- หน้าแรก
- พลิกร้ายกลายเป็นดี หนีศึกชิงบัลลังก์
- พลิกร้ายกลายเป็นดี 025 ตัดกระดาษเป็นคน
พลิกร้ายกลายเป็นดี 025 ตัดกระดาษเป็นคน
พลิกร้ายกลายเป็นดี 025 ตัดกระดาษเป็นคน
พลิกร้ายกลายเป็นดี 025 ตัดกระดาษเป็นคน
ตรงกับเทศกาลซ่างหยวน ช่วงเวลาที่น้ำแข็งและหิมะละลาย เป็นช่วงที่หนาวเหน็บที่สุดของปี หนาวยิ่งกว่าตอนหิมะตกเสียอีก
ทว่าในเวลานี้ คนทั้งสองที่หน้าประตูใหญ่ตำหนักชิงจู๋กลับมีหัวใจที่รุ่มร้อน ไม่หวั่นเกรงความหนาวเหน็บรอบกาย
หญิงสาวผู้งดงามหมดจดเก็บสายตาที่ราวกับถูกไฟช็อตกลับไป พวงแก้มแดงระเรื่อ ก้มหน้ามองพื้นด้วยความขัดเขินเล็กน้อย
ในใจแอบตำหนิตนเองว่าไม่รู้จักธรรมเนียมมารยาท
นางเป็นถึงบุตรสาวอัครมหาเสนาบดี ทายาทปราชญ์บัณฑิต การอบรมสั่งสอนตั้งแต่เล็กไม่เคยสอนให้นางจ้องมองผู้อื่นตาไม่กะพริบเช่นนี้
มิใช่เพียงแค่นาง แม้แต่ลู่หมิงหยวนเองก็ถูกการสบตานี้ทำให้ทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เขาเบนสายตาหนีแล้วกระแอมไอเบา ๆ
บรรยากาศน่าอึดอัดอย่างยิ่ง อึดอัดจนนิ้วเท้าทั้งห้าของเขาจิกพื้นอย่างหมดหนทาง
หัวใจสาวน้อยของตาแก่อย่างข้า ทำไมถึงเริ่มเต้นตึกตักขึ้นมาได้นะ
ชาติก่อนเป็นชายแท้ดั่งเหล็กกล้าหมื่นปี เป็นเพียงทาสบริษัทบวกกับเครื่องจักรทำงานไร้ความรู้สึก ไม่เคยรู้เลยว่าอาการใจเต้นคืออะไร
และไม่มีเวลามามีความรักอะไรด้วย
“มัธยมต้นห้ามมีความรักก่อนวัยอันควร”
“มัธยมปลายห้ามมีความรักก่อนวัยอันควร”
“มหาวิทยาลัยอย่าให้ความรักกระทบการเรียน”
“แล้วทำไมเรียนจบทำงานแล้วแกถึงยังไม่แต่งงาน?”
โดยรวมแล้วก็เป็นสถานการณ์ประมาณนี้
แม้จะเคยดูตัวมาบ้างไม่กี่คน แต่ก็เป็นเพียงผู้หญิงที่ตีราคาค่าสินสอดอย่างชัดเจนเท่านั้น
ดังนั้น รักแรกพบมีอยู่จริงหรือ?
หากมีจริง ใครจะไปต้านทานไหวกันเล่า
ลู่หมิงหยวนสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามทำให้ตนเองสงบลง
ผลของ ‘พานพบดอกท้อ’ นี้ออกจะรุนแรงเกินไปหน่อยกระมัง ตนเองเกือบจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว
คำว่าราคะมีมีดปักอยู่บนหัว นี่คือพระสนมในวังหลัง ทางที่ดีควรข้องเกี่ยวให้น้อยที่สุด
“เอ่อ... โคมไฟให้เจ้า”
ลู่หมิงหยวนเป็นฝ่ายทำลายความเงียบงัน ยื่นโคมไฟให้กับหญิงสาวตรงหน้า
ฉีมู่เสวี่ยใช้มือทัดเส้นผมที่ถูกลมหนาวพัดจนยุ่งเหยิง สองมือรับกระดาษตัดรูปกระต่ายหยก แววตาเป็นประกายกล่าวว่า “ขอบคุณคุณชาย”
“คุณชายมีนามว่ากระไร พอจะบอกได้หรือไม่?”
