เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 : ท้าสู้ม่อเสี่ยวหลาง!

บทที่ 6 : ท้าสู้ม่อเสี่ยวหลาง!

บทที่ 6 : ท้าสู้ม่อเสี่ยวหลาง!


บทที่ 6 : ท้าสู้ม่อเสี่ยวหลาง!

ชูเกอกลับมาที่ห้อง ส่วนสาวน้อยช่างตื๊ออย่างชูเหยียนเอ๋อร์ก็เดินตามหลังเขามาติดๆ

ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆเหมือนกลัวจะคลาดสายตา…จนชูเกอได้แต่มองนางอย่างจนใจ

ชูเหยียนเอ๋อร์ยิ้มกว้างจนแก้มเป็นลักยิ้ม เผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงราย

'ปล่อยให้นางเล่นไปคนเดียวก่อนเถอะ'

ชูเกอไม่สนใจชูเหยียนเอ๋อร์ที่ยังคงส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ข้างๆ,​ เขานั่งไขว่ห้างแล้วเริ่มฝึกฝนเพื่อเพิ่มพูนระดับพลัง

พลังปราณมีอยู่ทั่วทุกสารทิศในโลก เต็มไปหมดในทุกตารางนิ้วของความว่างเปล่า

การฝึกหายใจเข้าออกนั้นก็คือการดูดซับพลังปราณจากความว่างเปล่าเข้าสู่เส้นชีพจรในร่างกาย ปล่อยให้มันไหลเวียนเป็นวงกลม จากนั้นจึงค่อยๆผ่อนลมหายใจออก

ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ ทุกครั้งที่พลังปราณไหลเวียนครบหนึ่งรอบ…ก็จะมีพลังปราณบางส่วนหลงเหลืออยู่ในร่างกาย

ยิ่งผู้ที่มีพรสวรรค์สูง…ก็ยิ่งจะทำให้พลังปราณที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายมากขึ้นตามไปด้วย

ส่วนผู้ที่มีพรสวรรค์ต่ำนั้นก็จะเป็นในทางตรงกันข้าม

พลังปราณที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายนี้…พวกเราเรียกมันว่า 'ระดับพลัง'

เมื่อพลังปราณสะสมถึงระดับหนึ่ง ก็จะเกิดคอขวดเป็นกำแพงขวางกั้น

ในตอนนั้น ผู้ฝึกตนต้องทำลายกำแพงนั้นเพื่อขยายตันเถียน สร้างอาณาจักรขึ้นใหม่เพื่อรองรับพลังปราณ…นี่แหละที่เรียกว่า 'การพัฒนาขอบเขตพลัง'

ปัญหาของชูเกอก็อยู่ตรงนี้ การที่เขาเอาพลังฝึกฝนไปแลกกับพลังต่อสู้ ทำให้ดูเหมือนว่าตอนนี้ตันเถียนของเขาไม่สามารถกักเก็บพลังปราณได้อีกต่อไป

หากแต่ก่อนเขาสามารถดูดซับพลังปราณได้สิบส่วน แล้วกักเก็บไว้ได้สองส่วน ตอนนี้เขากลับไม่สามารถกักเก็บมันไว้ได้แม้แต่ส่วนเดียว

……….

อาการของเขานั้นคล้ายกับ 'ร่างปราณ​รั่วไหล'

'ร่างปราณ​รั่วไหล' หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า 'ร่างกายไร้ค่า' ถือเป็นร่างกายที่น่ารังเกียจที่สุดในโลกแห่งการฝึกฝน

ผู้ที่มีร่างกายแบบนี้จะไม่สามารถฝึกฝนได้ตั้งแต่กำเนิด…เพราะพวกเขาไม่สามารถกักเก็บพลังปราณไว้ในร่างกายได้เลย

“ร่างปราณ​รั่วไหลอย่างนั้นรึ นี่มันหมายความว่าข้าไม่มีทางพัฒนาขอบเขตพลังได้อีกแล้ว..ชั่วชีวิตนี้ก็คงต้องอยู่กับระดับพลังแค่อาณาจักร​ทะเลทุกข์ยาก​ขั้นกลางเท่านั้นสินะ” ชูเกอลูบคางอย่างครุ่นคิด

