- หน้าแรก
- เลี้ยงสัตว์ในยุคข้าวยากหมากแพง ข้าสั่งให้สรรพสัตว์กักตุนเสบียงให้ข้า
- บทที่ 17 แขกไม่ได้รับเชิญ ผู้มาหาเรื่องถึงเรือน
บทที่ 17 แขกไม่ได้รับเชิญ ผู้มาหาเรื่องถึงเรือน
บทที่ 17 แขกไม่ได้รับเชิญ ผู้มาหาเรื่องถึงเรือน
บทที่ 17 แขกไม่ได้รับเชิญ ผู้มาหาเรื่องถึงเรือน
เช้าตรู่วันต่อมา ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่างไสว
กลิ่นหอมกรุ่นของโจ๊กข้าวขาวคละคลุ้งไปกับกลิ่นเนื้อต้มโชยออกมาจากกระท่อมมุงจาก
ซูหว่านเอ๋อร์สวมผ้ากันเปื้อนที่หลัวอวี่เย็บให้อย่างง่ายๆ จากเศษหนังขยับกายวุ่นวายอยู่หน้าเตา ใบหน้าเล็กๆ ของนางถูกแสงไฟอาบจนแดงระเรื่อ ดวงตาสดใส ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว ดูราวกับเป็นคนละคนกับผู้ลี้ภัยที่เกือบจะสิ้นใจเมื่อไม่กี่วันก่อน
ส่วนหลัวอวี่กำลังฝึกเพลงหมัดอยู่กลางลานบ้านที่ปกคลุมด้วยหิมะ นี่คือชุดเพลงหมัดพื้นฐานที่เขาเคยเรียนจากลานฝึกยุทธของตระกูลหลัวเมื่อตอนอายุสิบห้า แม้ท่วงท่าจะเรียบง่าย แต่ทุกหมัดที่ชกออกไปกลับแฝงไปด้วยเสียงลมหวีดหวิว กระดูกและกล้ามเนื้อขยับประสานเป็นเสียงเดียว เลือดลมพลุ่งพล่าน
หลังจากได้รับการบำรุงมาทั้งคืนประกอบกับน้ำยาอาบเมื่อหัวค่ำ เขารู้สึกว่าทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยพละกำลังที่ใช้มิจักหมดสิ้น ความคืบหน้าของวิชาเสื้อคลุมเหล็กก็มาถึงเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์อย่างมั่นคง ขาดเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุระดับความสำเร็จขั้นต้น
"ท่านพี่ ได้เวลาทานข้าวแล้วเจ้าค่ะ"
ซูหว่านเอ๋อร์ตักโจ๊กเนื้อร้อนๆ สองชามมาวางไว้บนโต๊ะหินที่ประดิษฐ์ขึ้นชั่วคราวภายในบ้าน
ในหม้อยังเหลือเผื่อไว้ให้แม่ไก่แก่ด้วย เมื่อคืนมันออกไปข้างนอกและยังมิได้กลับมา
"มาแล้ว!"
หลัวอวี่จบชุดการฝึก เช็ดเหงื่อพลางกวาดหิมะมาล้างหน้าอย่างลวกๆ รูสึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก
ทว่าทั้งสองเพิ่งจะนั่งลงและยังมิทันได้จับตะเกียบ เสียงฝีเท้าที่สับสนวุ่นวายก็ดังมาจากหน้าประตู ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงอันจิกกัดของหญิงนางหนึ่ง
"อุ๊ยตาย ข้าก็นึกสงสัยว่าทำไมถึงได้กลิ่นเนื้อหอมโชยไปไกลนัก ที่แท้ก็มีคนร่ำรวยอยู่อย่างสุขสบายจนลืมหน้าลุงใหญ่ป้าใหญ่ ลุงรองป้ารองไปเสียสิ้นแล้ว!"
เมื่อได้ยินเสียงนี้
คิ้วของหลัวอวี่พลันขมวดเข้าหากันทันที มือที่ถือชามค้างอยู่กลางอากาศ
ใบหน้าเล็กๆ ของซูหว่านเอ๋อร์ซีดเผือดลงด้วยความตกใจ นางขยับกายเข้าหาหลัวอวี่โดยสัญชาตญาณ พลางกำชายเสื้อของเขาไว้แน่นด้วยความประหม่า
เสียงนี้
พวกเขาทั้งคู่ต่างคุ้นเคยดียิ่งนัก
นั่นคือป้าใหญ่ของหลัวอวี่ นามว่าหลัวชุ่ยฮวา
หลัวอวี่เงยหน้าขึ้นมอง เห็นประตูไม้หยาบๆ ของกระท่อมถูกผลักออกอย่างแรง ก่อนที่คนสี่คนจะเดินนวางท่าเข้ามาข้างใน
นำโดยหญิงวัยกลางคนร่างเตี้ยล่ำที่มีไขมันพอกพูนเต็มใบหน้า สวมเสื้อผ้าไหมกึ่งใหม่กึ่งเก่า นั่นคือหลัวชุ่ยฮวา ด้านหลังของนางตามมาด้วยชายวัยกลางคนร่างสูงโปร่งที่มีหนวดเคราและดวงตาที่กลอกกลิ้งไปมา เขาคือลุงใหญ่ของหลัวอวี่ นามว่าหลัวเลี่ย
ข้างกายของหลัวเลี่ยยังมีสามีภรรยาอีกคู่หนึ่ง ชายผู้นั้นมีผิวสีเข้มและร่างกายกำยำ ชัดเจนว่าเป็นพรานป่าที่ใช้ชีวิตอยู่บนเขานานนับปี เขาคือลุงรองของหลัวอวี่ นามว่าหลัวเฉิง ส่วนหญิงที่อยู่ข้างเขามีใบหน้าแหลมและท่าทางเหมือนลิง ดวงตาจับจ้องไปทั่วอย่างไม่หยุดนิ่ง นางคือป้ารอง นามว่าหลี่กุ้ยเฟิน
คนทั้งสี่นี้
อาจเรียกได้ว่าเป็นญาติที่ "ใกล้ชิด" ที่สุดของหลัวอวี่ในโลกใบนี้ และยังเป็นตัวการที่ทำให้เขาต้องตกระกำลำบากถึงเพียงนี้ด้วย
ทันทีที่เข้ามา สายตาของพวกเขาก็ถูกดึงดูดไปยังหม้อเนื้อหมูป่าที่เคี่ยวจนนุ่มในลานบ้านและโจ๊กเนื้อข้าวขาวสองชามบนโต๊ะ ในชั่วพริบตา ลูกกระเดือกของทั้งสี่คนขยับขึ้นลงพร้อมกัน ดวงตาฉายแววความโลภและความริษยาออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
โดยเฉพาะหลัวชุ่ยฮวาและหลัวเลี่ย แม้ปกติพวกเขาจะกินดีกว่าชาวนาเช่าทั่วไป แต่ก็เป็นเพียงข้าวธัญพืชหยาบกับผักดองเท่านั้น ชีวิตเช่นนี้ที่มีเนื้อชิ้นโตและข้าวขาวทุกมื้อ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
"ตายจริง หลานชายสุดที่รักของข้า เจ้าช่างเก่งกาจเหลือเกินนะ!"
หลัวชุ่ยฮวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน นางปรายตามองโจ๊กเนื้อบนโต๊ะก่อน จากนั้นสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ซูหว่านเอ๋อร์ เมื่อเห็นว่าซูหว่านเอ๋อร์ยังมิยอมตายทว่ากลับมีผิวพรรณดูดีและดูผ่องใส ความริษยาในดวงตาของนางก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
"ข้านึกว่าเจ้าคนขี้โรคสองคนมาอยู่ด้วยกัน จะได้ไปเฝ้ายมบาลภายในสามวันเสียอีก ใครจะไปรู้ว่าชีวิตพวกเจ้าจะอึดถึงเพียงนี้? ดูท่าว่าการแต่งงานล้างซวยเมื่อวันก่อนจะได้ผลจริงๆ สินะ?"
"ลุงใหญ่ ป้าใหญ่ ลุงรอง ป้ารอง"
หลัวอวี่วางชามและตะเกียบลง ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
เขารู้แจ้งเห็นจริงดั่งกระจกเงาว่าการที่คนทั้งสี่มาพร้อมหน้ากันในวันนี้ มิใช่เพื่อมาเยี่ยมหลานชายที่ "รอดชีวิต" แน่นอน
เห็นชัดว่าตัวแสบมาเยี่ยมไข่... ย่อมมิมีเจตนาดี
"นี่ยังรู้จักทักทายคนอยู่อีกรึ? ข้านึกว่าเจ้าร่ำรวยจนไม่เห็นหัวญาติจนๆ อย่างพวกเราเสียแล้ว!" ป้ารองหลี่กุ้ยเฟินเม้มปากและเอ่ยอย่างจิกกัด "ข้าได้ยินว่าเมื่อวานเจ้าเข้าป่าไปจับหมูป่าตัวเบ้อเริ่มมาได้รึ? ตั้งหลายร้อยจิน! คงขายได้เงินมาโขเลยสิ? อะไรกัน พอร่ำรวยแล้วก็นั่งกินอยู่คนเดียว ไม่รู้จักแสดงความกตัญญูต่อผู้ใหญ่บ้างรึ?"