ลู่หมิงหยวนยิ้มบาง ๆ ส่ายหน้า ไม่ได้เอ่ยวาจา หลังจากคืนโคมไฟให้แล้ว ก็ค่อย ๆ ปิดประตูลง
ฉีมู่เสวี่ยตะลึงงัน มุมปากขยับเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา นางถือโคมไฟเดินกลับไปยังบนหอตำหนัก
เหล่าองค์หญิงและท่านหญิงในชุดกระโปรงวังหลวงที่หรูหราซับซ้อนรอบกาย ต่างเล่นสนุกกันอย่างมีความสุข เสียงเจื้อยแจ้วดั่งนกขมิ้นนกนางแอ่น เสียงหัวเราะพูดคุยดังไม่ขาดสาย
แต่จิตใจของนางไม่ได้อยู่ที่งานโคมไฟอีกต่อไปแล้ว ทว่าเอาแต่คิดถึงคุณชายแปลกหน้าในวังลึกเมื่อครู่นี้
“เป็นอะไรไป มู่เสวี่ย? เก็บโคมไฟกลับมาได้หรือยัง”
“บอกแล้วว่าอย่าปล่อยไปทางทิศนี้ เจ้าก็ไม่เชื่อข้า”
องค์หญิงหนิงเล่อผู้มีหน้าตาหวานหยดสวมกระโปรงจีบสีเหลืองอ่อนเอ่ยขึ้นพร้อมทำแก้มป่องอยู่ด้านข้าง
ฉีมู่เสวี่ยได้สติกลับมา หันหน้าไปถามว่า “องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันขอถามเรื่องหนึ่ง”
“ถามมาสิ เรื่องอะไร”
ฉีมู่เสวี่ยแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย “ตำแหน่งวังลึกทางด้านนั้น ผู้ที่อาศัยอยู่คือใครหรือเพคะ?”
“เขาหรือ...”
บนใบหน้าขององค์หญิงหนิงเล่อปรากฏสีหน้ารังเกียจ ดูเหมือนจะไม่ชอบหน้าคนผู้นี้เท่าไรนัก
“เจ้าต้องรู้จักแน่ จอมเสเพลอันดับหนึ่งแห่งเมืองจักรพรรดิ องค์ชายหกลู่หมิงหยวน เพียงแต่ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยเจอเขาเท่านั้นเอง”
“ทำไมหรือ เจ้าเจอเขาแล้ว?” องค์หญิงหนิงเล่อถาม
ฉีมู่เสวี่ยพยักหน้าเบา ๆ “เพคะ”
องค์หญิงหนิงเล่อแค่นเสียงเบา ๆ กล่าวว่า “เจ้านั่นนิสัยแย่มาก วีรกรรมของเขาเจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ถูกขังอยู่ในตำหนักเย็นก็สมควรแล้ว อย่าไปสนใจเขาเลย เจ้าเป็นถึงยอดหญิงอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองจักรพรรดิ เป็นทายาทปราชญ์ เจ้านั่นแม้แต่จะหิ้วรองเท้าให้เจ้ายังไม่คู่ควรเลย”
“ทราบแล้วเพคะ”
ใบหน้าของฉีมู่เสวี่ยกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
แต่ในความเป็นจริง ขณะมองไปยังทิศทางของตำหนักชิงจู๋ แววตากลับแฝงไว้ด้วยความครุ่นคิดบางอย่าง
อีกด้านหนึ่ง
ลู่หมิงหยวนปิดประตูลงอีกครั้ง ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ไม่ข้องเกี่ยวกับบุญคุณความแค้น ห้ามหมายปองผู้หญิงของเสด็จพ่อเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากถูกผู้ไม่หวังดีจับจุดอ่อนได้ เขาคงตายแน่
