- หน้าแรก
- ทะลุมิติแดนบรรพกาล จุติระบบเซ่นไหว้บูชาเทพ
- บทที่ 27 เลื่อนขั้นเป็นแพทย์อาคม
บทที่ 27 เลื่อนขั้นเป็นแพทย์อาคม
บทที่ 27 เลื่อนขั้นเป็นแพทย์อาคม
บทที่ 27 เลื่อนขั้นเป็นแพทย์อาคม
เมื่อสัมผัสได้ว่าเนื้อสัตว์อสูรที่กินเข้าไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณจนหมดแล้ว เสิ่นช่านก็เก็บหมัด เขาไม่ได้กวนอาอวี๋ที่ยังคงฝึกหมัดอยู่ แต่เลือกที่จะเดินกลับเข้าไปในศาลบรรพชน
เจ้าพิธี: เสิ่นช่าน
ศาสตราพิธี: กระถางสามขาเซ่นไหว้
ระดับวรยุทธ์: ระดับเบิกภูผา (พลังสิบหกพละกำลังแห่งต้าฮวง)
ระดับวิชาอาคม: ไม่เข้าขั้น
ช่วงนี้ ตอนกลางวันเขาฝึกหมัด ส่วนตอนกลางคืนก็ใช้เวลาบางส่วนมาจำลองวิชาอาคม โดยผลาญอายุขัยครั้งละห้าสิบปี
ตอนนี้เขารู้สึกได้ว่า 'สัมผัสทางจิต' ของเขาสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ไกลถึงห้าจั้งอย่างแม่นยำ และจำนวนอักขระอาคมที่จำลองได้ก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบเจ็ดตัวแล้ว
แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้เรื่องวิชาอาคมน้อยเกินไป
สิ่งที่พอจะมั่นใจได้ก็คือ เผ่าต่างๆ ในละแวกนี้ รวมถึงเผ่าซั่งหวงด้วย ล้วนไม่มีแพทย์อาคมที่แท้จริง
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าแต่ละเผ่าจะไม่มีบันทึกหรือตำราเกี่ยวกับวิชาอาคมเก็บไว้ เผ่าเล็กๆ อาจจะมีโลกทัศน์ที่คับแคบ ต่อให้ได้ของดีเกี่ยวกับวิชาอาคมมา ก็อาจจะอ่านไม่เข้าใจก็ได้
เขาหวังว่าในระหว่างที่ไปรวบรวมเสบียงจากเผ่าที่ล่มสลาย จะได้เจอม้วนหนังสัตว์ที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับวิชาอาคมมาบ้าง
เมื่อเดินมาถึงหน้าป้ายวิญญาณ เสิ่นช่านก็โค้งคำนับ เขาไม่เคยละทิ้งหน้าที่หลักของตัวเองเลย เขาช่วยเช็ดทำความสะอาดป้ายวิญญาณที่ตั้งอยู่ด้านหน้าแท่นบูชาอย่างเบามือ
"บรรพชนโปรดคุ้มครอง ประทานวิชาอาคมมาให้ลูกหลานทีเถอะ"
และก็ไม่ลืมที่จะอธิษฐานขอพรลอยๆ ตามธรรมเนียม
การอธิษฐานแบบนี้ กลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่เขาต้องพึมพำกับบรรพชนทุกครั้งที่มาทำความสะอาด
หลังจากอธิษฐานเสร็จ เสิ่นช่านก็เดินไปที่ถ้ำปีกตะวันออก ท่านอาจารย์หั่วเสียนยังคงตั้งหน้าตั้งตาจดบันทึกประสบการณ์การรักษาโรคของตัวเองอย่างขะมักเขม้น
เขาไม่ได้เข้าไปกวน แต่เดินกลับไปเอนตัวลงนอนที่ถ้ำปีกตะวันตกของตัวเอง
การที่ไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องวิชาอาคมเลย ทำให้เขาต้องคลำหาทางไปเองทีละก้าว ซึ่งมันก็เหนื่อยเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
【อายุขัย: 180】
เนื่องจากเกิดโรคระบาด เผ่าจึงงดการออกล่าสัตว์ อายุขัยสัตว์อสูรที่เสิ่นช่านสะสมไว้จึงร่อยหรอลงเรื่อยๆ เหมือนกินบุญเก่า
แต่โชคดีที่เขาไม่ใช่พวกขี้งก บทจะใช้ก็ใช้ไม่ยั้งเหมือนกัน
【ทุ่มเทอายุขัยห้าสิบปี เพื่อจำลองอักขระอาคมตัวที่สิบแปด】
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาใช้อักขระเก้าตัวประกอบขึ้นเป็นวิชาบงการวารีเผ่าหลิงอวี๋ เขาก็เคยเดาไว้แล้วว่าวิชาอาคมของเผ่าหลิงอวี๋น่าจะเป็นระบบวิชาที่สมบูรณ์แบบ
อักขระอาคมก็คือตัวอักษรที่ใช้เขียนระบบวิชานี้ขึ้นมา ยิ่งมีจำนวนอักขระมากเท่าไหร่ ความพลิกแพลงของวิชาอาคมที่ประกอบขึ้นมาก็จะยิ่งมากตามไปด้วย และอานุภาพก็จะยิ่งร้ายกาจขึ้น
