- หน้าแรก
- พลิกร้ายกลายเป็นดี หนีศึกชิงบัลลังก์
- พลิกร้ายกลายเป็นดี 018 ชมหิมะยามราตรีตระหนักรู้อายุวัฒนะ
พลิกร้ายกลายเป็นดี 018 ชมหิมะยามราตรีตระหนักรู้อายุวัฒนะ
พลิกร้ายกลายเป็นดี 018 ชมหิมะยามราตรีตระหนักรู้อายุวัฒนะ
พลิกร้ายกลายเป็นดี 018 ชมหิมะยามราตรีตระหนักรู้อายุวัฒนะ
ค่ำคืนอันโดดเดี่ยวค่อย ๆ ล่วงเลย หิมะตกหนักปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า ลู่หมิงหยวนอยู่ ณ ภูเขาด้านหลังตำหนักเย็น เขากำลังรวบรวมสมาธิเพื่อทำความเข้าใจวิชาดาบอัคคีโหมกระบวนท่าสุดท้าย ปราณพลังสีแดงฉานแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หิมะยังไม่ทันร่วงหล่นลงบนบ่า กลับถูกปราณพลังที่บิดเบี้ยวในอากาศหลอมละลายไปเสียแล้ว
เสียงตวัดดาบแหวกอากาศดังขึ้นไม่ขาดหู ฤทธิ์ดาบพุ่งทะยาน ปราณดาบที่ถูกกระตุ้นออกมา เพียงพริบตาก็ฟาดฟันโขดหินภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะสูงเท่าคนสามคนจนขาดเป็นสองท่อน จิตใจของเขาราวกับจมดิ่งลงไปในนั้นจนหมดสิ้น ไม่รับรู้สิ่งภายนอกอีกต่อไป เวลาตลอดทั้งบ่าย เขาได้ทุ่มเทศึกษาอย่างลึกซึ้ง หวังอาศัย ‘มังกรเร้นกาย’ เพื่อบำเพ็ญวิชาดาบให้ถึงระดับระยะสมบูรณ์
ในตอนนี้เขาครอบครองชะตา ‘นักรบ’ ‘ใจบริสุทธิ์’ สามารถทำให้ความคืบหน้าในการฝึกยุทธ์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ย่อมรวมถึงการฝึกดาบด้วยเช่นกัน สำหรับความเชี่ยวชาญในการใช้ดาบ ก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ในเวลานี้ เบื้องหน้าของลู่หมิงหยวนพลันปรากฏตัวอักษรแถวหนึ่งขึ้นมา
[เจ้าของชะตาหลบหลีกอานุภาพของตำหนักฉางเล่อ หลบเลี่ยงภัยพิบัติ]
[ดวงชะตาสีส้มจักรพรรดิ-มังกรติดจั่นในห้วงลึก ระดับการหลอมกลั่นเพิ่มขึ้นเป็น 12%]
[ระดับการหลอมกลั่นบรรลุ 12% ได้รับคุณลักษณะ ‘มังกรเร้นกาย’ (ระดับกลาง)]
“มังกรเร้นกาย (ระดับกลาง) : มังกรเร้นกาย อย่าแพร่งพรายอิทธิฤทธิ์ ปราณหยางซ่อนเร้น ช่วยเหลือการบำเพ็ญ ความเข้าใจเพิ่มขึ้นสามเท่า”
“ระดับการหลอมกลั่นเพิ่มขึ้นถึง 4% เชียวหรือ?”