ต่อให้ตนเองจะมักมากในกามเพียงใด ก็ไม่อาจคิดไม่ซื่อกับสนมของเสด็จพ่อได้กระมัง
เกี้ยวพาราสีสนมวังหลัง มีแต่ตายสถานเดียว
เพิ่งนั่งลงได้ไม่นาน เงยหน้าขึ้นก็เห็นนักพรตหญิงอวิ๋นชิงเหอลงมาจากต้นไม้
กำลังแหงนหน้ามองโคมไฟนับร้อยนับพันบนผืนฟ้า แววตาเหม่อลอย
โคมไฟนับไม่ถ้วน ดอกไม้ไฟดั่งฝนดาว
ภาพฉากเช่นนี้ อยู่บนเขาคงไม่มีทางได้เห็น
“ลมบูรพาพัดผ่านบุปผาบานพันต้น พัดพาฝนดาวร่วงหล่นลงมา”
เวลานั้น ลู่หมิงหยวนเดินเข้ามาใกล้ แล้วเอ่ยบทกวีขึ้นช้า ๆ
อวิ๋นชิงเหอหันมามองเขา “บทกวีนี้คล้องจองดี เจ้าเป็นคนแต่งหรือ?”
“ไม่ใช่ เป็นกวีนักรบท่านหนึ่งแต่งไว้ ข้าแค่รู้สึกว่าบทกวีนี้เข้ากับบรรยากาศ เลยท่องออกมาเท่านั้น”
อวิ๋นชิงเหอครุ่นคิดครู่หนึ่ง “กวีนักรบ บำเพ็ญทั้งมรรคยุทธ์และมรรคปราชญ์ หรือจะเป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน”
ลู่หมิงหยวนได้ยินดังนั้นก็อดอมยิ้มไม่ได้ ถามกลั้วหัวเราะว่า “เจ้าไม่สนใจเรื่องทางโลกมิใช่หรือ?”
บนฝ่ามือของอวิ๋นชิงเหอปรากฏนกกระเรียนกระดาษขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ “ข้าแค่รู้สึกว่าวิธีการทำโคมไฟเหล่านี้ คล้ายคลึงกับวิชาของสำนักเต๋าเราอยู่บ้าง”
เมื่อถ่ายทอดพลังเวทเข้าไป นกกระเรียนกระดาษก็ราวกับมีชีวิต มันบินขึ้นมาจริง ๆ !
ขยับปีกบินมุ่งหน้าสู่ท้องนภา
ลู่หมิงหยวนอ้าปากค้าง เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงว่านางจะมีความสามารถเช่นนี้ด้วย
อวิ๋นชิงเหอเห็นปฏิกิริยาของเขา ก็ยิ้มบาง ๆ “จะแสดงกลให้ดูอีกอย่าง”
กล่าวจบ นางก็สะบัดแขนเสื้อกว้าง ปลายนิ้วปรากฏกระดาษยันต์สีเหลืองปึกหนึ่ง
สองนิ้วชิดกัน ใช้นิ้วกระบี่วาดลวดลายลงบนกระดาษ ปราณเต๋าสีเขียวใสกระจ่างกลุ่มนี้ คือพลังเวทบริสุทธิ์ของผู้บำเพ็ญเต๋า
ไม่นานนัก รูปคนตัวเล็กรูปร่างหยาบ ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนกระดาษ
“ปราณรวมตัวก่อเกิดภูต ภูตจำแลงกลายเป็นหมื่นเทพ”
อวิ๋นชิงเหอร่ายมนต์เต๋าไปพลาง สะบัดกระดาษเหลืองไปพลาง
ไม่ช้าตุ๊กตากระดาษที่ดูเหมือนจริงเหมือนเท็จก็กระโดดลงมาจากกระดาษ จัดแถวเป็นวงกลม วิ่งวนรอบตัวลู่หมิงหยวนไปมา
มีบางตัวกระโดดโลดเต้นอยู่บนหัวของเขา และยังมีตัวที่ดึงหูเขาด้วย
ลู่หมิงหยวนดีดตุ๊กตากระดาษสีเหลืองบนหูออกไป สีหน้าเปลี่ยนจากตกตะลึงเป็นอยากรู้อยากเห็น ถามว่า
“นี่คือกลอะไร?”