ด้วยระดับพลังแค่อาณาจักร​ทะเลทุกข์ยาก​ขั้นกลาง เขาไม่มีทางได้เป็นศิษย์หลักอย่างแน่นอน

หรือแม้ว่าเขาจะบังเอิญโชคดีได้เป็นศิษย์หลัก การพัฒนาขอบเขตพลังในอนาคตก็คงจะเป็นเรื่องยากอยู่​ดี

แล้วเขาจะแก้ไขผลข้างเคียงนี้ได้อย่างไร?

“พี่ชาย…ท่านกำลังเจอปัญหาอะไรงั้นหรือ?”

เสียงใสๆที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำเอาชูเกอสะดุ้ง…เขาเกือบลืมไปแล้วว่าในห้องนี้ยังมีเด็กสาวตัวน้อยอยู่อีกคน

ณ​ ขณะนี้​ชูเหยียนเอ๋อร์กระโดดขึ้นไปนั่งยองๆบนเตียงข้างๆเขาพร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“พี่ชายมีปัญหาอะไรก็บอกข้ามาสิ ข้าช่วยแก้ไขให้ได้นะ!”

“เจ้า?”

ชูเกอหัวเราะเบาๆพร้อมคิดในใจ​ว่า​ ‘เจ้าตัวเล็กแค่นี้จะไปช่วยอะไรได้’

เเต่ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็พลันแข็งค้างไปชั่วขณะ เมื่อเขานึกขึ้นได้ถึงระดับพลังที่ลึกลับของชูเหยียนเอ๋อร์

‘หรือว่า…นางจะมีวิธีแก้ไขปัญหานี้จริงๆ?’

ชูเกอไอเบาๆเเล้วพูด​ว่า

“เจ้าพอจะมีวิธีรักษาโรคที่คล้ายๆกับร่างปราณ​รั่วไหลบ้างไหม?”

เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้, ชูเหยียนเอ๋อร์ก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง​

“อะไรนะ!...ร่างปราณ​รั่วไหลอย่างนั้นรึ?”

“พี่ชาย…ร่างปราณ​รั่วไหลน่ะมันรักษาไม่ได้หรอก หรือถ้าได้ค่ารักษามันแพงมาก…ในแคว้นหยุนหวงแห่งนี้ไม่มีใครรักษาได้หรอก”

ร่างปราณ​รั่วไหลถือเป็นร่างกายที่ถูกสวรรค์ทอดทิ้ง หากต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายเช่นนี้อย่างน้อยๆก็ต้องให้ผู้แข็งแกร่งในอาณาจักร​สวรรค์และมนุษย์มาลงมือเปลี่ยนแปลงโชคชะตาให้เท่านั้น

แต่ทว่าในหมู่เจ็ดสำนักใหญ่ของแคว้นหยุนหวงแห่งนี้ กลับไม่มีแม้แต่ปรมาจารย์​อาณาจักร​สวรรค์​เเละ​มนุษย์​สักคน, หรืออย่างน้อยๆก็ในสายตาของคนทั่วไป…พวกเขาไม่เคยปรากฏตัวออกมาเลย

สำนักซวนหยุนเองก็เป็นหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่…พวกเขาก็ไม่เคยมีบันทึกว่าเคยมีปรมาจารย์​อาณาจักร​สวรรค์​เเละ​มนุษย์​ปรากฏตัวเช่นกัน

เมื่อเห็นชูเหยียนเอ๋อร์เริ่มกระโตกกระตาก…ชูเกอก็รับอธิบายทันที​

“ข้าไม่ได้มีร่างปราณ​รั่วไหล, เพียงแต่ตอนต่อสู้ ข้าเอาพลังฝึกฝนไปแลกกับพลังต่อสู้ จนทำให้ตันเถียนได้รับบาดเจ็บ และเกิดเป็นผลข้างเคียงที่คล้ายๆกับร่างปราณ​รั่วไหลเท่านั้น”

เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้, ชูเหยียนเอ๋อร์ก็เกาหัวราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของชูเหยียนเอ๋อร์ ชูเกอก็เดาได้ทันทีว่านางต้องรู้อะไรบางอย่าง…เขาจึงรีบถามต่อทันที​

“เจ้ามีวิธีรักษามันหรือไม่?”

“มีแต่โอสถวิญญาณขั้นสูงอย่าง ‘โอสถหลอมวิญญาณ’ เท่านั้นที่สามารถรักษาอาการนี้ได้” ชูเหยียนเอ๋อร์ถอนหายใจ

“แต่เท่าที่ข้ารู้ ศูนย์กลางการค้าของสำนักซวนหยุนไม่มีโอสถหลอมวิญญาณขาย”

สีหน้าของชูเกอที่กำลังดีใจพลันหม่นหมองลง ความหวังของเขาพังทลายลงในพริบตา

เเต่ทันใดนั้นชูเหยียนเอ๋อร์ก็วางมือลงบนไหล่ของชูเกอ พร้อมตบลงบนหน้าอกของตัวเองเบาๆอย่างภาคภูมิใจ

“แต่ว่า…ตรงหน้าพี่ชายมีปรมาจารย์การปรุงโอสถ​อยู่นะ”

“หากพี่ชายพูดจาไพเราะเพราะพริ้ง ปรมาจารย์อาจจะยอมปรุงโอสถ​ให้ก็ได้นะ”

ตอนนี้​ชูเกอถึงกับพูดไม่ออก…ปรมาจารย์การปรุงโอสถ​อย่างนั้นรึ?

มีปรมาจารย์การปรุงโอสถ​ที่อายุยังน้อยขนาดนี้ด้วยหรือ?

"ไม่เชื่อหรือ?”

“ท่านอาจารย์ของข้าเคยบอกว่า ข้าเป็นอัจฉริยะในการปรุงโอสถ​ที่หาได้ยากในรอบพันปี…ไม่สิ​ หมื่นปีต่างหาก!”

“โอสถระดับวิญญาณขั้นสูงแค่นี้ ข้าสามารถปรุง​ได้อย่างง่ายดาย”

เมื่อเห็นชูเกอทำท่าทางสงสัย, ชูเหยียนเอ๋อร์ก็โพล่งออกมาอย่างโมโห

"เชื่อสิ ข้าเชื่อ​อยู่แล้ว งั้น...สาวน้อยอัจฉริยะการปรุงโอสถ​ที่ทั้งสวยและน่ารัก….ท่านพอจะช่วยปรุงโอสถ​ให้ข้าสักเม็ดได้หรือไม่?"

เพื่อโอสถหลอมวิญญาณ เเละเพื่อฟื้นฟูระดับพลัง…ชูเกอถึงกับยอมพูดจาเลี่ยนๆแบบนี้

"ในที่สุดก็พูดความจริงสักที, ข้าชอบคำพูดแบบนี้ที่สุดเลย"

ชูเหยียนเอ๋อร์เอามือเท้าสะเอวเเละยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาดเรียงราย

นางหัวเราะอย่างชอบใจอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งเห็นชูเกอนั่งไขว่ห้างมองดูนางอยู่ นางจึงหยุดหัวเราะแล้วไอเบาๆ เหมือนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย

จากนั้นนางก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

"อย่างแรกเลย ท่านต้องไปเตรียมสมุนไพรสามอย่าง พวกมันได้แก่...อะไรบ้างนะ?”

