส่อง ถนนหนทางจึงพลอยมีแสงสว่างจางๆ ตามไปด้วย
“ฉินหมิงร่างกายของเจ้าไม่เป็นอะไรแล้วหรือ?” มีคนสังเกตเห็นเขา
"เสี่ยวฉิน ให้ข้าดูหน่อย" ยายโจวที่อยู่ถนนทิศเหนือคว้าตัวเขาไว้ มองซ้ายมองขวา ก็พบว่าสีหน้าของเขาดูดีขึ้นกว่าตอนที่พบกันครั้งก่อนมาก
ฉินหมิงยิ้มทักทาย บอกพวกชาวบ้านว่า ร่างกายใกล้จะหายเป็นปกติแล้วจริงๆ
ผู้คนที่อยู่ตรงทางแยกมีไม่มากนัก ล้วนเผยให้เห็นสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ถูก ‘โรคประหลาด’ เล่นงานยังสามารถรักษาให้หายขาดได้อีกหรือ?
“เสี่ยวฉินถึงแม้ว่าร่างกายจะดีขึ้นแล้วก็อย่าเพิ่งรีบร้อนออกไป ตอนนี้ข้างนอกอันตรายมากนะ” ยายโจวเตือน พลางมองออกไปยังฟ้าดินมืดมิดนอกหมู่บ้านที่ราวกับถูกสาดด้วยน้ำหมึก
เพื่อนบ้านคนอื่นๆ ก็มีใบหน้าอมทุกข์ การเก็บเกี่ยวในปีนี้ไม่ดีนัก ปัญหาขาดแคลนอาหารเป็นเรื่องใหญ่ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้คนคงจะอดตายกันหมด
ฉินหมิงสังเกตเห็นว่ายายโจวที่เคยมีท่าทางใจดีมีเมตตา ในยามนี้กลับมีใบหน้าที่ซีดเซียว ร่างกายผ่ายผอมจนบอบบาง ราวกับถูกลมพัดเพียงนิดเดียวก็พร้อมจะล้มพับลงไปได้
หลังจากคนอื่นๆ จากไปแล้ว ยายโจวก็ล้วงเอามันเทศแห้งสองสามชิ้นออกมาจากกระเป๋าอย่างระมัดระวัง แล้วยัดใส่มือของฉินหมิง
ฉินหมิงรีบดันกลับไปทันที หญิงชราอายุปูนนี้แล้ว แถมยังมีสีหน้าหิวโหย เขาจะกล้ารับเสบียงประทังชีวิตของนางมาได้อย่างไร?
แต่ละครอบครัวต่างก็ทำความสะอาดพื้นถนนบริเวณรอบๆบ้านของตนเองแล้ว แต่ก็ไม่ได้สะอาดหมดจดนัก ยังคงมีหิมะหลงเหลืออยู่ เมื่อเหยียบลงไปก็จะมีเสียงดังกุบกับ ฉินหมิงพ่นลมหายใจเป็นไอขาว ขณะเดินมุ่งหน้าต่อไป
เมื่อใกล้จะถึงท้ายหมู่บ้าน เขาก็หยุดฝีเท้าลง
บริเวณลานกว้างหน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง มีลานนวดข้าวขนาดเล็ก แพะภูเขาสีดำตัวหนึ่งที่สูงพอๆ กับช่วงไหล่ของผู้ใหญ่ กำลังลากโม่หินบดขยี้ข้าวสาลีกลายพันธุ์ที่ดูราวกับเม็ดเงินให้แตกละเอียด
ใช่ว่าทุกคนจะขาดแคลนอาหาร เห็นได้ชัดว่าครอบครัวที่อยู่ท้ายหมู่บ้านนี้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ไม่เลวนัก
ฉินหมิงจ้องมองแพะภูเขาสีดำตาเป็นมัน ตอนนี้แค่เรื่องปากท้องยังเป็นปัญหา ตัวเขาเองก็ไม่ได้กินเนื้อมานานมากแล้ว ช่างโหยหาเหลือเกินจริงๆ
แพะภูเขาสีดำค่อนข้างสูงใหญ่ เขาทั้งสองข้างหนาและแข็งแรง ท่าทางดูดุร้ายเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของฉินหมิงมันก็มีท่าทีตื่นตระหนก หางที่ชี้ตั้งขึ้นตกลงไปในทันที
“เสี่ยวฉินร่างกายฟื้นฟูแล้วหรือ? รอดพ้นจากภัยพิบัติใหญ่หลวงมาได้ ย่อมต้องมีโชคลาภตามมาในภายหลังแน่นอน” ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำล่ำสัน ไว้หนวดเคราเฟิ้ม ยืนอยู่ตรงประตูบ้าน คิดว่าฉินหมิงกำลังมองดูธัญพืชกลายพันธุ์ใต้โม่หิน นั่นก็คือข้าวสาลีเงินจึงเอ่ยปากขึ้น “คนในบ้านมีเยอะ กินก็เยอะ นี่ก็เป็นเสบียงอาหารชุดสุดท้ายของบ้านข้าแล้วเหมือนกัน”
“ลุงหยางเก่งกาจจริงๆ ในช่วงเวลาเช่นนี้ ยังสามารถดูแลครอบครัวใหญ่โตได้เป็นอย่างดี” ฉินหมิงหัวเราะ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางเชื่อหรอกว่าอีกฝ่ายจะเหลือข้าวสาลีเงินเพียงถุงเดียวเท่านั้น
หลังจากทักทายหยางหย่งชิงแล้ว เขาก็เดินไปจนถึงท้ายหมู่บ้าน
บ่อน้ำพุเพลิงอยู่ตรงหน้า สาดส่องบริเวณโดยรอบจนสว่างไสว
ที่แห่งนั้นใช้ก้อนหินเรียงซ้อนและล้อมรอบเอาไว้ ก่อตัวเป็นบ่อสี่เหลี่ยมขนาดความกว้างและยาวด้านละกว่าหนึ่งจั้ง(333 เซนติเมตร) ขอบหินสูงเพียงแค่หัวเข่า ภายในสาดแสงสีแดงฉานดุจเปลวเพลิง
ในฤดูพายุหิมะตกหนักเช่นนี้ แม้บ่อน้ำพุเพลิงที่อยู่ด้านในจะใกล้เหือดแห้ง ไม่เดือดพล่านพวยพุ่งขึ้นมาอีกแล้ว ทว่าก็ยังมีแสงเพลิงปกคลุมอยู่
ภายในบ่อมีต้นไม้อยู่สองต้น นี่คือที่มาของชื่อหมู่บ้านซวงซู่(ต้นไม้คู่)ต้นหนึ่งมีใบสีดำขลับ ส่วนอีกต้นหนึ่งมีใบสีขาวราวกับหิมะ ไม่ร่วงโรยแม้ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