อวิ๋นชิงเหอมีท่าทีภูมิใจเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด ยิ้มจาง ๆ กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่กล แต่เป็นอิทธิฤทธิ์สำนักเต๋าของข้า เรียกว่าตัดกระดาษเป็นคน นี่เป็นเพียงวิธีใช้ที่ง่ายที่สุดเท่านั้น”
“ที่แท้ก็เป็นวิชามรรค”
ลู่หมิงหยวนพยักหน้าช้า ๆ รู้สึกว่าวิชาสำนักเต๋า...ตัดกระดาษเป็นคน มีความคล้ายคลึงกับตุ๊กตาเทาเที่ยโลหิตของเขาอย่างน่าประหลาด
เพียงแต่วิชาตัดกระดาษเป็นคนไม่ได้เปลี่ยนได้แค่คน แต่ยังเปลี่ยนเป็นสิ่งของต่าง ๆ ได้สารพัด จะจำแลงเป็นมังกรหรือเจียวก็ไม่ใช่ปัญหา ถึงขั้นสามารถใช้จัดค่ายกล หลอมโอสถ หรือเฝ้าประตูได้
หากนำเทคนิคทั้งสองวิชามารวมกัน ไม่แน่ว่าอาจจะจุดประกายอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาก็ได้?
“ข้าเรียนได้ไหม?”
ลู่หมิงหยวนเงยหน้าถาม
อวิ๋นชิงเหอมองเขาแวบหนึ่ง ครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ได้น่ะมันก็ได้ แต่เจ้าไม่มีพลังเวท จะขับเคลื่อนตุ๊กตากระดาษอย่างไรเล่า?”
“ข้าอยากลองดู”
ลู่หมิงหยวนดื้อดึงอย่างหาได้ยาก กล่าวอย่างไตร่ตรองรอบคอบ
“ก็ได้ ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนที่ข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งหลายวัน”
อวิ๋นชิงเหอก็นับว่าใจกว้าง ไม่ได้ปฏิเสธ ปลายนิ้วหยกแตะเบา ๆ ที่กลางหว่างคิ้วของลู่หมิงหยวน
มีแสงสีขาวจาง ๆ อบอวลขึ้นมา
เพียงชั่วพริบตาเดียว ลู่หมิงหยวนก็พบว่าในสมองมีมีความทรงจำเกี่ยวกับที่มา เคล็ดลับการสร้าง และวิธีใช้อิทธิฤทธิ์ตัดกระดาษเป็นคนเพิ่มขึ้นมามากมาย
ราวกับใช้มีดแกะสลักขวานเจาะฝังแน่นอยู่ในสมอง
แต่เขามองปราดเดียวก็ดูออก
นี่เป็นฉบับลดทอน อีกฝ่ายไม่ได้ถ่ายทอดอิทธิฤทธิ์ขั้นสูงล้ำลึกอะไรให้ แต่ให้ฉบับตุ๊กตากระดาษพื้นฐานแก่เขา
เป็นไปได้ว่าฉบับขั้นสูงอาจเกี่ยวข้องกับความลับของสำนักเต๋า ไม่สามารถถ่ายทอดให้คนนอกได้
แต่สำหรับเขาแล้ว ก็นับว่าเพียงพอต่อการใช้งาน