“อ้อ! นึกออกแล้ว…พวกมันคือ, เห็ดหลิงจือหกสุริยัน, ต้นหญ้าชิงหลิง และบัวเก้าปล้องสีเขียวหยก”

“ในบรรดาสมุนไพรทั้งสามอย่าง เห็ดหลิงจือหกสุริยันกับต้นหญ้าชิงหลิงนั้นหาได้ทั่วไป…ส่วนบัวเก้าปล้องสีเขียวหยกนั้นหายากกว่าเล็กน้อย แต่ข้าคิดว่าศูนย์กลางการค้าของสำนักซวนหยุนน่าจะมีขายนะ”

ชูเกอพยักหน้า เเละรู้​สึ​กใจชื้นขึ้นมาในทันที

อย่างน้อยก็ยังมีทางแก้ไข…ส่วนเรื่องผลลัพธ์ค่อยว่ากันทีหลัง

อีกอย่าง…เจ้าของร่างเดิมก็ทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ให้เขาไม่น้อย, มูลค่ารวมแล้วมีประมาณสามหมื่นผลึกขาว

ในโลกใบนี้ สิ่งของที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนมีอยู่สามระดับ ได้แก่ ผลึกขาว ผลึกฟ้า และผลึกม่วง พวกมันสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ในอัตราส่วนร้อยต่อหนึ่ง

สามหมื่นผลึกขาว ถือว่าไม่ใช่น้อยๆเลย มันเพียงพอที่จะซื้อสมุนไพรทั้งสามอย่างได้อย่างแน่นอน

ทันใดนั้นชูเกอก็นึกอะไรบางอย่างออก…หากวันนี้เขาไม่ต้องการซื้อสมุนไพร เขาคงลืมชายคนนี้ไปแล้ว

'หลินเทียน!'

ระดับพลังของหลินเทียนนั้นธรรมดามาก, แต่เขากลับมีความสามารถในการทำธุรกิจเป็นเลิศ

เขาเปิดร้านอยู่ที่ศูนย์กลางการค้าของสำนักซวนหยุน ธุรกิจของเขารุ่งเรืองมาก…เเต่มันก็เป็นเหตุให้ถูกคนอื่นอิจฉา รังแก ข่มเหง หลินเทียนจึงต้องมาขอความคุ้มครองจากชูเกอ

สามหมื่นผลึกขาวนี้ ส่วนใหญ่แล้วก็มาจาก 'ค่าคุ้มครอง' ที่หลินเทียนมอบให้เขานั่นเอง

“พรุ่งนี้ไปหาหลินเทียนหน่อยดีกว่า หากเขายังจำพี่ชายคนนี้ได้ก็ดีไป หากเขาไม่จำ…ต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน”

ภายใต้ความมืดมิด ดวงตาของชูเกอเป็นประกายราวกับสายฟ้าที่พาดผ่าน

ศูนย์กลางการค้าของสำนักซวนหยุนตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา, บางทีอาจเป็นเพราะปฐมบรรพบุรุษของสำนักซวนหยุนรู้สึกว่าศูนย์กลางการค้านั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเงินทอง พวกเขาจึงสร้างมันไว้ที่เชิงเขา

แต่ด้วยเหตุนี้เอง ศูนย์กลางการค้าของสำนักซวนหยุนจึงเปิดกว้างต้อนรับผู้คนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนอิสระหรือผู้คนจากสำนักเล็กๆใกล้เคียง…พวกเขา​ต่างก็สามารถมาตั้งแผงขายของได้

ทางทิศตะวันออก ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสว แสงสีขาวนวลเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า

เมฆาเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า พระอาทิตย์ค่อยๆโผล่พ้นขอบฟ้าพร้อมพลังปราณบริสุทธิ์ที่แผ่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ

ศูนย์กลางการค้าเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน ร้านค้าต่างๆตั้งเรียงรายเป็นแถว มีทั้งร้านขายของใช้ในชีวิตประจำวัน ร้านขายอาวุธวิญญาณ​ โอสถวิเศษ แม้กระทั่งร้านขายทาสเผ่าจิ้งจอกสาวก็ยังมี

ร้านค้าของหลินเทียนตั้งอยู่ในทำเลที่ดี ผู้คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน แต่ทว่ามันกลับไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว

หลินเทียนนั่งอยู่หน้าประตูร้าน มือถือไม้ปัดขนไก่แกว่งไปมาอย่างเบื่อหน่าย…ตอนนี้เขากำลังนับจำนวนหญิงสาวที่สวมชุดสีแดงที่เดินผ่านไปมา

ดวงตาข้างซ้ายของเขาเขียวช้ำ ส่วนมือข้างขวานั้นพันผ้าเอาไว้

หลินเทียนถอนหายใจอย่างจนใจ

"หลินเทียน…ยอมแพ้แล้วก็ไสหัวไปซะ ถ้ายอมมอบร้านนี้ให้เป็นของข้า ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า แต่ถ้ายังดื้อด้านอีก หึหึ…"

หลินเทียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาข้างซ้ายที่เขียวช้ำหรี่ลงเล็กน้อย

"ฮึ่ม…หวังอู่ ตอนที่พี่ใหญ่ชูยังอยู่ เจ้าเห็นข้าทีไรก็วิ่งหนีหางจุกตูด ตอนนี้พี่ใหญ่ชูเกิดเรื่องขึ้น พวกเจ้าก็รีบมาข่มเหงรังแกข้าในทันที!"

“เเก!” หวังอู่โกรธจนตัวสั่น

เขากระแทกหมัดเข้าที่หน้าอกของหลินเทียนอย่างแรง

โครม!

ร่างของหลินเทียนล้มไปกระแทกกับโต๊ะด้านหลังจนโต๊ะไม้แตกละเอียด

มุมปากของหลินเทียนมีเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา เขาเช็ดเลือดที่มุมปากอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเขารู้ดีว่า ตอนนี้คงไม่มีโอกาสแก้ตัวอะไรอีกแล้ว

หลังจากเกิดเรื่องขึ้นในการประลองระหว่างชูเกอกับเหยียนเฮ่า มันก็มีข่าวลือแพร่สะพัดออกไป

บ้างก็ว่าชูเกอกลายเป็นคนพิการไปแล้ว บ้างก็ว่าชูเกอกำลังฝึกฝนวิชายุทธ์ใหม่จนพลาดพลั้ง​

เเละหลังจากนั้นหวังอู่ก็มาหาเรื่องเขา โดยอ้างว่าต้องการจะยึดร้านแห่งนี้…เขาจึงต่อว่าหวังอู่ไปสองสามประโยค เเละสุดท้ายก็ถูกหวังอู่ซ้อมจนสะบักสะบอม

“น่าเสียดาย ตอนนี้ไม่มีพี่ใหญ่ชูคอยคุ้มครองข้าแล้ว”

หลินเทียนหลับตาลง ยันตัวลุกขึ้นเตรียมเก็บข้าวของออกจากร้าน

เมื่อ​เห็น​เช่นนี้​หวังอู่ก็แสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย

"ไสหัวไปให้พ้น…บอกให้ก็ได้ เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเจอชูเกอ เเละมันยังไม่กล้าผายลมใส่ข้าเลย”

“ตอนนี้ต่อให้มันยืนอยู่ตรงหน้าข้า ข้าก็จะซ้อมมัน!”

"หืมมมม”

“อย่างนั้นรึ?”

“เจ้าอยากจะซ้อมข้าอย่างนั้นหรือ?”

เเต่ทันใดนั้น มันก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆพวกเขา

หวังอู่หันขวับไปมองด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ก็พบกับชายหนุ่มในชุดสีเขียวที่กำลังเดินตรงเข้ามาอย่างเชื่องช้า

ด้านหลังของชายผู้นั้นมีเด็กสาวที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูเดินตามมาติดๆ

“ชูเกอ!”

ดวงตาของหวังอู่ฉายแววตื่นตระหนก แต่ในพริบตาเดียวมันก็หายไป

“ชูเกอกลายเป็นคนพิการไปแล้ว ข้าจะไปกลัวมันทำไม?”

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ซ้อมมันตอนนี้เลยละกัน!”

หวังอู่พึมพำ​ใน​ใจ​จากนั้นก็ส่งสายตาไปยังลูกน้องของเขา, พร้อมกับเอ่ยเยาะเย้ย

“อัจฉริยะชูเกอ…เจ้าอยากจะยุ่งเรื่องของคนอื่นอีกแล้วรึไง?”

