- หน้าแรก
- เลี้ยงสัตว์ในยุคข้าวยากหมากแพง ข้าสั่งให้สรรพสัตว์กักตุนเสบียงให้ข้า
- บทที่ 2 ไข่ใบนี้ช่วยชีวิตคนได้! ทั้งยังทำให้คนแข็งแกร่งขึ้น!
บทที่ 2 ไข่ใบนี้ช่วยชีวิตคนได้! ทั้งยังทำให้คนแข็งแกร่งขึ้น!
บทที่ 2 ไข่ใบนี้ช่วยชีวิตคนได้! ทั้งยังทำให้คนแข็งแกร่งขึ้น!
บทที่ 2 ไข่ใบนี้ช่วยชีวิตคนได้! ทั้งยังทำให้คนแข็งแกร่งขึ้น!
"เปิดภูมิปัญญา! เดี๋ยวนี้! ทันที!"
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากพรสวรรค์ของตน
หลัวอวี่ยังคงรักษาท่าทีอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงไว้ภายนอก แต่ในใจกลับกู่ร้องคำรามด้วยความยินดีอย่างสุดกำลัง
ทันทีที่ความคิดสิ้นสุด แสงสีทองจางๆ ที่ยากจะสังเกตเห็นก็พุ่งออกจากปลายนิ้วของเขา ราวกับดาวตกที่ไล่กวดดวงจันทร์ มันหายวับเข้าไปในร่างของแม่ไก่แก่เพียงชั่วพริบตา
"กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก!"
วินาทีต่อมา
โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ
เสียงขันอันแหลมสูง กังวาน และเปี่ยมด้วยพลังก็ดังสนั่นไปทั่วกระท่อมมุงจาก เสียงนั้นถึงกับกลบเสียงลมหนาวและหิมะด้านนอกไปจนสิ้น!
แม่ไก่แก่ลุกพรวดขึ้นมาทันที ปีกของมันสะบัดพัดพืด ขนที่เคยเบาบางและแห้งกรังกลับกลายเป็นเต็มแน่นและเป็นมันเงา เลื่อมพรายด้วยแสงแวววาวราวกับโลหะ หงอนบนหัวของมันกลายเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต และดวงตาของมันก็ทอประกายคมกล้า เต็มไปด้วยสติปัญญาและความทะนงตน!
มันเชิดหน้าชูอกอย่างสง่าผ่าเผย เดินวางท่าไปรอบห้องด้วยย่างก้าวที่มั่นคง ก่อนจะย่อตัวลงนั่งอย่างสงบ
"กะต๊าก!"
ไข่ฟองหนึ่ง
กลมเกลี้ยงและนวลลออ ร่วงหล่นออกมา
มันไม่ใช่ไข่ไก่ธรรมดาทั่วไป แต่นี่คือ... ไข่ที่เป็นสีทองทั้งใบ แผ่รัศมีจางๆ และส่งกลิ่นหอมประหลาดที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม
กลิ่นนั้นหอมหวนเสียจน
ทั้งหลัวอวี่และซูหว่านเอ๋อร์
ในยามนี้ต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
"มันออกไข่แล้ว... แถมไข่ยัง... เป็นสีทองด้วย?"
เมื่อได้สติซูหว่านเอ๋อร์คิดว่านางคงหิวจนประสาทหลอนไปแล้ว นางขยี้ตาตัวเองอย่างแรง แต่กลับพบว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือความจริง
"พับผ่าสิ!"
หัวใจของหลัวอวี่เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
เขาไม่คาดคิดเลยว่าพรสวรรค์จ้าวสรรพสัตว์ของเขาจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้? มันทำให้แม่ไก่ที่ใกล้จะตายกลับมามีชีวิตชีวาและเปล่งปลั่งได้ราวกับเกิดใหม่!
