เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 : ฟื้นฟูการเพาะปลูก

บทที่ 10 : ฟื้นฟูการเพาะปลูก

บทที่ 10 : ฟื้นฟูการเพาะปลูก


บทที่ 10 : ฟื้นฟูการเพาะปลูก

ราวกับว่าเวลาหยุดลงในชั่วขณะนี้

ทุกสายตาจับจ้องไปยังจุดเดียว ลมหายใจของผู้คนรอบข้างเบาลงโดยไม่รู้ตัว

ตอนนี้,​ ดวงตาของชูเกอเป็นประกาย

ส่วนชูเหยียนเอ๋อร์หลับตาลงแน่น เเละใช้มือทั้งสองข้างปิดหน้าเอาไว้…แต่นางก็ยังคงแอบมองผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วมือ

เเละเมื่อนางเห็นแสงสว่างปรากฏขึ้นในช่องที่เจ็ด ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความดีใจ…นางกระโดดโลดเต้นมากอดชูเกอแน่น พร้อมกับหัวเราะคิกคัก

“พี่ชาย ท่านทำได้แล้ว!”

ชูเกอยิ้มบางๆ ด้วยระดับพลังแค่อาณาจักร​ทะเล​ทุกข์ยาก​ขั้นกลาง การที่เขาสามารถตีแผ่นศิลาทดสอบพลังให้ถึงขั้นเจ็ดได้…มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขั้นหกนั่นคือขีดจำกัดของคนทั่วไป

แต่เขาไม่ใช่ผู้ฝึกตนอาณาจักร​ทะเล​ทุกข์ยาก​ขั้นกลางธรรมดาๆ!

ครั้งหนึ่ง…เขาเคยอยู่ในอาณาจักร​ทะเล​ทุกข์ยาก​ขั้นปลาย!

เขาฝึกฝนร่างกายภายใต้น้ำตก จิตใจ

ของเขาแข็งแกร่ง!

เขาทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ฝึกฝนดาบอัศนีจนชำนาญ!

ยิ่งไปกว่านั้น…เขายังมี ‘ร่างกายแมลงสาบ’ ที่แข็งแกร่ง ไม่ต้องกลัวการบาดเจ็บใดๆทั้งสิ้น…เขาสามารถปลดปล่อยพลังทั้งหมดที่มีอยู่ออกมาได้อย่างเต็มที่

เเละมันก็เป็นเช่นนั้น, ตอนนี้พลังชีวิตลึกลับ​ก็กำลังไหลเวียนไปทั่วเส้นชีพจร รักษาร่างกายของเขาที่บาดเจ็บอย่างรวดเร็ว​

จากนั้น, ชูเกอก็หันไปมองโอวหยางเซวียนที่ตอนนี้มีสีหน้าซีดเผือด

เขารู้ดีว่าหลังจากวันนี้ โอวหยางเซวียนคงจะระวังตัวเขามากขึ้น แต่เขาก็ไม่ได้กลัวโอวหยางเซวียนแม้แต่น้อย, ตราบใดที่เขาสามารถฟื้นฟูระดับพลังได้​….อย่างโอวหยางเซวียนจะไปมีปัญญาทำอะไรเขาได้?

"โอวหยางเซวียน ข้าหวังว่าเจ้าจะเป็นคนรักษาคำพูดนะ” ชูเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

โอวหยางเซวียนละสายตาออกจากแผ่นศิลาทดสอบพลัง เเละมองชูเกอที่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง

ภายในใจของเขารู้สึกร้อนรุ่ม เขากำหมัดแน่น เส้นเลือดที่คอปูดโปนออกมา

แต่ในพริบตา​ เขาก็คลายมือออกเเล้วยิ้มบางๆ

“แน่นอนว่าข้าเป็นคนรักษาคำพูด บัวเก้าปล้องสีเขียวหยก…ถือว่าข้ามอบให้เจ้าก็แล้วกัน”

โอวหยางเซวียนเว้นวรรคเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“หึหึ…เเต่ในการคัดเลือกศิษย์หลักครั้งนี้ ถึงแม้ว่าเจ้าจะฟื้นฟูระดับพลังได้…เจ้าก็ไม่ใช่คู่มือของข้าหรอก!”

หืม?

ชูเกอขมวดคิ้วพรางครุ่นคิด​ ‘โอวหยางเซวียนมันมั่นใจในตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า​…หรือว่ามันมีไพ่ตายอะไร?’

