เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 ต้นกำเนิดวิชาอาคม แนวคิดการปฏิรูป

บทที่ 30 ต้นกำเนิดวิชาอาคม แนวคิดการปฏิรูป

บทที่ 30 ต้นกำเนิดวิชาอาคม แนวคิดการปฏิรูป


บทที่ 30 ต้นกำเนิดวิชาอาคม แนวคิดการปฏิรูป

หลังจากไล่หัวหน้าเผ่ากลับไปได้ เสิ่นช่านก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก

เห็นหัวหน้าเผ่าเหนื่อยสายตัวแทบขาดขนาดนั้น สู้เขาเป็นแค่ผู้ดูแลศาลบรรพชน ได้กินอิ่มนอนหลับสบายๆ แล้วก็ทำตัวเป็นผู้อาวุโสคอยชี้นิ้วสั่งอยู่เบื้องหลัง ไม่ดีกว่าหรือไง?

ช่วงนี้เขาแทบจะไม่ได้ทำพิธีเซ่นไหว้บรรพชนเลย

ไม่ใช่ว่าคนในเผ่าไม่เคารพบรรพชนหรอกนะ แต่เป็นเพราะสถานการณ์มันบังคับ เผ่าต่างๆ ในละแวกนี้ล่มสลายกันหมด สัตว์อสูรก็แทบจะไม่เหลือให้ล่า

พวกแมลงพาหะมันไม่เลือกหน้าหรอกนะ จะคนหรือสัตว์อสูรมันก็ซัดเรียบเหมือนกันหมด

"อาช่าน เจ้าไม่อยากเป็นหัวหน้าเผ่าจริงๆ เหรอ?"

เสิ่นช่านลุกขึ้นเดินไปที่เตาไฟ แล้วรินยาต้มให้หั่วเสียนชามหนึ่ง

"ท่านอาจารย์ เป็นหัวหน้าเผ่ามันมีอะไรดีล่ะ ท่านดูสิว่าท่านอาหั่วถังเหนื่อยขนาดไหน ข้าขอเป็นคนคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังแบบนี้แหละดีแล้ว"

หลังจากผ่านพ้นโรคระบาดมา สุขภาพของหั่วเสียนก็ดูจะแย่ลง เขามักจะมีอาการไออยู่บ่อยๆ

"อาถังน่ะเหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ" หั่วเสียนพยักหน้าเห็นด้วย "โรคระบาดครั้งนี้ทำเอาเขาเหนื่อยทั้งกายและใจ เพียงแต่เขาไม่ได้แสดงความอ่อนแอให้คนในเผ่าเห็นก็เท่านั้นเอง"

อย่าว่าแต่หั่วถังเลย ขนาดตัวหั่วเสียนเองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี เจอโรคระบาดครั้งนี้เข้าไปก็ยังอกสั่นขวัญแขวนไม่หาย

ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน แถมยังไม่มีบันทึกหรือประสบการณ์จากบรรพบุรุษให้เรียนรู้ ทุกวันผ่านไปด้วยความหวาดผวา ไม่รู้ว่าวันๆ หนึ่งเขาต้องสวดอ้อนวอนขอให้บรรพชนคุ้มครองไปกี่รอบต่อกี่รอบ

หลังจากรอให้หั่วเสียนดื่มยาและนอนหลับไปแล้ว เสิ่นช่านก็หอบม้วนหนังสัตว์กองโตกลับมาที่ถ้ำของตัวเอง

ม้วนหนังสัตว์ที่หั่วซานขนกลับมามีเยอะมาก เขาต้องค่อยๆ ทยอยอ่านและคัดแยกไปทีละม้วน ตอนนี้อ่านไปได้เกินครึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอเบาะแสอะไรที่เกี่ยวกับวิชาอาคมเลย

เสิ่นช่านไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมากนัก เขาเคยคุยเรื่องนี้กับหั่วเสียนแล้ว

เผ่าจื้อเหยียน รวมไปถึงเผ่าอื่นๆ ในละแวกนี้ พูดง่ายๆ ก็คือเกิดจากการรวมตัวกันของผู้รอดชีวิตจากเผ่าที่ล่มสลาย และพวกคนป่าเถื่อนร่อนเร่นั่นแหละ

เหมือนกับอุทกภัยและโรคระบาดครั้งใหญ่นี้ ที่ทำให้เผ่าต่างๆ รอบๆ ล่มสลายไปจนหมด

ผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ ก็จะรวมตัวกันก่อตั้งเผ่าใหม่ขึ้นมา เพื่อครอบครองพื้นที่รกร้างว่างเปล่าแห่งนี้ต่อไป

เมื่อสามร้อยปีก่อน ตอนที่เผ่าจื้อเหยียนเพิ่งก่อตั้งขึ้นมา สถานการณ์ก็คงไม่ต่างจากตอนนี้เท่าไหร่นัก

เผ่าที่ถูกสร้างขึ้นมาแบบจับฉ่ายแบบนี้ จะไปมีรากฐานความรู้หรือของวิเศษอะไรสืบทอดมาได้ล่ะ ต่อให้อยู่รอดมาได้ถึงสามร้อยปี ก็ทำได้แค่ประคองตัวให้อยู่รอดไปวันๆ เท่านั้นแหละ

เสิ่นช่านไล่เปิดดูม้วนหนังสัตว์ทีละม้วนๆ จนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง

ในที่สุด เขาก็หยิบม้วนหนังสัตว์เก่าๆ ที่ขนหลุดร่วงจนเกลี้ยงม้วนหนึ่งขึ้นมา ดวงตาของเขาเบิกกว้างเป็นประกาย ในที่สุดก็เจอจนได้!

ถึงแม้มันจะไม่ใช่วิชาอาคมโดยตรง แต่มันก็มีบันทึกที่เกี่ยวกับวิชาอาคมอยู่

วิชาอาคมก็เหมือนกับวิถีวรยุทธ์นั่นแหละ ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์อสูร เพียงแต่วิชาอาคมนั้นมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่ทรงพลังกว่ามาก

สัตว์อสูรกลายพันธุ์เหล่านี้ มักจะมีพลังพิเศษบางอย่างแฝงอยู่ อย่างเช่นเจ้านกประหลาดฉีจ่งนั่น ที่มีแสงสีขาวบนขนคอยสลายแรงกระแทกจากอาวุธได้

และพลังพิเศษเหล่านี้ ดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกับความลึกล้ำบางอย่างของฟ้าดิน

การจะบอกว่าบรรพบุรุษเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นผู้ 'คิดค้น' อักขระอาคมขึ้นมาจากการเฝ้าสังเกตสัตว์อสูรกลายพันธุ์และความลึกล้ำของฟ้าดิน อาจจะดูเป็นการยกย่องเกินจริงไปหน่อย อันที่จริงน่าจะเรียกว่าเป็นการ 'ค้นพบ' และ 'จำลอง' อักขระที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ให้ออกมาในรูปแบบของตัวอักษรมากกว่า

อักขระอาคมก็คือตัวอักษรพื้นฐาน ที่สามารถนำมาประกอบกันเป็นวิชาอาคมรูปแบบต่างๆ ได้

นอกจากนี้ วิธีการสืบทอดวิชาอาคมก็แตกต่างจากที่เสิ่นช่านเคยคิดไว้

มันไม่ได้แพร่หลายทั่วไปเหมือนวิชาหมัดวัวขุย ที่หลายๆ เผ่าก็สามารถฝึกได้ เนื่องจากการทำความเข้าใจวิชาอาคมนั้น ต้องอาศัยการสังเกตจากสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละเผ่า วิชาอาคมที่สืบทอดมาจึงมีความเป็นเอกเทศและมักจะถูกเก็บงำไว้เป็นความลับของเผ่า

ลักษณะแบบนี้ ทำให้เสิ่นช่านนึกถึงนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เขาเคยอ่านในชาติก่อน เกี่ยวกับตระกูลใหญ่ในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ที่มักจะมีตำราคัมภีร์ประจำตระกูลเป็นของตัวเอง

เช่น ตระกูลหยวนแห่งหรู่หนาน สืบทอดคัมภีร์ 'เมิ่งซื่ออี้' ควบคู่กับ 'ซั่งซู' ส่วนตระกูลหยางแห่งหงหนง ก็เชี่ยวชาญคัมภีร์ 'โอวหยางซั่งซู' เป็นพิเศษ

เปรียบเทียบกับโลกต้าฮวงก็คือ เผ่าหลิงอวี๋มีความเชี่ยวชาญใน 'คัมภีร์บงการวารีเผ่าหลิงอวี๋' ส่วนเผ่าใหญ่อื่นๆ ที่ยังไม่รู้จัก ก็อาจจะเชี่ยวชาญ 'คัมภีร์อัสนีวัวขุย' ก็เป็นได้

เผ่าใหญ่ๆ อาจจะมีวิชาอาคมบางส่วนที่คล้ายคลึงหรือทับซ้อนกันอยู่บ้าง แต่ละเผ่าก็ย่อมมีวิชาอาคมที่เป็นไม้ตายก้นหีบ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการตั้งเผ่า

รากฐานเหล่านี้คือสิ่งที่จะรับประกันความอยู่รอดและความเจริญรุ่งเรืองของเผ่าไปชั่วลูกชั่วหลาน แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ความลับเหล่านี้รั่วไหลออกไปเด็ดขาด

และพวกเขาก็จะส่งต่อความรู้นี้จากรุ่นสู่รุ่น คอยศึกษา ค้นคว้า และปรับปรุงวิชาอาคมให้มีอานุภาพร้ายกาจยิ่งขึ้นไปอีก

มิน่าล่ะ เผ่าเล็กๆ ถึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับวิชาอาคมเลย

เสิ่นช่านม้วนหนังสัตว์เก็บเข้าที่แล้วบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า

การฝึกฝนวิชาอาคมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เผ่าเล็กๆ ส่วนใหญ่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้เห็นอักขระอาคมตัวแรกด้วยซ้ำ ต่อให้บังเอิญได้เห็น ก็ไม่มีใครมาคอยสอนอ่านอยู่ดี

กำแพงแห่งการสืบทอดนี้ช่างสูงตระหง่านเหลือเกิน

แต่ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่า อักขระอาคมพื้นฐานนั้นมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน

เพียงแต่ที่เขาบังเอิญไปเจอภาพลวดลายสัตว์อสูรของเผ่าหลิงอวี๋เข้า และเผ่าหลิงอวี๋ก็มีความเกี่ยวพันกับธาตุน้ำ อักขระอาคมที่เขาจำลองออกมาได้ จึงเอนเอียงไปทางวิชาสายน้ำเป็นหลัก

ตอนนี้เขาสามารถจำลองอักขระพื้นฐานของคัมภีร์บงการวารีเผ่าหลิงอวี๋ออกมาได้แล้วถึงสิบแปดตัว การจะขโมยวิชาอาคมทั้งหมดของเผ่าหลิงอวี๋มาเป็นของตัวเอง ก็คงเป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น

เมื่อเก็บม้วนหนังสัตว์เข้าที่เรียบร้อย เสิ่นช่านก็เอนตัวลงนอนบนเตียงหิน

ขอพักสักงีบก็แล้วกัน

……

เสิ่นช่านดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา แต่หั่วถังกลับยังคงนั่งกัดปลายพู่กัน นิ่วหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก

สำหรับคำแนะนำที่เสิ่นช่านให้มา เขาก็ไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจหรือคิดว่าเด็กเมื่อวานซืนริอาจมาสอนผู้ใหญ่อะไรหรอกนะ เพราะในโลกต้าฮวง กฎเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดคือ ใครเก่งกว่า คนนั้นก็ได้เป็นผู้นำ และสามารถนำพาทุกคนให้รอดชีวิตไปได้

ถ้าเจ้าเก่งจริง ทุกคนก็พร้อมจะยอมรับและทำตาม

การคัดเลือกคนจำนวนหนึ่งมาฝึกวรยุทธ์อย่างจริงจัง เป็นความคิดที่ดีเยี่ยมมาก

ตอนนี้หั่วซานขนเสบียงกลับมามากมายก่ายกอง เขาเองก็ไม่อยากจะทำตัวเป็นหัวหน้าเผ่าจอมงกอีกต่อไปแล้ว

เมื่อก่อนที่ต้องตระหนี่ถี่เหนียว ก็เพราะทรัพยากรมันมีจำกัด ขืนไม่ประหยัด พอเจอภัยพิบัติเข้าก็ต้องทนอดอยากกันทั้งเผ่า

แต่ตอนนี้เผ่ามีเสบียงที่ยึดมาจากเผ่าอื่นมากมายมหาศาล ในขณะที่ประชากรในเผ่ามีไม่ถึงสามพันคนด้วยซ้ำ เสบียงพวกนี้กินไปได้อีกหลายปีเลยทีเดียว

ถ้าไม่เอาออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็กลัวว่าจะซ้ำรอยเผ่าอื่นๆ ที่เสบียงยังอยู่ครบ แต่คนตายเรียบ นั่นแหละถึงจะเรียกว่าขาดทุนย่อยยับของจริง

รายชื่อคนในเผ่าวางอยู่ตรงหน้าเขา ด้านหลังชื่อแต่ละคนมีภาพวาดประกอบคร่าวๆ

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องวาดเหมือนหรือไม่เหมือนหรอก เอาเป็นว่ามันดึงเอาลักษณะเด่นของแต่ละคนออกมาได้ชัดเจนก็พอ เพื่อให้จำได้ว่าเป็นใครก็แค่นั้น

"พวกที่อายุมากแล้ว คัดออก"

หั่วถังเริ่มตั้งเกณฑ์การคัดเลือกในใจ

อันที่จริง โรคระบาดครั้งนี้ก็ช่วยคัดกรองคนให้เผ่าจื้อเหยียนไปได้เยอะเลย คนที่ตายส่วนใหญ่ก็เป็นพวกคนแก่ที่ร่างกายอ่อนแอทั้งนั้น

"พวกผู้หญิงที่มีลูกเล็กก็ไม่ได้"

"หั่วเหยียน..."

เมื่อมองดูชื่อที่บันทึกไว้บนม้วนหนังสัตว์ หั่วถังก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก

เพราะในรายชื่อนี้ มีคนชื่อ 'หั่วเหยียน' อยู่ถึงสามคน อายุสิบเจ็ด สามสิบสี่ และห้าสิบสาม

เรียกได้ว่ามีครบทั้งรุ่นเด็ก รุ่นกลาง และรุ่นใหญ่เลยทีเดียว

ปัญหาชื่อซ้ำซ้อนในเผ่านี้พบเห็นได้บ่อยมาก เพราะเวลาตั้งชื่อให้เด็กเกิดใหม่ คนในเผ่ามักจะตั้งชื่อตามสิ่งที่เห็นอยู่รอบตัวตอนนั้น

อย่างชื่อ 'หั่วเหยียน' นี่ก็ยังดีนะ แต่พวกที่ชื่อ 'หั่วสือ' นี่มีเป็นสิบคนเลย แถมยังมีทุกเพศทุกวัยอีกต่างหาก

ถ้าอยู่ในเผ่า การเรียกชื่อซ้ำกันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก แค่ตะโกนเรียกซ้ำๆ เดี๋ยวคนก็หันมาเอง แต่ถ้าตอนออกไปล่าสัตว์แล้วเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ขืนตะโกนเรียกชื่อซ้ำๆ กันแบบนี้ มีหวังได้สับสนวุ่นวายกันไปหมดแน่ๆ

ตอนนี้เผ่าเรามีทั้งแพทย์อาคม มีวิชาหมัดวัวขุยฉบับปรับปรุง แถมยังมีเสบียงอุดมสมบูรณ์อีก ดูยังไงก็กำลังจะเข้าสู่ยุครุ่งเรืองชัดๆ

ถ้ายังปล่อยให้มีกฎระเบียบหละหลวมเหมือนเมื่อก่อน คงไม่ดีแน่ๆ

หั่วถังวางพู่กันในมือลง เอนตัวพิงพนักเก้าอี้หิน พลางครุ่นคิดอย่างหนัก

ต้องเปลี่ยน!

เรื่องนี้ต้องจัดการแก้ไขด่วนๆ

หลังจากคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

ไม่ใช่แค่เรื่องชื่อเท่านั้น แต่หั่วถังยังนึกไปถึงปัญหาเรื่องสายเลือดที่ปะปนกันมั่วซั่วในเผ่าอีกด้วย ตลอดระยะเวลาสามร้อยปีที่ผ่านมา คนในเผ่าส่วนใหญ่ก็กลายเป็นญาติพี่น้องกันไปหมดแล้ว

ไม่อย่างนั้น ทำไมตอนที่โรคระบาดยังไม่ทันสงบดี เขาถึงได้รีบส่งหั่วซานออกไปข้างนอกล่ะ ก็เพื่อฉวยโอกาสกวาดต้อนคนนอกเผ่าเข้ามาเติมเลือดใหม่ให้กับเผ่านั่นแหละ