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หลัวอวี่ตะเกียกตะกายเข้าไปก้มตัวลงหยิบไข่ใบนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและผิวสัมผัสที่เรียบเนียน น้ำหนักของมันหนักกว่าไข่ทั่วไปอย่างน้อยสองเท่า
บนเปลือกไข่มีประกายสีทองไหลวนช้าๆ ราวกับระลอกน้ำ กลิ่นหอมจางๆ ที่ยากจะบรรยายลอยเข้าสู่จมูก เพียงแค่ได้กลิ่น กระเพาะอาหารที่เหี่ยวแห้งของเขาก็เริ่มบิดตัวอย่างบ้าคลั่ง
"ไข่ปราณจิต: บรรจุพลังปราณแห่งฟ้าดินไว้เล็กน้อย ปุถุชนที่บริโภคจะช่วยฟื้นฟูกำลังวังชา ขจัดโรคภัยเรื้อรัง และปรับปรุงสภาพร่างกาย หากผู้ฝึกยุทธ์บริโภคจะช่วยเพิ่มพูนระดับพลังฝึกปน (ผลจากการบริโภคครั้งแรกของเจ้าของร่างจะเพิ่มพูนเป็นสองเท่า)"
ข้อความที่ปรากฏขึ้นในใจทำให้หลัวอวี่ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก
ขจัดโรคภัยเรื้อรัง!
สิ่งนี้สามารถช่วยชีวิตของหว่านเอ๋อร์ได้!
"จุดไฟ... เร็วเข้า!"
หลัวอวี่กลืนน้ำลายก่อนจะรีบเอ่ยขึ้นอย่างเร่งร้อน
"เจ้าค่ะ"
ซูหว่านเอ๋อร์หลุดจากภวังค์แล้วรีบไปลากฟืนที่เปียกชื้นไม่กี่กิ่งมาจากมุมห้อง
หลัวอวี่ใช้มือที่สั่นเทาหยิบหินเหล็กไฟออกมา เขาพยายามขัดสีจนปลายนิ้วแทบจะถลอก ในที่สุดก็สามารถจุดประกายไฟให้ลุกโชนขึ้นมาได้
เมื่อเปลวไฟสีส้มวูบไหวและลามเลียขึ้นมา
หลัวอวี่วางไข่ปราณจิตลงในหม้อดินเผาใบที่แตกเพียงใบเดียวในบ้าน แล้วค่อยๆ ต้มมันด้วยน้ำจากหิมะที่สะอาด
ในไม่ช้า
กลิ่นหอมจางๆ นั้นก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนอบอวลไปทั่วกระท่อมมุงจาก
โครก!
ด้วยเหตุนี้
ท้องของซูหว่านเอ๋อร์จึงส่งเสียงร้องออกมาอย่างเสียกิริยา ทำให้นวลแก้มที่เคยซีดเซียวของนางปรากฏสีแดงระื่อขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
ทว่า
หลัวอวี่ไม่ได้หัวเราะเยาะนาง
เพราะท้องของเขาเองก็กำลังปั่นป่วนด้วยความหิวโหยเช่นกัน
ห้านาทีต่อมา
เมื่อเห็นว่าได้ที่แล้ว หลัวอวี่รีบช้อนไข่ออกมาและแกะเปลือกออกท่ามกลางความร้อนจัด
ในทันใดนั้น
ไข่ที่มีไข่ขาวใสราวมุกเกลี้ยงเกลา
พร้อมกลิ่นหอมเข้มข้นก็ปรากฏขึ้นในมือของหลัวอวี่
"อึก... กินเสียเถิด"
หลัวอวี่กลืนน้ำลายลงคอ บิไข่ออกเป็นสองซีก และยื่นครึ่งซีกที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยให้ซูหว่านเอ๋อร์โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"เอ๊ะ?"
เมื่อรับไข่มา ซูหว่านเอ๋อร์รู้สึกตื้นตันและประหลาดใจเป็นอย่างมาก อาจเพราะหิวจัดทำให้นางอดไม่ได้ที่จะกัดลงไปคำโต
โดยไม่ต้องรอช้า
ดวงตาที่เคยหม่นแสงและไร้ชีวิตชีวาของนางก็เบิกกว้างขึ้นทันที
เพราะ... ไข่ขาวที่อบอุ่นนั้นละลายในปากโดยไม่ต้องเคี้ยวเลยแม้แต่น้อย มันแปรสภาพเป็นกระแสพลังงานอันบริสุทธิ์และอบอุ่นที่ไหลลงสู่ท้อง หลังจากนั้นกระแสความอบอุ่นนี้ก็พุ่งพล่านไปตามแขนขาและกระดูกทั่วร่างกายด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าแลบ!