ชูเกอยิ้มมุมปาก เขาชักดาบยาวออกมาจากด้านหลัง…ดาบที่ถูกชักออกจากฝักส่งเสียงดังกังวาน

"เลิกพูดไร้สาระ พวกเจ้าเข้ามาพร้อมๆกันเลย!”

“ฮึ่มม…ตอนนี้ระดับพลังของมันลดลงเหลือแค่อาณาจักร​ทะเลทุกข์ยาก​ขั้นกลางเท่านั้น พวกเราไปรุมกระทืบมัน!”

เมื่อหวังอู่โบกมือ…ลูกน้องห้าหกคนก็

กรูกันเข้าไปหาชูเกอในทันที

ชูเกอก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสื้อผ้าของเขาพลิ้วไสว ราวกับผีเสื้อที่กำลังเต้นระบำ

ดาบอัศนี!

หลังจากฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาหนึ่งเดือนเต็ม ดาบอัศนีก็บรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้ว

พลังของมันสามารถ​สังหารศัตรูได้ด้วยดาบเดียว!

ชูเกอฟาดฟันดาบออกไปอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นเงาดาบมากมายที่ดูสง่างามและน่าเกรงขาม

ฉัวะๆๆๆๆๆ

เพียงพริบตา, ลูกน้องห้าคนของหวังอู่ก็ล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส

เมื่อเห็นท่าไม่ดี หวังอู่ก็รีบหันหลังวิ่งหนีทัน​ที

ฉัวะ!

เเต่ทันใดนั้น ชูเกอก็ปล่อยดาบในมือออกไป

ดาบเล่มนั้นพุ่งปราดไปปักอยู่ที่ประตูไม้สีแดง ขวางทางหนีของหวังอู่อย่างรวดเร็ว

ณ​ ขณะนี้…ขาของหวังอู่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว

"เมื่อกี้ เจ้าบอกว่าจะซ้อมข้าอย่างนั้นรึ?” ชูเกอมองหวังอู่ด้วยรอยยิ้ม

ถึงแม้ชูเกอจะไม่ได้มีประสบการณ์ในการต่อสู้มากนัก แต่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมกลับมีประสบการณ์มากมาย ดังนั้นตอนนี้เขาจึงสามารถต่อสู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

หัวใจของหวังอู่เต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว เขารวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีอยู่เเล้วเอ่ยข่มขู่

“ชูเกอ! ปล่อยข้าไปซะ, ไม่งั้นม่อเสี่ยวหลางจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

“ตอนนี้เจ้ามีระดับพลังแค่อาณาจักร​ทะเลทุกข์ยาก​ขั้นกลาง เจ้าไม่มีทางเอาชนะเขาได้หรอก!”

“ม่อเสี่ยวหลาง?​” ชูเกอหรี่ตาลง

ม่อเสี่ยวหลางมีระดับพลังอยู่ที่ขอบเขตทะเลทุกข์ขั้นปลาย เมื่อก่อนเคยถูกชูเกอซ้อมจนหนีหางจุกตูดอยู่​บ่อยๆ

ชูเกอเดินไปหยิบดาบขึ้นมา เขาใช้ด้ามดาบตบลงบนใบหน้าของหวังอู่อย่างแรง จนกระทั่งใบหน้าของมันแดงก่ำ

จากนั้น​เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"งั้นรึ? เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้า กลับไปตามม่อเสี่ยวหลางมา บอกมันว่าวันนี้ชูเกอจะรอมันอยู่ที่นี่…หากมีปัญหา​ก็มาสู้กับข้า!”

“ท้าสู้?”

“ชูเกอประกาศท้าสู้ม่อเสี่ยวหลาง?”

ทันใดนั้น, ข่าวนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วศูนย์กลางการค้าอย่างรวดเร็ว

………………….

จบบทที่ บทที่ 6 : ท้าสู้ม่อเสี่ยวหลาง!

คัดลอกลิงก์แล้ว