เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 70 ชั้นเรียนวิชาเซียนครั้งแรก

บทที่ 70 ชั้นเรียนวิชาเซียนครั้งแรก

บทที่ 70 ชั้นเรียนวิชาเซียนครั้งแรก


"เจ้ารู้หรือไม่!" จางผิงอันหันไปจ้องมองหวังเหล่าต้า "ข้าเป็นคนเขียนจดหมายไปบอกหลี่ซื่อเอง ว่ากู้อี้เป็นสิบแปดมงกุฎ ความจริงแล้ว ในจดหมายข้ายังบอกไม่หมดหรอกนะ กู้อี้ไม่เพียงแต่เป็นสิบแปดมงกุฎ แต่เขายังเป็นฆาตกรอีกด้วย"

หวังเหล่าต้ายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น

เมื่อจางผิงอันกล่าวจบประโยคนี้ ก็หันหลังเดินหายเข้าไปในความมืดมิด

เหงื่อเม็ดโป้งไหลกลิ้งลงมาจากหน้าผากของหวังเหล่าต้า ปากก็พึมพำว่า "คุณชายเอ๊ย เรื่องพรรค์นี้ ท่านจะมาบอกข้าทำไมล่ะ? ข้าขอทำเป็นไม่ได้ยินได้หรือไม่เนี่ย?"

"ดูเหมือนจะไม่ได้แฮะ!"

ใบหน้าของหวังเหล่าต้าซีดเผือด

เขารู้ดีว่า นี่คือการที่จางผิงอันยืมปากของเขา ไปประกาศสงครามกับกู้อี้ แต่ว่า ท่านจะไปหาใครไม่ได้เชียวรึ ทำไมต้องมาเจาะจงที่ข้าด้วยเล่า?

เขาเดินคอตกกลับไป ยิ่งเดินก็ยิ่งเศร้าใจ ยิ่งเดินก็ยิ่งโมโห

เรื่องนี้ มันไปเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?

ข้าถูกปรักปรำนะ!

การต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือ ไม่เคยมานั่งใส่ใจหรอกว่ามดปลวกจะถูกปรักปรำ หรือจะถูกลูกหลงจนบาดเจ็บล้มตายหรือไม่

จางผิงอันเดินฝ่าความมืดมิดยามค่ำคืน กลับมาถึงบ้านพักหลังใหม่ของตัวเอง

ที่มุมทั้งสี่ของลานบ้าน ไข่มุกราตรีส่องแสงสว่างขึ้นมา แสงสว่างภายในลานบ้านดูนุ่มนวลเป็นอย่างยิ่ง

สนามหญ้าภายในลานบ้าน ล้วนปลูกหญ้าเซียนเอาไว้ทั้งสิ้น ยามที่สายลมพัดผ่าน ก็จะเกิดเสียงดังซู่ซ่า เขาไม่ได้กลับเข้าไปในห้อง แต่กลับนั่งลงที่โต๊ะหินภายในลานบ้าน

แหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์

เขามั่นใจแล้วว่า ความเป็นปรปักษ์ที่กู้อี้มีต่อเขานั้นเป็นเรื่องจริง ยิ่งไปกว่านั้น เจ้านั้นคงจะรู้มาตั้งนานแล้ว ว่าเป็นเขาเองที่เขียนจดหมายไปบอกหลี่ซื่อ

แม้ว่าคนขี้ขลาดอย่างหลี่ซื่อจะไม่กล้าไปแก้แค้นเขา แต่การที่ไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ทั่วว่าเขาเป็นสิบแปดมงกุฎ ทำให้เขาไม่สามารถหาเงินได้อีกต่อไป ก็ถือเป็นการสร้างความแค้นฝังลึกไปแล้ว

การตัดช่องทางทำมาหากินของผู้อื่น ก็เปรียบเสมือนการฆ่าบิดามารดา

แต่ทว่า ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดบัญชีแค้นกับกู้อี้

กู้อี้ไม่เหมือนกับตัวเขา ตรงที่มีเบื้องหลัง ยิ่งไปกว่านั้นยังอยู่ระดับฝึกลมปราณขั้นเจ็ด แถมยังมีของวิเศษมากมาย ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ได้

หากกู้อี้ฆ่าเขาตาย อย่างมากก็คงถูกกักบริเวณสักหนึ่งเดือน

แต่หากตัวเขาไปฆ่ากู้อี้ตายล่ะก็ จะต้องถูกถลกหนังเลาะเอ็นอย่างแน่นอน

ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ไม่เคยมีความเท่าเทียมกันหรอก

จางผิงอันทำได้เพียงปล่อยเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ยื้อเวลาเรื่องนี้ออกไป การเปิดเผยความขัดแย้งให้รับรู้กันโดยถ้วนหน้า จะทำให้กู้อี้ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น

จางผิงอันยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ

ดังนั้น เมื่อทุกคนรู้ว่ากู้อี้และตัวเขามีความแค้นต่อกัน เขากลับจะไม่กล้าลงมือทำอะไรวู่วาม

ก็มีสายตาตั้งมากมายจับจ้องอยู่นี่นา

สิ่งที่จางผิงอันกลุ้มใจที่สุดในตอนนี้ ก็คือจะเอาอะไรไปรายงานกับท่านลุงเสวียนหยวน

นี่ต่างหาก ถึงจะเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังจะมาถึง และเกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของเขา

ในยามที่ท่านเจ้าปราสาทไม่อยู่ เสวียนหยวนก็คือผู้กุมอำนาจสูงสุดของที่นี่

จะรอดก็เพราะการหลอมโอสถ!

จะตายก็เพราะการหลอมโอสถ!

ตัวเขาคงไม่สามารถเอาวิธีการหลอมโอสถจากวิชามาร ไปส่งมอบให้เพื่อเอาตัวรอดได้หรอกนะ?

ยาก!

มันยากเกินไปแล้ว!

คืนนั้นเขานอนไม่หลับทั้งคืน

เช้าวันรุ่งขึ้น เขายืดเส้นยืดสายเล็กน้อย หาอะไรกินรองท้องง่ายๆ แล้วก็มุ่งหน้าไปยังหอถ่ายทอดวิชา

ยังเดินไปไม่ทันถึง ก็ได้ยินเสียงวุ่นวายดังมาจากด้านใน

ที่แท้ก็ไม่ได้มีแค่เด็กใหม่เพียงสองคนเท่านั้น ศิษย์สายนอกคนอื่นๆ ก็มากันหมด จางผิงอันลองนับดู มีประมาณสามสิบคน

ส่วนใหญ่สวมชุดนักพรต

แต่ก็มีอยู่สองสามคนที่สวมเสื้อผ้าแปลกประหลาด กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส

เมื่อจางผิงอันเดินเข้าไป ทุกคนก็หันมามองเขา ศิษย์น้องใหม่ผู้นี้ ช่างหน้าตาไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

กู้อี้นั่งอยู่แถวหน้าสุด ใช้สายตาที่เย็นชาและดุดัน จ้องมองจางผิงอันที่เดินเข้ามาในหอถ่ายทอดวิชา

จางผิงอันทำเป็นมองไม่เห็น

บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม

"คารวะศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิงทุกท่านขอรับ!"

"ไอ้หนู ข้าดูแล้วเจ้าหน้าตาไม่คุ้นเลย ไม่ใช่คนบนเขาใช่ไหม?"

"มานี่สิ รีบมาหาศิษย์พี่หญิงตรงนี้เร็วเข้า ให้ศิษย์พี่ลองตรวจดูคุณภาพสักหน่อยสิ เจ้าหนุ่มหน้าขาวนี่ก็ดูมีสง่าราศีไม่เบาเลยนะเนี่ย!"

"อย่าไปสนใจนังผู้หญิงบ้าคนนั้นเลย นางฝึกฝนวิชาดูดกลืนหยาง เด็กหนุ่มที่ตกเป็นเหยื่อของนาง มีมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว"

"ไอ้สารเลว หวังจื่ออี้ เจ้ากล้าดีอย่างไรมาใส่ร้ายข้า เจ้าตายแน่!"

"นังผู้หญิงเหม็นสาบ คิดว่าข้าจะกลัวเจ้ารึ ยายเฒ่าหนังเหนียว เจ้าอุตส่าห์บำเพ็ญเพียรมาตั้งหกสิบเก้าปีแล้ว แม้แต่ระดับฝึกลมปราณขั้นสิบเจ้าก็ยังไปไม่ถึงเลย แล้วเจ้าจะมาบำเพ็ญเพียรหาพระแสงอะไร!"

"ไอ้หยา? ทำอย่างกับตัวเองดีตายอย่างนั้นแหละ เจ้าก็บำเพ็ญเพียรมาสามสิบกว่าปีแล้วเหมือนกัน เจ้าน่ะอยู่แค่ขั้นไหนเอง กล้าดีอย่างไรมาหัวเราะเยาะข้า?"

"ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!"

เมื่อถูกแฉความลับ ศิษย์พี่หญิงที่ดูแข็งแกร่งดุดันผู้นั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นางพุ่งเข้าไปบีบคอหวังจื่ออี้ทันที

รอบด้านมีแต่เสียงเชียร์ให้กำลังใจ

"จัดการไอ้หมอนั่นให้ตายไปเลย ข้าก็ไม่ชอบหน้ามาตั้งนานแล้วเหมือนกัน"

"พี่สาวสู้ๆ!"

……

...

……

สถานการณ์ควบคุมไม่ได้อยู่พักใหญ่ จางผิงอันแทบจะอ้าปากค้างจนกรามตก นี่คือ... ชั้นเรียนของพวกเซียนงั้นรึ?

หา?

"เงียบหน่อย เงียบหน่อย!"

ท่านเซียนอวี๋เดินเข้ามาในห้องเรียนพอดี เขากระโดดขึ้นไปบนแท่นบรรยาย นั่งลงอย่างมั่นคง แล้วตะโกนเสียงดังลั่น

แต่เพียงพริบตาเดียว เสียงนั้นก็ถูกกลบไปจนสิ้น

ท่านเซียนผู้นี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีบารมีเท่าไหร่เลยแฮะ!

จางผิงอันเดินไปนั่งลงข้างๆ กู้อี้อย่างว่าง่าย แต่ก็ทำเป็นไม่รู้จักเขา ทำเพียงแค่ยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองท่านเซียนอวี๋เท่านั้น

กู้อี้คิดไม่ถึงเลยว่า จางผิงอันจะหน้าด้านหน้าทนถึงเพียงนี้ ยังกล้ามานั่งข้างๆ เขาอีก

เขาหันขวับมาจ้องมองจางผิงอันอย่างดุร้าย

สายตาคมกริบดุจใบมีด

เป็นสายตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้เลยทีเดียว

"พวกเราเป็นเด็กใหม่นะ หรือว่าเจ้าอยากจะมาลงไม้ลงมือกับข้าด้วยอีกคนล่ะ?" จู่ๆ จางผิงอันก็หันกลับมา สายตาของเขาดูใสซื่อบริสุทธิ์ เขาส่งยิ้มให้กู้อี้

ท่านเซียนอวี๋กระแอมไอเบาๆ

"พวกเรามาเริ่มเรียนกันเถอะ คาบเรียนนี้ จะยังไม่พูดถึงเรื่องการฝึกฝน แต่จะมาพูดถึงเรื่องระดับขั้นของวิชาเซียนกันก่อน"

"ตาเฒ่า ท่านเคยสอนเรื่องนี้เมื่อร้อยปีก่อนแล้ว เปลี่ยนเรื่องอื่นเถอะ"

ท่านเซียนอวี๋โกรธจนหนวดเคราสั่นกระพือ ในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงตวาดด่าเสียงดังลั่น "นี่ข้าตั้งใจจะสอนให้ศิษย์ใหม่ฟัง ไม่ได้จะสอนให้พวกเศษสวะอย่างพวกเจ้าฟัง ศิษย์ที่มีความสามารถจริงๆน่ะ ต่างพากันเข้าไปอยู่สายในกันหมดแล้ว เหลือก็แต่พวกไม่ได้เรื่องอย่างพวกเจ้านี่แหละ นี่พวกเจ้าไม่รู้จักละอายใจบ้างเลยหรือไง?"

เอ๊ะ!

มีเสียงโห่ร้องดังขึ้นระงม

หลังจากถูกด่า ก็มีคนไม่ยอมรับ

"ท่านเซียน ท่านพูดแบบนี้ลำเอียงเกินไปหน่อยนะ ท่านคิดว่าพวกเราไม่อยากบำเพ็ญเพียรหรือไง? ข้าใช้โอสถรวบรวมปราณวันละร้อยเม็ด แต่จุดตันเถียนกลับไม่สามารถดูดซับมันเข้าไปได้เลย ชาตินี้ คงได้แค่ขั้นสิบไปจนตายแล้วล่ะ พรสวรรค์มีอยู่แค่นี้ มันใช่สิ่งที่ความพยายามจะช่วยได้หรือไงล่ะ?"

"การบำเพ็ญเซียน มันใช่สิ่งที่จะประสบความสำเร็จได้ด้วยความพยายามงั้นรึ? ท่านคิดว่าพวกเราไม่อยากบำเพ็ญเพียรหรือไง?"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ภายในหอถ่ายทอดวิชาก็ค่อยๆ เงียบสงบลง ทุกคนต่างเอียงคอมอง ล้วนมีสีหน้ารอคอยความตายไปวันๆ

ท่านเซียนอวี๋เองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

คนตรงหน้ากลุ่มนี้ ล้วนเป็นพวกเส้นสายทั้งนั้น หากคัดเลือกตามพรสวรรค์จริงๆ พวกนี้คงไม่มีทางได้เข้ามาเป็นศิษย์สายนอกหรอก การที่คนพวกนี้สามารถฝึกฝนจนถึงระดับฝึกลมปราณขั้นเก้า ขั้นสิบได้ ก็ถือว่าใช้ศักยภาพที่มีอยู่จนหมดสิ้นแล้วล่ะ

เขาเองก็รู้สึกจนปัญญา ได้แต่ส่ายหน้า

"ปกติพวกเจ้าจะวุ่นวายกันแค่ไหน ข้าก็ไม่สนหรอกนะ แต่วันนี้มีศิษย์น้องใหม่มาสองคน อย่ามาขัดจังหวะการสอนศิษย์น้องใหม่ของข้าก็แล้วกัน ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?"

"มา พวกเจ้าสองคน แนะนำตัวเองให้ศิษย์พี่ศิษย์พี่หญิงได้รู้จักหน่อยสิ"

ท่านเซียนอวี๋กล่าวจบ

กู้อี้ลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก ประสานมือคารวะ "ศิษย์พี่ศิษย์หญิงทุกท่าน ผู้น้อยกู้อี้ ศิษย์สายนอกคนใหม่ ระดับฝึกลมปราณขั้นเจ็ดขอรับ"

"ชิ ไอ้เศษสวะตระกูลกู้ ใครจะไม่รู้จักเจ้าล่ะ? วันๆ เอาแต่หลอกลวงต้มตุ๋น ทำร้ายศิษย์รับใช้ เจ้ารีบนั่งลงไปเลยไป"

เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วทั้งหอ

กู้อี้หน้าดำคร่ำเครียด แม้ว่าเขาจะเป็นหลานชายของท่านเจ้าปราสาท แต่คนในนี้ แต่ละคนก็ไม่ใช่คนธรรมดาๆทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเขาเองรู้ดีที่สุด ว่าในสายตาของท่านเจ้าปราสาท เขาไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย

เขาไม่กล้าอาละวาด ทำได้เพียงประสานมือคารวะ แล้วกลับไปนั่งที่เดิม

ศิษย์พี่ศิษย์หญิงเหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นัก จางผิงอันรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ เขาลุกขึ้นยืนเช่นกัน

"ผู้น้อยจางผิงอัน ระดับฝึกลมปราณขั้นห้าขอรับ!"

จบบทที่ บทที่ 70 ชั้นเรียนวิชาเซียนครั้งแรก

คัดลอกลิงก์แล้ว