"อาสะใภ้รองพูดถูก!" หลัวชุ่ยฮวารีบรับคำทันทีพลางวางท่าเป็นผู้ใหญ่และเอ่ยอย่างทรงคุณธรรม "หลัวอวี่ มิใช่ว่าข้าอยากจะดุด่าเจ้าหรอกนะ แต่พ่อแม่เจ้าตายไปตั้งแต่ยังเล็ก หากมิได้พวกข้าคอยดูแลเจ้ามาตลอดหลายปีนี้ เจ้าคิดว่าเจ้าจะมีชีวิตอยู่มาจนถึงวันนี้รึ? ยามนี้เจ้าปีกกล้าขาแข็งหาเงินได้แล้ว ก็ลืมกำพืดตัวเองเชียวรึ? เจ้าจะใจดำอำมหิตเกินไปแล้ว!"
สองพี่น้องหลัวเลี่ยและหลัวเฉิงยืนอยู่ด้านข้าง แม้พวกเขาจะมืได้พูดอะไร แต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความโลภได้บอกทุกอย่างแล้ว
พวกเขาได้ยินเรื่องที่หลัวอวี่จับหมูป่าได้เมื่อวาน ทีแรกก็มิอยากจะเชื่อ แต่ยามนี้มาเห็นด้วยตาตัวเอง โถ่เอ๋ย เขามีชีวิตที่สุขสบายยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก!
จะยอมให้เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
แม้แต่ที่ดินทำกินแปดหมู่ที่พ่อแม่เขาทิ้งไว้ พวกเขายังหาทางยึดมาไม่ได้เลย แล้วเขาจะมาลืมตาอ้าปากก่อนได้อย่างไร?
ต้องกดเขาให้จมเพื่อกำราบความโอหังที่เพิ่งผลิใบนี้เสีย และถือโอกาสกอบโกยผลกำไรจากเขาไปในคราวเดียวกัน!
"เหอะ!!"
หลัวอวี่มองดูคนทั้งสี่พูดรับส่งกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ในใจรู้สึกขบขันยิ่งนัก
ดูแลเขางั้นรึ?
ใช่ "ดูแล" ได้ดีเยี่ยมทีเดียว
ยักยอกมรดกทุกชิ้นที่พ่อแม่เขาทิ้งไว้และบีบให้เขาต้องกลายเป็นคนเลี้ยงวัวที่หิวโหยและเสื้อผ้าหลุดลุ่ย นั่นเรียกว่าการดูแลรึ?
ยามที่เขาเจ็บไข้ได้ป่วยใกล้ตาย นอกจากมืยื่นมือเข้ามาช่วยแล้ว ยังมาฉกเอาแม่ไก่ตัวอ้วนตัวเดียวในบ้านเขาไป นั่นเรียกว่าการดูแลรึ?
"พวกท่านพูดจบกันหรือยัง?"
หลัวอวี่รอให้พวกเขาพูดจบก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"อะไรนะ? ข้าพูดเพียงไม่กี่คำ เจ้าก็ไม่พอใจแล้วรึ?" หลัวชุ่ยฮวาตาโตและแผดเสียงพลางเอามือเท้าสะเอว "ไอ้เด็กเหลือขอ เจ้าคิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วรึไง? ข้าจะบอกให้นะ ที่พวกเรามาที่นี่วันนี้ก็เพื่อมาตั้งกฎให้เจ้า! เจ้าจับหมูป่าไปขายได้เงินมานั่นเป็นเรื่องดี แต่เจ้าจะลืมรากเหง้าไม่ได้! ตามกฎของตระกูลหลัว เมื่อผู้น้อยตั้งตัวได้และหาเงินมาได้ จะต้องส่งมอบให้ผู้ใหญ่เพื่อจัดการแบ่งสรรปันส่วนให้เท่าเทียมกัน!"
"ถูกต้อง!"
หลี่กุ้ยเฟินเสริมขึ้นจากด้านข้าง "เด็กอย่างเจ้าจะเอาเงินมากมายไปทำไม? เกิดถูกเขาหลอกหรือถูกโจรปล้นไปจะทำอย่างไร? เอามาฝากไว้ที่พวกข้าปลอดภัยที่สุด!"