มีข่าวลือว่า ตระกูลของโอวหยางเซวียนเป็นตระกูลที่มีอำนาจมาก, หากได้รับการสนับสนุนจากตระกูล การที่โอวหยางเซวียนจะได้เป็นศิษย์หลัก…ก็คงจะเป็นเรื่องง่าย

"ข้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ” ชูเกอพูดจบก็พาชูเหยียนเอ๋อร์ไปซื้อบัวเก้าปล้องสีเขียวหยกด้วยราคาห้าหมื่นผลึกขาว จากนั้นก็เดินจากไปอย่างสง่างาม

หลินเมี่ยวเข่อมองชูเกอที่ดูสงบนิ่ง…ในใจของนางรู้สึกปั่นป่วนอย่างมาก

ชูเกอในตอนนี้ราวกับเป็นคนละคน

ราวกับว่า…นางไม่เคยรู้จักเขา

‘หรือว่า…ที่ผ่านมา เขาแค่แสร้งทำ? หรือว่า…ข้าทำร้ายเขามากเกินไป?’ หลินเมี่ยวเข่อคิดอย่างสับสน

ส่วนโอวหยางเซวียน…เขามองแผ่นหลังของชูเกอที่กำลังเดินจากไป มุมปากของเขายกยิ้มอย่างเหี้ยมโหด

‘พลังของตระกูลข้า…ไม่ใช่สิ่งที่ยาจกอย่างเจ้าจะจินตนาการได้!’

ในขณะเดียวกัน, บริเวณบันไดที่เชื่อมไปยังชั้นสามของหอซวนหยุน

มีหญิงสาวผู้หนึ่งที่ดูสง่างามกำลังยืนอยู่ตรงนั้น, ใบหน้าของนางงดงามราวกับเทพธิดา ยากจะคาดเดาอายุที่แท้จริงของนางได้

“เด็กคนนี้น่าสนใจไม่เลว หากเขาฟื้นฟูระดับพลังได้…ก็น่าจะติดหนึ่งในสิบของศิษย์สายในได้”

หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง ทันใดนั้น นางก็ทำท่าทางเหมือนนึกอะไรบางอย่างออกก่อนจะตบหน้าผากตัวเองเบาๆ

“เขาน่ะชื่อชูเกอ! โอ๊ยตายๆๆ…ข้าเป็นคนตั้งชื่อให้เขานี่นา!”

‘ชูเกอ’...นางเป็นคนเก็บเขามาเลี้ยง ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นแค่เด็กทารกที่ถูกทิ้งอยู่กลางป่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน

ในตอนนั้น นางยังเป็นเพียงหญิงสาวในชุดขาวบริสุทธิ์ สวยงามราวกับนางฟ้า

เเต่หลังจากที่ออกเดินทางท่องยุทธภพ…ตอนนี้นางกลายเป็น ‘จอมมารสาว’ ที่โด่งดังไปทั่วแคว้นหยุนหวง

แม้แต่ประมุขของสำนักเทียนเจี้ยน ซึ่งเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเจ็ดสำนักใหญ่…เมื่อได้เห็นนางก็ยังต้องสบถออกมาเบาๆ

……..

อีก​ด้าน, ชูเกอกลับไปที่เรือนพักของเขาเพียงลำพัง

เพราะระหว่างทางชูเหยียนเอ๋อร์ได้ขอตัวกลับไปปรุง​โอสถ​…เเละนางบอกว่าพรุ่งนี้น่าจะได้โอสถแล้ว

แต่ในความเป็นจริงแล้ว…ตอนนี้นางไม่ได้กำลังปรุงโอสถ​ นางเเค่กำลังดึงเคราของชายชราผมขาวคนหนึ่ง พร้อมกับออดอ้อน

“ท่านอาจารย์ ท่านใจดีที่สุดมาตลอด…ท่านช่วยปรุง​โอสถ​ให้ข้าหน่อยนะเจ้าคะ”

ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าผู้เชี่ยวชาญการปรุง​โอสถ​มาก…ทักษะของเขาสูงส่งจนถึงขั้น ‘ปรมาจารย์’

ปรมาจารย์…นั่นคือระดับที่สามารถปรุง​โอสถ​วิญญาณได้

ดังนั้น…การปรุง​โอสถ​หลอมวิญญาณระดับ​สมบัติ​ จึงเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับผู้อาวุโสลำดับที่ห้า

ณ​ ขณะนี้…ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าลูบเคราตัวเองเเล้วมองชูเหยียนเอ๋อร์ด้วยสายตาตำหนิ

“เจ้าเองก็มีมือมีเท้า…เเล้วทำไมต้องให้ตาแก่คนนี้ลำบากด้วย?”

“ท่านอาจารย์…ตอนท่านอาจารย์ปรุง​โอสถ​ ท่านดูเท่มากเลยนะเจ้าคะ” ชูเหยียนเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“เอ่อ…มันก็จริงเเฮะ”

ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าลูบเคราตัวเองด้วยสีหน้าพึงพอใจ…ดูเหมือนว่าเขาจะชอบคำชมนี้เป็นพิเศษ

“ว่ามาสิ…จะให้ข้าปรุง​โอสถ​ให้ใคร?”

"ท่านยังกล้าถามอีกหรือ? ท่านรู้ไหมว่า…ท่านเกือบจะทำให้ศิษย์รักของท่านตาย”

“ตอนที่ข้าไปเก็บสมุนไพรที่ภูเขาด้านหลัง ดันถูกลิงตัวใหญ่ไล่ล่า…”

ชูเหยียนเอ๋อร์เท้าเอว เเล้วบ่นด้วยใบหน้าแดงก่ำ

“หากไม่ใช่เพราะมีคนมาช่วยไว้…ศิษย์ที่น่ารัก น่าเอ็นดู เชื่อฟัง และแสนดีของท่านก็คงจะตายไปแล้ว!”

“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?” ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าถึงกับพูดไม่ออก แต่สักพักก็พึมพำออกมา

“เเล้วเจ้าไม่รู้หรือ? ว่าแหวนที่เจ้าใส่อยู่น่ะ…ข้าได้สลักอักขระป้องกันตัวเอาไว้ ถึงแม้มันจะไม่แข็งแกร่งมาก…แต่ก็มากพอที่จะตอบโต้ลิงตัวนั้นได้”

"อะไรนะ?!" ชูเหยียนเอ๋อร์เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง

นางไม่เคยรู้เลย​ ว่าแหวนมิติที่ท่านอาจารย์มอบให้มีอักขระป้องกันตัวอยู่ด้วย

“เอาเถอะ, ในเมื่อคนผู้นั้นช่วยชีวิตศิษย์ของข้าเอาไว้ เช่นนั้น…ข้าก็จะช่วยเขาสักครั้งก็แล้วกัน” ผู้อาวุโสลำดับที่ห้ายิ้มบางๆ

………

วันรุ่งขึ้น

ชูเกอก็ได้ไปที่หอคัมภีร์อีกครั้ง

"พี่หญิง ข้าอยากได้วิชานี้ 《วิชาบาทาวายุ​》” ชูเกอกล่าวกับเฟิงหลิน

เฟิงหลินมอง 《วิชาบาทาวายุ​》 พรางขมวดคิ้วเล็กน้อย

《วิชาบาทาวายุ​》 เป็นวิชาตัวเบาระดับมนุษย์​ขั้นสูงที่แฝงไปด้วยพลังโจมตี

ในบรรดาวิชาตัวเบาระดับมนุษย์​…มันเป็นวิชาที่หาได้ยากยิ่ง ผู้คนมากมายต่างก็อยากได้มันมาครอบครอง

แต่ทว่า…ความยากในการฝึกฝนของมันไม่ธรรมดา!

อัจฉริยะมากมายต่างก็ล้มเลิกการฝึกฝนวิชานี้ไป​ เ​พราะไม่สามารถ​เข้าใจ​มันได้อย่างถ่องแท้​

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าวิชานี้ฝึกฝนได้ยากมากแค่ไหน?”

“เท่าที่ข้ารู้ในรุ่นเดียวกับเจ้า มีเพียงหลี่เต้าเฟิง ศิษย์สายในอันดับสองเท่านั้น…ที่สามารถฝึกฝนวิชานี้จนสำเร็จได้” เฟิงหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิเล็กน้อย

"ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าควรจะตั้งใจฝึกฝน《ดาบอัศนี》ให้คล่อง​จะดีกว่า" เฟิงหลินแนะนำ

เเต่ชูเกอกลับส่ายหน้า

สำหรับ​วิชา《ดาบอัศนี》ของเขา…ในระยะเวลาสั้นๆ​ คงยากที่จะพัฒนาได้มากกว่านี้

เเละตอนนี้…สิ่งที่เขาขาดก็คือวิชาตัวเบา,​ การต่อสู้กับม่อเสี่ยวหลางทำให้เขารู้ซึ้งถึงความสำคัญของวิชาตัวเบา

การต่อสู้ไม่จำเป็นต้องปะทะกันตรงๆเสมอไป

ตราบใดที่ชนะ​ นั่นก็เพียงพอแล้ว

และ《วิชาบาทาวายุ​》…มันเหมาะกับเขามาก

วิชาตัวเบาที่แฝงไปด้วยพลังโจมตี​ นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ!

‘เจ้าหมอนี่ทะเยอทะยานมากเกินไป​!’ ณ​ ตอนนี้นี่คือสิ่งที่เฟิงหลินคิด

“ในการคัดเลือกศิษย์หลัก ด่านแรกนั้นข้าก็เป็นหนึ่งในผู้คุม, ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ถูกคัดออกตั้งแต่ด่านแรกนะ” เฟิงหลินกล่าวอย่างจนใจ

การคัดเลือกศิษย์หลัก แบ่งออกเป็นสองด่าน

ด่านแรก คือการต่อสู้แบบสุ่ม…พวกเขาจะปล่อยศิษย์ทั้งหมดลงไปในสนามประลอง

ความจริงแล้วด่านนี้ถือว่าอันตรายมาก, เพราะศิษย์ที่รวมกลุ่มกันมักจะสามารถ​รังแกผู้อื่นได้

ผู้ที่รอดชีวิตหนึ่งร้อยคนสุดท้าย จะได้เข้าสู่ด่านที่สอง ส่วนคนที่ถูกคัดออกในด่านแรกก็จะหมดสิทธิ์เข้าร่วมการคัดเลือก

ชูเกอรับแผ่นหยกที่บันทึก《วิชาบาทาวายุ​》 เเล้วยกยิ้มบางๆ

“พี่หญิงรอดูก็แล้วกัน” หลังจากพูดจบชูโ​จว​ก็จากไป

“เจ้าหมอนีมั่นใจในตัวเองจริงๆ” เฟิงหลินพึมพำ

………..

หลังจาก​กลับมาที่พัก

ชูเกอก็เห็นร่างของเด็กสาวที่ดูสดใสร่าเริงอยู่ไกลๆ

เป็นชูเหยียนเอ๋อร์ที่วิ่งดุ๊กๆเข้ามาหาชูเกอ

เเละดูเหมือนว่านางจะมีของดีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ด้านหลัง

“เอามาให้ข้าสิ…โอสถหลอมวิญญาณ” ชูเกออดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

"นี่เจ้าค่ะ!” ชูเหยียนเอ๋อร์ยื่นมือสีชมพูอ่อนๆออกมา ภายในมือของนางมีโอสถสีฟ้าอ่อนเม็ดหนึ่งวางอยู่พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆลอยออกมา

“ข้าเก่งใช่ไหมล่ะ!”

"อืม…เก่งมาก เก่งมาก"

ชูเกอเก็บโอสถหลอมวิญญาณเอาไว้ จากนั้นก็ผลักประตูเข้าไปในห้อง

เขานั่งไขว่ห้างบนเตียง รับประทานโอสถหลอมวิญญาณเเล้วปิดเปลือกตาลงเพื่อ​เริ่มฝึกฝน

ส่วนชูเหยียนเอ๋อร์นั่งอยู่ข้างๆชูเกอ…นางเท้าคางเเล้วมองดูเขาอย่างเงียบๆ

หนึ่งคนหลับตาฝึกฝน

หนึ่งคนเหม่อมอง

ภายในห้อง เต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของธูป

ไม่นานนัก ชูเหยียนเอ๋อร์ก็รู้สึกเบื่อ นางจึงเดินออกจากห้องไป

ส่วนชูเกอก็เก็บตัวฝึกฝนอยู่สามวันสามคืน โดยไม่กินไม่ดื่มอะไรเลย

เเละในวันที่สี่นั้น

ตูม!!

มันราวกับว่ามีกำแพงบางอย่างถูกทำลาย, พลังปราณอันบริสุทธิ์ไหลบ่าออกมาราวกับมหาสมุทร

ชูเกอลืมตาขึ้น

ณ​ ขณะนี้​ดวงตาของเขาดูสดใสอย่างมาก

เเละนั่นเพราะ​วันนี้…เขาได้ก้าวเข้าสู่อาณาจักร​ทะเล​ทุกข์ยาก​ขั้นปลายอีกครั้งเเล้ว!

……………….

จบบทที่ บทที่ 10 : ฟื้นฟูการเพาะปลูก

คัดลอกลิงก์แล้ว