【เจ้าเพ่งมองรูปร่างของสัตว์อสูรหลิงอวี๋ จินตนาการว่าตัวเองกลายร่างเป็นหลิงอวี๋ แหวกว่ายไปมาในสายน้ำ】
【หลังจากกลายร่างเป็นหลิงอวี๋ เจ้าก็เกิดความกระหายเลือดขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่โชคดีที่ดึงสติกลับมาได้ทัน เจ้าจึงอาศัยร่างของหลิงอวี๋เพื่อสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำต่อไป】
【ในห้วงความคิด อักขระอาคมสิบเจ็ดตัวก่อนหน้านี้เรียงรายเป็นแนวยาว ส่องประกายระยิบระยับราวกับผิวน้ำ มีความเกี่ยวพันอันลึกล้ำซ่อนอยู่ อักขระบางตัวมีความเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด เจ้าพยายามจับจังหวะความลึกล้ำระหว่างอักขระเหล่านั้น แสงแห่งปัญญาสว่างวาบขึ้นในใจ ท่ามกลางแสงสะท้อนของสายน้ำ อักขระยึกยือตัวใหม่ก็ค่อยๆ ปรากฏรูปร่างขึ้นมา】
……
【ขอแสดงความยินดีด้วย เจ้าได้บรรลุส่วนหนึ่งของคัมภีร์บงการวารีเผ่าหลิงอวี๋แล้ว】
【สิ้นเปลืองอายุขัยไปยี่สิบปี คืนอายุขัยสามสิบปี】
……
ภายในถ้ำ
บนหนังสัตว์ที่กางแผ่อยู่ เสิ่นช่านได้เขียนอักขระอาคมทั้งสิบแปดตัวลงไป
อักขระอาคมไม่เหมือนกับตัวอักษรทั่วไป อักขระแต่ละตัวมีความหมายแฝงอยู่หลายอย่าง และสามารถนำมาประกอบกันเป็น 'ประโยค' ได้เหมือนกับตัวอักษรปกติ
ความลึกล้ำของอักขระอาคมยังอยู่ที่ อักขระเพียงตัวเดียวก็สามารถทำหน้าที่เป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้
เพียงแต่ดูเหมือนว่าจำนวนมันยังไม่มากพอ ทำให้มี 'โครงสร้างประโยค' หลายรูปแบบที่ยังขาดเนื้อหา
เสิ่นช่านรู้สึกว่าเขาเริ่มเข้าใจแก่นแท้ของอักขระเผ่าหลิงอวี๋แล้ว
นี่คือวิชาอาคมที่ถูกบันทึกด้วยอักขระอาคมเฉพาะตัว อักขระเหล่านี้สามารถนำมาประกอบกันเพื่อสร้างความหมายที่แตกต่างกันออกไป
ตัวอย่างเช่น วิชาบงการวารี ซึ่งเป็นวิชาแรกที่เขาจำลองสำเร็จ ก็เกิดจากการนำอักขระเก้าตัวมาประกอบกันเป็นคาถาอาคม
ตอนนี้เขาสามารถจำลองอักขระเพิ่มได้อีกเก้าตัว เมื่อนำอักขระทั้งสิบแปดตัวมาประกอบกัน ก็จะสร้างความพลิกแพลงได้อีกมากมายมหาศาล
ระบบวิชาอาคมของเผ่าหลิงอวี๋ทั้งหมด น่าจะมีจำนวนอักขระมากกว่าสิบแปดตัวนี้หลายเท่าตัวนัก
แน่นอนว่า ตัวอักษรพวกนี้มองด้วยตาเปล่าไม่มีทางเข้าใจได้ ต้องอาศัย 'สัมผัสทางจิต' ในการเข้าถึงความลึกล้ำที่แฝงอยู่
มิน่าล่ะ ทั้งเผ่าจื้อเหยียนและเผ่าซั่งหวงถึงไม่มีแพทย์อาคมเลย วิชาพวกนี้ถ้าไม่มีการสืบทอดที่ถูกต้อง การจะมานั่งงมเรียนรู้เอาเองจากศูนย์ มันเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ
เขาต้องสูญเสียอายุขัยไปตั้งสองพันกว่าปี อายุขัยของหัวหน้าเผ่าจื้อเหยียนทุกรุ่นรวมกันแล้วคูณเจ็ด ยังอยู่ไม่ถึงขนาดนี้เลย
นี่มันคือการเข้ารหัสข้อมูลชัดๆ แถมยังมีกำแพงขวางกั้นสำหรับผู้ฝึกฝนอีกต่างหาก
"ดูเหมือนว่าการสืบทอดวิชาอาคมของเผ่าหลิงอวี๋ ก็คือ 'คัมภีร์หลิงอวี๋' นี่เองสินะ"
【ระดับวิชาอาคม: ระดับหนึ่ง】
【อายุขัย: 150】
วินาทีนี้ เมื่อเสิ่นช่านตรวจสอบสถานะอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองเลื่อนขั้นเป็นแพทย์อาคมเต็มตัวแล้ว โดยที่เขาไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
ดูเหมือนว่าการเลื่อนระดับของวิชาอาคม จะขึ้นอยู่กับระดับความเข้าใจในตัววิชาเสียมากกว่า
"วิ้ง!"
เขายกมือขึ้น ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางแนบชิดกันเหมือนดาบ พลางนึกภาพในใจ อักขระสิบเอ็ดตัวจากสิบแปดตัวเรียงร้อยเข้าด้วยกันเป็นคาถาอาคมบทหนึ่ง
ภายในถ้ำ ไอน้ำควบแน่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก่อตัวเป็นศรน้ำพุ่งออกจากปลายนิ้ว เจาะทะลุผนังหินจนเป็นรูลึก
ถึงแม้น้ำป่าจะลดไปนานแล้ว แต่ภายในถ้ำยังคงมีความชื้นสะสมอยู่ ภายใต้การควบคุมของเขา ไอน้ำในอากาศและตามผนังหินก็ถูกบีบอัดรวมกันจนกลายเป็นการโจมตีอันทรงพลังในพริบตา
คาถาอาคมทำหน้าที่เหมือนสื่อกลางในการควบคุมไอน้ำเหล่านี้ ส่วนพลังจิตก็คือลูกกุญแจที่ใช้ปลดล็อกการทำงานของอักขระอาคม
"สงสัยต้องหาตำราพื้นฐานวิชาอาคมมาศึกษาบ้างแล้วล่ะ ไม่งั้นขืนคลำทางเอาเองแบบนี้ มันก็ดูมืดแปดด้านไปหน่อย"
เขาลบอักขระที่เขียนบนหนังสัตว์ทิ้ง แล้วเดินออกจากถ้ำไป
"พี่ช่าน ข้ารู้สึกว่าเดี๋ยวนี้กินข้าวเข้าไปแล้วย่อยเร็วขึ้นเยอะเลย"
อาอวี๋เดินเหงื่อโชกเข้ามา
"ไปกินข้าวกัน"
ตอนนี้เผ่าเปิดเสรีเรื่องเนื้อสัตว์อสูรแล้ว ใครอยากกินเท่าไหร่ก็กินได้เต็มที่
หม้อใบใหญ่หลายใบถูกตั้งเรียงรายอยู่บริเวณที่จะสร้างเมืองใหม่ เนื้อสัตว์อสูรถูกต้มจนเดือดปุดๆ ส่วนรสชาติก็... เน้นเค็มเข้าไว้เป็นพอ
ไม่นานนัก เสิ่นช่านกับอาอวี๋ก็กลับมาพร้อมกับชามดินเผาใบใหญ่สองใบและใบเล็กหนึ่งใบ ใบเล็กของหั่วเสียน ส่วนใบใหญ่ของพวกเขาสองคน
พวกเขานั่งยองๆ กินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่หน้าปากถ้ำศาลบรรพชน
เมื่อมองลงไปที่ตีนเขา ก็เห็นกำแพงหินสูงกว่าสามสิบจั้งก่อตัวขึ้นทางทิศตะวันออกและทิศใต้ของเผ่าแล้ว
กำแพงถูกสร้างขึ้นจากการนำหินก้อนยักษ์มาเรียงซ้อนกัน มีความหนาถึงห้าสิบจั้ง สามารถให้สัตว์อสูรตัวใหญ่วิ่งเล่นบนนั้นได้สบายๆ
แน่นอนว่าพูดถึงแค่เรื่องวิ่งเล่นนะ ส่วนจะพังหรือเปล่านั่นก็อีกเรื่องนึง
นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อหินมันไม่แข็งแรงพอ ก็ต้องชดเชยด้วยการเพิ่มความหนาของกำแพง ไม่อย่างนั้นก็คงก่อให้สูงถึงสามสิบจั้งไม่ได้หรอก
ระหว่างที่กำลังกินข้าว หั่วถังก็ถือชามข้าวเดินเข้ามาสมทบ
"อาอวี๋ ไปเติมข้าวให้ข้าหน่อยสิ"
อาอวี๋รับคำ กระดกน้ำซุปเนื้อในชามตัวเองรวดเดียวหมด แล้วคว้าชามทั้งสองใบวิ่งลงเขาไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นช่านมองหั่วถังอย่างเอือมๆ นี่มันหลอกใช้เด็กซื่อบื้อชัดๆ
"หั่วซานส่งข่าวมาว่า เผ่าจีสือล่มสลายไปหมดแล้วไม่มีใครหนีรอดมาได้เลย ส่วนเผ่าทางตะวันออกและทิศใต้ของเราก็ถูกแมลงพาหะโจมตีกันถ้วนหน้า"