"เอาเงินที่ได้จากการขายของป่าเมื่อวานออกมาให้หมด" ลุงใหญ่หลัวเลี่ยเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม เขาเอามือไพล่หลังพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ "พวกข้ามิได้จะเอาไปหมดหรอก จะเหลือเศษเงินไว้ให้เจ้าสองคนพอได้กินโจ๊ก ส่วนที่เหลือข้าจะเก็บไว้ให้เจ้า เอาไว้ให้เจ้าใช้แต่งเมียในวันหน้า"
แต่งเมียรึ?
หลัวอวี่เหลือบมองซูหว่านเอ๋อร์ที่กำลังประหม่าอย่างยิ่งอยู่ข้างกาย และยิ้มเหยียดหยามในใจ
คนพวกนี้
ช่างหนาหนังหน้าเสียจริง
"เงินน่ะ ข้าใช้ไปหมดแล้ว" หลัวอวี่เอ่ยอย่างเรียบเฉย
"อะไรนะ? ใช้หมดแล้วรึ!" หลัวชุ่ยฮวากรีดร้องออกมาด้วยสีหน้าที่ราวกับเห็นผี "เจ้าจะหลอกใคร! เพิ่งขายไปเมื่อวาน วันนี้หมดแล้วรึ? เจ้าเอาไปซื้ออะไรมา!"
"ข้าซื้อข้าว น้ำมัน ผ้า และสมุนไพรบางอย่าง" หลัวอวี่ชี้ไปยังข้าวของที่วางกองอยู่ในบ้าน
คนทั้งสี่มองตามนิ้วของเขาไป เมื่อเห็นกระสอบข้าวสารที่ป่องออกมาสองใบและผ้าสีฟ้าผืนใหม่เอี่ยม ดวงตาของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความริษยา
ข้าว!!
แถมยังเป็นข้าวขาวขัดสีอีกด้วย!!
ช่างสิ้นเปลืองนัก! แค่ข้าวธัญพืชหยาบก็น่าจะพอแล้ว! ไหนจะซื้อผ้าอีก? ช่างฟุ่มเฟือยเหลือเกิน
"เจ้า... เจ้าสัตว์เดรัจฉาน! เจ้าทำให้ข้าโกรธจนตัวสั่น!" หลัวชุ่ยฮวาสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ นางชี้หน้าหลัวอวี่พลางก่นด่า "เจ้ามีเงินแต่ไม่รู้จักแสดงความกตัญญูต่อผู้ใหญ่ กลับเอามาถลุงเล่นสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้! หากพ่อเจ้ายังอยู่ เขาคงจะหักขาเจ้าให้ขาดไปแล้ว!"
"หากพ่อข้ายังอยู่ ข้าเกรงว่าขาของพวกท่านนั่นแหละที่จะถูกหักก่อน" แววตาของหลัวอวี่เย็นเยียบลง เมื่อเขาเลิกซ่อนความขยะแขยงอีกต่อไป
"เจ้า! เจ้าว่าอย่างไรนะ?"
หลัวชุ่ยฮวามิคาดคิดว่าหลัวอวี่จะกล้าโต้กลับ และนางโกรธเสียจนแทบจะหายใจไม่ทัน
"ข้าพูดอะไรไป พวกท่านย่อมรู้แก่ใจดี" หลัวอวี่ยืนตัวตรง สายตาจ้องมองคนทั้งสี่ทีละคน เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ทุกคำกลับชัดถ้อยชัดคำ "มรดกที่พ่อแม่ข้าทิ้งไว้หายไปได้อย่างไร? หลายปีมานี้ข้ามีชีวิตอยู่อย่างไร? ยามที่ข้าเจ็บไข้ใกล้ตาย พวกท่านปฏิบัติต่อข้าอย่างไร? ยามนี้พอเห็นข้าลืมตาอ้าปากได้บ้าง กลับมาวางท่าเป็นผู้ใหญ่แล้วทวงถามเงินทองงั้นรึ?"
"พวกท่าน... คู่ควรแล้วรึ?"
สามคำสุดท้ายนั้น
เปรียบเสมือนค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจของหลัวเลี่ยและคนอื่นๆ อย่างแรง
คนทั้งสี่ต่างยืนอึ้ง พวกเขาไม่เคยจินตนาการเลยว่าหลัวอวี่ในวันวานที่เคยหัวอ่อนและมิกล้าแม้แต่จะหายใจแรงต่อหน้าพวกเขา จะกล้าเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมาในวันนี้!
ไอ้เด็กนี่ปีกกล้าขาแข็งแล้วจริงๆ ถึงขั้นคิดจะกบฏต่อสวรรค์เชียวรึ!