ลู่หมิงหยวนประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ตราบใดที่ตนเองยังคงสามารถหลบเลี่ยงภัยพิบัติและดูดซับโชคชะตาได้ ระดับการหลอมกลั่นของ ‘มังกรติดจั่นในห้วงลึก’ ก็จะสามารถเพิ่มขึ้นได้ การผ่านพ้นภัยพิบัติหนึ่งครั้งจะการันตีที่ 4%
ภายในห้วงสมองมีความรู้สึกเย็นสบายเพิ่มขึ้นมาขุมหนึ่ง ทุกสิ่งเบื้องหน้าล้วนสว่างไสวขึ้นมาก แม้กระทั่งยามมองดูป่าไผ่หิมะแห้งเหี่ยวข้างกาย ก็ยังแตกต่างไปจากปกติ
มองภูเขาไม่ใช่ภูเขา มองสายน้ำไม่ใช่สายน้ำ
นี่คือระดับขั้นหนึ่งในนิกายเต๋า
ว่ากันว่าบรรดาศิษย์ตระกูลเซียนที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศ ผู้บำเพ็ญกระบี่สายสืบทอดมรรค ยามที่ได้เห็นสรรพสิ่งในธรรมชาติ หรือร่องรอยกระบวนท่าที่ผู้ยิ่งใหญ่และเซียนทิ้งเอาไว้ ล้วนสามารถบรรลุฉับพลันและได้รับผลเก็บเกี่ยว
หิมะยังคงตกหนัก ในสายตาของลู่หมิงหยวน กลับกลายเป็นอีกรูปลักษณ์หนึ่ง
ชาติก่อนไม่เคยเผชิญกับหิมะตกหนักเช่นนี้มาก่อน และคงไม่อยู่ตัวคนเดียวในคืนวันสิ้นปี ร่ายรำดาบอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะ หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน คงจะได้รับโทรศัพท์จากพ่อแม่ในวันเหมายัน คืนวันส่งท้ายปีเก่าคงนั่งแทะแอปเปิลอยู่คนเดียวในอพาร์ตเมนต์ หรือไม่ก็รีบกลับบ้านไปช่วงปีใหม่สักสองสามวัน กินข้าวคืนข้ามปีสักสองสามมื้อ
เรื่องราวเหล่านั้น ล้วนเป็นดั่งความฝันตื่นหนึ่ง คงไม่อาจหวนกลับไปได้อีกแล้ว
บางที นี่คงเป็นความรู้สึกของการเป็นคนแปลกหน้าในต่างแดนกระมัง
ทั้งที่เป็นสายลมหนาวเหน็บเสียดกระดูก แต่เมื่อพัดกระทบลู่หมิงหยวน เขากลับไม่รู้สึกหนาวเลย
ความเร็วในการร่วงหล่นของเกล็ดหิมะในสายตาเริ่มเชื่องช้าลง เกล็ดหิมะที่ใสกระจ่างดุจคริสตัลตกลงบนพื้น แล้วก็จับตัวแข็งอยู่อย่างเงียบ ๆ เช่นนั้น
ในเมื่อมันมาเยือนโลกใบนี้ ย่อมหมายความว่าจะต้องนำพาอุณหภูมิทั้งหมดของโลกจากไป ยามจากไปก็ไม่นำพาสิ่งสกปรกใดติดตัวไปด้วยแม้แต่น้อย
คนเราก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อเกิดมาบนโลกใบนี้แล้ว ก็ต้องพยายามเปล่งประกายแสงที่เจิดจรัสที่สุดออกมาให้สุดกำลัง แม้จะต้องตายไป ก็ไม่มีความเสียใจใด ๆ การทิ้งร่องรอยของตนเองไว้บนโลก จะมิใช่การมีอายุวัฒนะรูปแบบหนึ่งหรือ
ยิ่งไปกว่านั้นยังมี ‘พระสูตรอุกกาบาตสวรรค์เทาเที่ยโลหิต’ อยู่ อายุขัยก็ไม่น่าจะมีปัญหามากนัก
จากบทกลืนกินวิปริต บทสัมผัส บทวิญญาณก่อกำเนิด และบทจอมเทพ สามารถคาดการณ์ได้ว่า มันสามารถกลืนกินสรรพสิ่งได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในนั้นก็รวมถึงอายุขัยด้วย
วินาทีนี้ เกล็ดหิมะในสายตาของลู่หมิงหยวนราวกับหยุดนิ่ง
เขาเริ่มตวัดดาบยาวไปตามทิศทางที่หิมะปลิวว่อนอย่างตามใจชอบ ไม่คำนึงถึงกระบวนท่า และไม่จำเป็นต้องสนใจจังหวะ
ราวกับนักเต้นรำคนหนึ่ง เพียงแค่แสดงออกอย่างบริสุทธิ์ใจก็พอ
การตวัดดาบก็เช่นกัน รวดเร็วดุจอัสนีบาต ออกดาบไร้รูปลักษณ์ ฟาดฟันดั่งดาวตก
วิทยายุทธ์ในใต้หล้า ความเร็วคือสิ่งที่ไม่พ่ายแพ้ หากต้องการก้าวหน้าในวิชาดาบไปอีกขั้น ทำได้เพียงสืบสาวไปถึงต้นกำเนิดของมัน
ดาบ คืออาวุธมีคม
รวดเร็วและเหี้ยมโหด เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว
ลู่หมิงหยวนตวัดดาบฟาดฟันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะจับแบบปกติ จับแบบกลับด้าน หรือจับแบบครึ่งเดียว ไม่ว่าอย่างไร ล้วนมีเพียงคำเดียวคือ เร็ว
ค่อย ๆ ปราณพลังมรรคยุทธ์สีแดงได้ก่อตัวเป็นอานุภาพไร้รูปลักษณ์ขุมหนึ่งบนร่างของเขา
เมื่ออานุภาพควบแน่น ในอากาศก็ปรากฏเสียงอสนีบาตแหวกอากาศดังขึ้นเป็นระลอก เหยียบย่ำหิมะที่ทับถมจนแหลกสลาย ป่าไผ่ผืนใหญ่โดยรอบพังทลายลงเพราะเหตุนี้
นี่ก็คือฤทธิ์ดาบอัสนีเหมันต์ของข้าเอง
หลังจากร่ายรำจบหนึ่งชุด เก็บดาบเข้าฝัก ลู่หมิงหยวนคิดเช่นนี้
ความเข้าใจสามเท่า นี่มันท้าทายสวรรค์เกินไปแล้ว
ลู่หมิงหยวนสัมผัสได้ถึงสรรพคุณของการเพิ่มความเข้าใจเป็นเท่าตัวอย่างลึกซึ้ง มันสามารถทำให้ตนเองทำความเข้าใจฤทธิ์ดาบได้ล่วงหน้า หากยังคงเลื่อนขั้นต่อไป ก็ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นเช่นไร
ด้วยความตื่นเต้น เขาเตรียมตัวกลับไปยังโถงชิงจู๋
ทว่า ยามที่เขาเดินผ่านลานหิมะอันขาวโพลนและกว้างใหญ่ไพศาล
บนท้องฟ้าพลันปรากฏดาวตกสีครามสายหนึ่ง งดงามตระการตาราวกับแสงออโรร่า
ยังไม่ทันที่เขาจะได้มองดูให้เต็มตา ดาวตกก็หม่นแสงลง เงาร่างหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
สตรีผู้หนึ่งสวมชุดสีครามงดงามดั่งภาพวาด เกล้าผมมวยสูง เอวคอดกิ่ว ร่วงหล่นลงมากลางลานหิมะ ในมือถือกระบี่ยาวไร้นามที่ใสกระจ่างและเงียบสงบ มืออีกข้างกุมหน้าอก ภายใต้แขนเสื้อสีครามเผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียดรำไร ชุดนักพรตตัวใหญ่ไม่อาจปิดบังเรือนร่างอันอรชรของนางได้
ดวงตางดงามอันเย็นชาของนางเห็นลู่หมิงหยวนอย่างชัดเจน แววตาเผยจิตสังหาร กัดริมฝีปากแน่น ตวัดกระบี่พุ่งไปข้างหน้า คล้ายต้องการฆ่าปิดปาก
รูม่านตาของลู่หมิงหยวนหดเกร็งเล็กน้อย เขาชักดาบออกมารับมือทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ฤทธิ์ดาบอัสนีเหมันต์
เรียนรู้ปุ๊บก็เอามาใช้ปั๊บ
น่าเสียดายที่ไม่ได้ยินเสียง “เคร้ง” ดังขึ้นมา
ฟาดดาบออกไป ยังไม่ทันโดนตัวคน อีกฝ่ายก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้นแล้ว กระบี่ยาวก็ร่วงหล่นลงพื้นเช่นกัน ทำให้ลู่หมิงหยวนฟันพลาดไป
ลู่หมิงหยวนจะปล่อยโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนี้ไปได้อย่างไร เขาถือดาบก้าวไปข้างหน้า เล็งไปที่หัวใจแล้วแทงดาบลงไป!
“เคร้ง!”
น่าเสียดายที่ดาบนี้กลับถูกแสงสีทองคุ้มครองบนร่างของสตรีผู้นั้นสะท้อนกลับ ลู่หมิงหยวนทั้งร่างถูกกระแทกจนปลิวออกไป
ดาบพกปักลงบนพื้น
ยันต์ที่ดูราวกับอักขระลูกอ๊อดสีดำปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของสตรีผู้นั้น แล้วก็สลายหายไปอย่างเงียบงัน
“ตัวอะไร?”
ลู่หมิงหยวนลุกขึ้นนั่งจากพื้น เกาหลังศีรษะ รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
เมื่อเห็นการแต่งกายด้วยชุดนักพรตของสตรีชุดคราม ก็กล่าวอย่างไม่เข้าใจว่า
“นักพรตหญิงมาจากไหนกัน?”
เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย สตรีชุดครามก็กระอักเลือดออกมาอีกคำ ย้อมลานหิมะสีขาวโพลนจนแดงฉาน ดวงตาของนางเย็นชา ดึงปิ่นปักผมบนศีรษะออก เส้นผมสีเงินดุจหิมะพลันสยายลงมาราวกับน้ำตกในชั่วพริบตา
นางกำปิ่นปักผมไว้แน่น แล้วพุ่งเข้าแทงลู่หมิงหยวนอีกครั้ง
น่าเสียดายที่ยังคงก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว ราวกับออกแรงมากเกินไป โลหิตปราณตีกลับ ทั้งร่างล้มพับลงกับพื้น
ลู่หมิงหยวนสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่ได้ผลีผลามเข้าไปตรวจสอบ แต่กลับวิ่งเข้าไปในโถงชิงจู๋เพื่อเรียกจื่ออวิ๋นมา
“ฝ่าบาท เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ?”
“มีคนจะฆ่าข้า”
ครึ่งก้านธูปต่อมา จนกระทั่งหิมะตกหนักปกคลุมร่างของสตรีผู้นั้น ลู่หมิงหยวนจึงกลับมาอีกครั้ง
“ฝ่าบาท นี่คือสตรีไม่ทราบที่มาที่พระองค์ตรัสถึงหรือเพคะ?”
“ใช่”
จื่ออวิ๋นก้าวไปข้างหน้า ตรวจสอบลมหายใจของสตรีชุดคราม หันหน้ามากล่าวว่า “ยังมีลมหายใจเพคะ”
ลู่หมิงหยวนจึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อพิจารณาใบหน้าของสตรีชุดคราม
ดวงตาหลับสนิท ขนตายาวงอน คิ้วใบหลิวเรียวยาวเป็นอย่างยิ่ง มุมปากบางเฉียบไร้สีเลือด หน้าอกมีเลือดไหลริน เนื้อตัวเละเทะ พวงแก้มซีดเผือด ผมสีหิมะดุจน้ำตก แต่ก็ยังไม่ลดทอนความงดงามอันเป็นเลิศของนางลงได้
จื่ออวิ๋นเอ่ยถาม “ฝ่าบาท จะจัดการอย่างไรดีเพคะ?”
“หั่นศพเผาให้เกลี้ยง แล้วก็ฝังซะ”
ลู่หมิงหยวนถอยหลังไปหนึ่งก้าว ปัดหิมะที่เกาะอยู่บนตัว สั่งการด้วยท่าทีสงบนิ่ง
กล่าวจบ เขาก็ไพล่มือไว้ด้านหลัง แล้วเดินเข้าไปในโถงใหญ่อย่างช้า ๆ
“แต่ฝ่าบาท นางดูเหมือนจะเป็นคนของนิกายเต๋า บนตัวยังมีเหรียญตราเชิญของตำหนักฉางเล่อ ดูเหมือนจะมีที่มาไม่ธรรมดา หากตายอยู่ที่นี่ พวกเราจะถูกเอาผิดหรือไม่เพคะ?”
จื่ออวิ๋นค้นดูของติดตัวของสตรีชุดคราม แล้วเอ่ยถามเช่นนี้
นางปรนนิบัติองค์ชายหกมานานเพียงนี้ ไม่มากก็น้อยย่อมรู้ถึงนิสัยของเขา ว่าเป็นคนที่ระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะตัดสินใจมักจะคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นนางจึงได้ถามเพิ่มอีกประโยค
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่หมิงหยวนก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
รู้สึกว่าคนผู้นี้เป็นตัวปัญหาใหญ่
เวลานี้ กระดองเต่าลิ่วเหยาในห้วงสมองก็เปล่งประกาย แยกออกเป็นแสงสองสาย
[ลานหิมะในพระราชวัง พบนักพรตหญิงผมขาว ภายในซ่อนเร้นข้อพิพาทสามศาสนา ความวุ่นวายของมวลมังกร ภัยพิบัติและโชคลาภอิงอาศัยกัน]
จากนั้น ภาพลักษณ์คำทำนายสองสายก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา
[คำทำนายมงคลเส้นกลาง ช่วยชีวิตนักพรตหญิง โชคลาภสามารถปกปิดกลไกสวรรค์ มีวาสนาเป็นของตนเอง สามารถยืมความสะดวกของนิกายเต๋า เฝ้ามองมวลมังกรหยอกล้ออย่างสงบ ไม่เข้าสู่ความวุ่นวาย ได้รับดวงชะตาสีคราม (ชะตาพานพบดอกท้อ) มงคลระดับกลาง!]
[คำทำนายอัปมงคลเส้นกลาง ปล่อยปละละเลย นักพรตหญิงตัวตายมรรคร่วงหล่น ถลำลึกเข้าสู่ข้อพิพาทสามศาสนา ภัยพิบัติมวลมังกร ถูกนิกายเต๋าหวาดระแวง ดึงดูดความสนใจจากหลายฝ่าย อัปมงคลระดับกลาง!]