"อาณาเขตการระบาดของแมลงพาหะขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนครอบคลุมพื้นที่รัศมีพันลี้แล้ว"
"โชคดีที่พวกแมลงพาหะไม่ได้แยกย้ายกันไปไหนอีก ดูเหมือนว่านกประหลาดคงจะมีอยู่แค่นั้นแหละ ถือว่าเป็นข่าวดีทีเดียว"
"เสบียงของเผ่าจีสือ ข้าให้หั่วขุยไปขนกลับมาแล้ว ส่วนเผ่าอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป คงต้องใช้เวลาขนย้ายอีกสักพัก"
"อ้อ ส่วนม้วนหนังสัตว์บันทึกของเผ่าต่างๆ ที่เจ้าอยากได้ ข้าสั่งให้พวกเขาแยกขนกลับมาให้แล้วนะ"
"อีกอย่าง เผ่าเจียงซาที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเผ่าเราปลอดภัยดี น่าจะเป็นเพราะฝูงแมลงพาหะที่มุ่งหน้ามาทางนั้น ถูกพวกเรากำจัดไปก่อน เลยทำให้พวกมันไม่ได้บุกไปทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้"
"และที่แปลกก็คือ แมลงพาหะสิงร่างโผล่มาตั้งนานแล้ว แต่คนของเผ่าซั่งหวงกลับเงียบกริบ ไม่โผล่หัวมาเลย"
เผ่าซั่งหวงตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเผ่าจื้อเหยียน ก่อนหน้านี้ตอนน้ำยังไม่ลดดีแท้ๆ ก็ยังอุตส่าห์เดินทางข้ามระยะทางสามพันลี้มาเพ่นพ่านแถวนี้ได้ แต่ตอนนี้กลับหายหัวไปเงียบๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดคาดทีเดียว
นอกจากจะโดนพวกแมลงพาหะขู่จนหัวหดแล้ว หั่วถังก็คิดหาเหตุผลอื่นไม่ออกเหมือนกัน
"น่าเสียดายที่จังหวะเวลามันไม่ค่อยอำนวย ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องไปรีดไถผลประโยชน์จากเผ่าเจียงซาสักหน่อย อย่างน้อยๆ ก็ต้องให้พวกเขาส่งสาวๆ มาแต่งงานกับคนเผ่าเราบ้างแหละ"
ฟิ้ว!
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน เสียงพลุสัญญาณก็ดังแว่วมาจากทางทิศใต้ของเผ่า
ทั้งสองคนที่นั่งยองๆ อยู่หน้าถ้ำ รีบผุดลุกขึ้นยืนทันที
"เดี๋ยวข้าไปดูเองว่าเกิดอะไรขึ้น"
หั่วถังทิ้งชามข้าว แล้ววิ่งลงจากภูเขาที่ตั้งเผ่าไปอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้คนในเผ่าจะกำลังง่วนอยู่กับการสร้างเมือง แต่ก็ยังมีการจัดเวรยามคอยลาดตระเวนรอบๆ เผ่า เพื่อคอยระวังภัยจากแมลงพาหะสิงร่างและส่งสัญญาณเตือนให้เผ่ารู้ล่วงหน้า
"แมลงพาหะมาแล้ว!"
"รีบจุดกองไฟเร็ว!"
หั่วถังเพิ่งจะวิ่งออกไปได้ไม่นาน ก็มีคนในเผ่าวิ่งหน้าตาตื่นตะโกนลั่นเข้ามาในเผ่า
เสิ่นช่านยืนอยู่บนที่สูงของเผ่า มองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา ก็เห็นกลุ่มเมฆสีดำทะมึนลอยบดบังท้องฟ้าทางทิศใต้กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ เขาถึงกับหน้าถอดสี
เขาอุตส่าห์สร้างเมืองมาเพื่อป้องกันแมลงพาหะสิงร่างที่เดินอยู่บนดินแท้ๆ แต่ไหงกลายเป็นแมลงพาหะแบบมีปีกบินมาแทนล่ะเนี่ย