ก็ดูสิ ในเผ่ามีหนุ่มโสดเยอะขนาดไหน แถมไม่ค่อยมีคนนอกเข้ามาเติมเต็มสายเลือดเลย นานๆ ทีจะรับพวกคนป่าเถื่อนเข้ามาบ้าง แต่พออยู่ไปนานๆ ก็กลายเป็นญาติกันไปหมดอีก

……

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่เสิ่นช่านกำลังฝึกวิชาหมัดวัวขุยอยู่ เขาก็เห็นหั่วถังเดินเข้ามาหาด้วยสภาพตาแดงก่ำเหมือนเดิม

"หัวหน้าเผ่า นี่ท่านไม่ได้นอนอีกแล้วเหรอเนี่ย"

"อาช่าน เมื่อคืนข้านอนคิดทั้งคืน ข้ารู้สึกว่าตอนนี้ระบบการจัดการในเผ่าเรามันล้าหลังเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเสียที"

"เรื่องนี้ข้าคงต้องขอความร่วมมือจากศาลบรรพชนด้วย เพื่อช่วยลดแรงต่อต้านจากคนในเผ่า"

เมื่อได้ยินหั่วถังพูดแบบนี้ เสิ่นช่านก็หยุดชะงัก

ตอนแรกเขาตกใจ นึกว่าหั่วถังจะกลับไปคิดมากเรื่องที่ตัวเองไม่เอาไหนอีกแล้ว แต่ที่ไหนได้ หัวหน้าเผ่ากลับมีเรื่องเซอร์ไพรส์มาให้ซะงั้น

"หัวหน้าเผ่า ท่านลองว่ามาสิขอรับ"

"เปลี่ยนชื่อ"

ทั้งสองคนเดินเข้าไปนั่งคุยกันในถ้ำปีกตะวันออก เสิ่นช่านตั้งใจฟังความคิดเห็นของหั่วถัง

หั่วถังมองเห็นปัญหาความวุ่นวายที่เกิดจากการตั้งชื่อซ้ำซ้อนกันของคนในเผ่า

เมื่อก่อนที่ไม่ค่อยใส่ใจ ก็เพราะทุกคนคิดแค่ว่าขอให้มีชีวิตรอดไปวันๆ ก็พอแล้ว

แต่ตอนนี้ สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว เผ่ากำลังมีรากฐานที่แข็งแกร่งพอจะก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่

ถ้าขืนยังทำตัวเรื่อยเปื่อยเหมือนเมื่อก่อน ก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วงความเจริญของเผ่าเปล่าๆ

เสิ่นช่านรู้ดีว่า ในฐานะหัวหน้าเผ่า หั่วถังเป็นคนที่มีความคิดอ่านลึกซึ้งไม่เบา

ไม่อย่างนั้น ตอนที่พบเศษซากเรือไม้เหล็กของเผ่าหลิงอวี๋ เขาคงไม่รีบเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด หรือแอบเก็บเลือดสัตว์อสูรไว้ช่วยคนในเผ่าเลื่อนขั้นอย่างลับๆ หรอก

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประสบการณ์การเป็นหัวหน้าเผ่ามาหลายสิบปี ทำให้เขามีวิสัยทัศน์และชั้นเชิงในการบริหารจัดการอยู่พอตัว

เพียงแต่ความคิดดีๆ เหล่านี้ มักจะถูกบดบังด้วยความรุนแรงของภัยพิบัติต่างๆ จนดูเหมือนเป็นเพียงแค่คลื่นลูกเล็กๆ เท่านั้น

ในเรื่องของไอเดียและแนวคิด เสิ่นช่านมั่นใจว่าเขามีเหนือกว่าหั่วถังอย่างแน่นอน และเขาก็พร้อมที่จะเป็นแรงผลักดันอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยให้เผ่าก้าวหน้าต่อไป

ในมุมมองของเขา การเปลี่ยนแปลงแค่เรื่องชื่อมันยังเล็กน้อยเกินไป ในเมื่อตัดสินใจจะปฏิรูปแล้ว ก็ต้องปฏิรูปมันทุกด้านไปเลยสิ

จบบทที่ บทที่ 30 ต้นกำเนิดวิชาอาคม แนวคิดการปฏิรูป

คัดลอกลิงก์แล้ว