เพียงไม่กี่ลมหายใจ
มือและเท้าที่เคยหนาวเหน็บจนชา บวมเป่งและเป็นสีม่วงคล้ำก็กลับมาอบอุ่นและมีสีเลือดฝาดสุขภาพดี อาการปวดมวนในท้องและความหิวโหยที่ฝังลึกถึงกระดูกมลายหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยความรู้สึกสบายและอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน!
"นี่... นี่มัน... ไข่เทพเจ้าหรือเจ้าคะ?"
เมื่อสัมผัสได้ถึงร่างกายที่เปลี่ยนไปราวกับเกิดใหม่ ซูหว่านเอ๋อร์มองหลัวอวี่ด้วยความอัศจรรย์ใจอย่างที่สุด นางอ้าปากค้างทว่ากลับตื่นเต้นจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ในยามนี้
หลัวอวี่เองก็กินไข่ในส่วนของตนเสร็จสิ้นแล้ว อาจเป็นเพราะพรสวรรค์จ้าวสรรพสัตว์ของเขา ปฏิกิริยาในร่างกายจึงรุนแรงยิ่งกว่า!
เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่ราวกับการระเบิดของภูเขาไฟพุ่งทะยานขึ้นมาจากจุดตันเถียน เข้าชำระล้างเส้นชีพจรและเนื้อหนังอย่างหนักหน่วง เม็ดเหงื่อละเอียดซึมออกมาจากผิวหนังพร้อมกับสิ่งสกปรกสีดำที่มีกลิ่นเหม็นคาว สิ่งสกปรกเหล่านี้คือมลทินและโรคภัยที่สั่งสมอยู่ในร่างกายนี้มาตลอดสิบแปดปี
"ติ๊ง... ยินดีด้วย เจ้าของร่างบริโภคสิ่งที่สร้างจากพลังปราณซึ่งก็คือไข่ไก่เป็นครั้งแรก ภายใต้ผลจากการบริโภคที่เพิ่มพูนเป็นสองเท่า ท่านได้บรรลุการชำระไขกระดูกและผลัดเปลี่ยนร่างกาย ระดับวรยุทธ์ก้าวหน้า: ขอบเขตขัดผิว - ขั้นสมบูรณ์แบบ!"
"อะไรนะ?"
"ข้าทะลวงจากปุถุชนเข้าสู่ขอบเขตขัดผิวขั้นสมบูรณ์แบบง่ายๆ อย่างนี้เลยหรือ?"
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากพรสวรรค์
หลัวอวี่กำหมัดแน่นด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
พลัง!
พลังที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน!
เขาสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเส้นใยกล้ามเนื้อของเขากลายเป็นแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ภายใต้เนื้อหนังและโลหิตทุกซอกมุมซ่อนเร้นไว้ด้วยพลังทำลายล้าง เขามีความรู้สึกว่าหากเขาต้องการ เขาสามารถต่อยทะลุผนังดินที่พังๆ ของกระท่อมหลังนี้ได้ด้วยหมัดเดียว!
"หากขอบเขตขัดผิวขั้นสมบูรณ์แบบยังแข็งแกร่งเพียงนี้ ระดับขั้นต่อๆ ไปจะทรงพลังขนาดไหนกัน?"
หลัวอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ระงับความตื่นเต้นในใจไว้
ต้องรู้ก่อนว่า
ลูกหลานตระกูลหลัวฝ่ายนอกหรือสาขาแยก จะได้รับโอกาสฝึกฝนที่ลานประลองยุทธ์เพียงครั้งเดียวเมื่ออายุครบสิบห้าปี
หากใครมีพรสวรรค์ก็จะได้รับการสนับสนุน หากมีพรสวรรค์และตกลงที่จะแต่งเข้าตระกูลหลักก็จะยิ่งได้รับการส่งเสริมมากขึ้น แต่หากไร้ซึ่งพรสวรรค์ก็ทำได้เพียงเป็นชาวนาชั้นต่ำเท่านั้น เมื่อตอนอายุสิบห้า เจ้าของร่างเดิมก็ไปร่วมฝึกฝนด้วยความหวังเต็มเปี่ยม แต่กลับต้องจากมาด้วยความอัปยศหลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งเดือน เพราะเขาไม่มีพรสวรรค์ใดๆ เลย
แน่นอนว่า
มันก็ไม่ได้เสียเปล่าไปเสียทีเดียว
อย่างน้อยเขาก็ได้เรียนรู้เพลงหมัดพื้นฐานชั้นสามและได้รับรู้ถึงการแบ่งระดับขอบเขตวรยุทธ์ ตัวอย่างเช่น: คนทั่วไปจัดอยู่ในขอบเขตปุถุชน เมื่อเข้าสู่ขอบเขตขัดผิวแล้วจึงจะถือว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ หลังจากขอบเขตขัดผิวก็คือขอบเขตหลอมกระดูก จากนั้นคือขอบเขตชำระชีพจร และขอบเขตควบแน่นโลหิต แทบทุกระดับขั้นจำเป็นต้องบริโภคทรัพยากรจำนวนมหาศาลเพื่อเสริมสร้างพื้นฐาน
ส่วนหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร เจ้าของร่างเดิมก็ไม่ทราบได้ เพราะครูฝึกที่หมู่บ้านตระกูลหลัวกล่าวถึงเพียงแค่ระดับควบแน่นโลหิตเท่านั้นในยามสอนเพลงหมัดพื้นฐาน
ยามนี้ช่างวิเศษนัก
สิ่งที่คนทั่วไปต้องใช้เวลาหลายปีหรืออาจถึงสิบปีเพื่อฝึกฝนจนถึงขอบเขตขัดผิวขั้นสมบูรณ์แบบ เขากลับบรรลุมันได้เพียงแค่กินไข่ปราณจิตไปฟองเดียว
จะว่าไปแล้ว
คนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้านตระกูลหลัว ดูเหมือนจะเป็นผู้นำตระกูลหลักคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นยอดฝีมือขอบเขตหลอมกระดูก ท่านหัวหน้าตระกูลนั่นเอง!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เพียงแค่กินไข่ปราณจิตไปฟองเดียว เขาก็ทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตขัดผิวขั้นสมบูรณ์แบบโดยตรง กลายเป็นบุคคลที่มีความแข็งแกร่งค่อนข้างสูงในหมู่บ้านตระกูลหลัวแห่งนี้
ใช่แล้ว
เป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งค่อนข้างสูง
โดยทั่วไปแล้ว การจะฝึกฝนขอบเขต "ขัดผิว" ให้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบนั้น กระบวนการนี้กำหนดให้ผู้ฝึกยุทธ์ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการใช้โอสถช่วย เพื่อเคี่ยวกรำผิวหนัง พังผืด และกล้ามเนื้อทั่วร่างกายให้ถึงขีดสุด จนบรรลุสภาวะ "ดาบหอกฟันแทงไม่เข้า" และ "ผิวหนังแกร่งดั่งหนังโค"
แต่เขากลับบรรลุเป้าหมายนั้นได้ในขั้นตอนเดียว
"ท่านพี่... ท่าน... บนตัวท่าน..."
ซูหว่านเอ๋อร์เพิ่งสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของหลัวอวี่ นางมองเขาด้วยอาการอ้าปากค้างเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เมื่อได้สติ หลัวอวี่ก้มลงมองและเพิ่งสังเกตเห็นกลิ่นเหม็นที่โชยออกมาจากชั้นสิ่งสกปรกบนร่างกายของเขา เขาเผยยิ้มขัดเขินแล้วคว้าหิมะจากรอยแตกของผนังมาเช็ดตัวส่งเดช อาจเป็นเพราะการทะลวงระดับเมื่อครู่ เมื่อหิมะที่เย็นจัดสัมผัสกับผิวหนังที่ร้อนผ่าว แทนที่จะรู้สึกหนาวสั่น เขากลับรู้สึกถึงความเย็นที่สดชื่นและกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก