เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 66 โอกาสรอดชีวิต

อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 66 โอกาสรอดชีวิต

อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 66 โอกาสรอดชีวิต


อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 66 โอกาสรอดชีวิต

เซี่ยกวงฮั่นยืนอยู่ตรงนั้นทั้งร่างราวกับก้อนน้ำแข็ง ดวงตาไร้อารมณ์ใดๆ จ้องมองเฉาอี้ที่เผยท่าทีต่ำต้อยหวาดกลัว

“ท่านเซี่ย…ท่านเซี่ย…” เฉาอี้ยังคิดจะแก้ต่างให้การกระทำเมื่อครู่ของตน

ความจริงแล้ว ในช่วงสามเดือนนั้น เซี่ยกวงฮั่นเคยมาที่เกาะอสูรฝันร้ายสีเขียวอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่งคือพลังชีวิตอันดื้อดึงของฉูมู่ สำหรับผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณคนอื่นๆ การเลี้ยงดูอสูรฝันร้ายสีขาวแทบเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ฉูมู่กลับประคองเลี้ยงมันได้ยาวนานกว่าสามเดือนเต็ม!

คนที่อาศัยกำลังของตนเองเลี้ยงอสูรฝันร้ายสีขาวจนถึงระดับสองได้ สำหรับวังฝันร้ายแล้วมีคุณค่าอย่างยิ่ง เซี่ยกวงฮั่นจึงกำชับเป็นพิเศษ ให้ฉูมู่พัฒนาต่อไป…

เซี่ยกวงฮั่นไม่ได้ฆ่าฉูมู่ทันที แถมยังให้ฉูมู่เลี้ยงอสูรฝันร้ายสีขาวต่อ นั่นหมายความว่าเซี่ยกวงฮั่นเริ่มให้ความสนใจฉูมู่ไปแล้วหลายส่วน มีเจตนาจะบ่มเพาะฉูมู่ จุดนี้ผู้ดูแลหลายคนล้วนรู้ดี

แต่การกระทำของเฉาอี้ในวันนี้ ชัดเจนว่าเจตนาจะบีบฆ่าเขา จะสังหารสมาชิกหน้าใหม่ของวังฝันร้ายที่มีศักยภาพเลี้ยงอสูรฝันร้ายสีขาวได้ให้ตายเสีย การกระทำเช่นนี้ เท่ากับขัดต่อความประสงค์ของเซี่ยกวงฮั่นโดยตรง

“ไม่จำเป็นต้องอธิบายแล้ว” เซี่ยกวงฮั่นเอ่ยช้าๆ “ตั้งแต่การประลองของคนรับใช้เริ่มขึ้น ข้าก็อยู่ที่นี่ เห็นกระบวนการทั้งหมด รวมถึงที่เจ้าใช้แรงกดข่มทางจิตวิญญาณบีบให้เขาไม่อาจเรียกอสูรวิญญาณกลับได้”

น้ำเสียงของเซี่ยกวงฮั่นเรียบเฉยยิ่งนัก แต่ประโยคนี้สำหรับเฉาอี้กลับเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางสมอง เขาตกใจจนทรุดคว่ำลงกับพื้น รีบโขกศีรษะไม่หยุด หวังจะได้รับการอภัยจากเซี่ยกวงฮั่น

บนเกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียว ผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างเซี่ยกวงฮั่น เปรียบเสมือนเทพเจ้า ผู้ที่เดิมนั่งอยู่บนที่สูง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเกาะ เจ้าเกาะของเกาะย่อย ตลอดจนผู้ดูแลคนอื่นๆ ที่กุมอำนาจบนเกาะ ต่างลุกพรวดจากที่นั่งอย่างลนลาน แล้วรีบวิ่งลงไปใต้สนามประลอง

ไม่นาน ผู้กุมอำนาจทั้งหมดของเกาะอสูรฝันร้ายสีเขียวก็เหมือนเฉาอี้ คุกเข่ากราบอยู่ต่อหน้าเซี่ยกวงฮั่น ครั้นเห็นแม้แต่เจ้าเกาะและผู้มีตำแหน่งสูงมากมายยังคุกเข่าลง เหล่าผู้ดูแลที่นั่งดูอยู่ในสนามจะกล้านั่งต่อได้อย่างไร ต่างพากันคุกเข่ากราบลงพร้อมกัน

ชั่วพริบตา สนามประลองทั้งแห่งเงียบงันอย่างที่สุด!

สนามที่มีผู้คนกว่าพันคน ทุกคนต่างคุกเข่ากราบไปทางตำแหน่งของเซี่ยกวงฮั่น หน้าคว่ำลงกับพื้น แสดงท่าทีถ่อมตนอย่างถึงที่สุด ผู้ดูแลจำนวนไม่น้อยอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่ตนกราบอยู่นั้นหมายถึงสิ่งใด แต่เมื่อแม้เจ้าเกาะซึ่งอยู่สูงสุดของเกาะอสูรฝันร้ายสีเขียว ยังหดตัวคุกเข่ากราบเช่นนั้น พวกเขาจะกล้าเงยหน้าขึ้นได้อย่างไร

ฉูมู่ยืนอยู่ที่เดิม ค่อยๆ ท่องคาถา เรียกโมเซี่ยกลับสู่มิติจิตวิญญาณเพื่อฟื้นฟูบาดแผล เมื่อเก็บโมเซี่ยกลับแล้ว ฉูมู่จ้องมองเฉาอี้ที่ราวกับกำลังร่อแร่ยื้อชีวิต จากนั้นกวาดตามองภาพผู้คนกว่าพันคุกเข่ากราบทั่วสนาม

ในวินาทีนั้น เขายิ่งเข้าใจชัดเจนว่า พลัง…หมายถึงสิ่งใด!

ท่ามกลางการกราบไหว้ของผู้คนนับพัน เซี่ยกวงฮั่นยังคงเย็นชาเฉยเมย ถึงขั้นเมินเฉยต่อคำประจบประแจงอย่างหวาดผวาของเจ้าเกาะโดยสิ้นเชิง เซี่ยกวงฮั่นค่อยๆ ท่องคาถา เก็บอสูรฝันร้ายสีขาวระดับห้าที่ทำให้คนทั้งสนามหวาดสะท้านไปทั้งใจ กลับเข้าสู่มิติจิตวิญญาณ

เซี่ยกวงฮั่นหันหลังอย่างไร้อารมณ์ ก้าวทีละก้าว เดินไปหาฉูมู่ ผู้เดียวที่ยังไม่คุกเข่ากราบ

ฉูมู่ไม่คุกเข่า มิใช่เพราะไม่รู้กาลเทศะ หากแต่เขารู้ดีว่า หากคนผู้นี้คิดจะฆ่า ต่อให้คุกเข่าขอชีวิตก็ไร้ประโยชน์ เหตุผลเดียวที่เขายังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ ก็เพราะพลังวิญญาณของเขาสามารถเลี้ยงอสูรฝันร้ายสีขาวได้

ฉูมู่จ้องมองเซี่ยกวงฮั่น มองเขาเดินเข้ามาหาตนทีละก้าวๆ ในตระกูลของฉูมู่ก็มีผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย ทว่าผู้ที่มีพลังเหนือกว่าชายตรงหน้าได้ กลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น และคนเหล่านั้นก็ล้วนมีอายุพอสมควรแล้ว!

แม้ในใจจะอัดแน่นด้วยความเดือดดาลและความแค้นลึกต่อคนที่โยนตนลงมาในสภาพแวดล้อมแห่งความตายนี้ ฉูมู่ก็จำต้องยอมรับว่า ชายที่ชื่อเซี่ยกวงฮั่นผู้นี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง หากมองไปทั่วขอบเขตที่ฉูมู่เคยรับรู้ เซี่ยกวงฮั่นก็นับเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้า!

“ความอยากมีชีวิตรอดของเจ้ารุนแรงนัก เรียกได้ว่าหาได้ยากยิ่ง สิ่งใดที่ทำให้เจ้าไม่ยอมปล่อยวางชีวิตอันน่าสงสารนี้?” เซี่ยกวงฮั่นก้มมองฉูมู่ด้วยดวงตาเย่อหยิ่ง ค่อยๆ เอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ

ฉูมู่เองก็จ้องมองเขาเช่นกัน นัยน์ตาสีเงินค่อยๆ ฟื้นคืนเป็นสีดำลุ่มลึกดังเดิม ชายตรงหน้ารูปร่างสูงโปร่งผอมบาง ผิวซีดขาว ทั้งร่างราวรูปสลักที่ถูกน้ำค้างแข็งจับตัว เมื่อไม่ขยับก็แทบไม่ต่างจากสิ่งไร้ชีวิต…

ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ขณะอารมณ์ของฉูมู่ยังคงปั่นป่วน เขากลับพบว่าสายตาของตนแคบลงเรื่อยๆ สุดท้ายเหลือเพียงใบหน้าคมสันของเซี่ยกวงฮั่นที่ยังอยู่ในกรอบการมองเห็น ข้างหูก็มีแต่เสียงคำพูดจางๆ ของเซี่ยกวงฮั่นก้องสะท้อนซ้ำไปมา

“สิ่งใดที่ทำให้เจ้าไม่ยอมปล่อยวางชีวิตอันน่าสงสารนี้?”

“สิ่งใดที่ทำให้เจ้าไม่ยอมปล่อยวางชีวิตอันน่าสงสาร…”

“ชีวิตอันน่าสงสาร…”

ท้ายที่สุด สายตาของฉูมู่มืดดับลงโดยสิ้นเชิง มองไม่เห็นสิ่งใดอีก ศีรษะหนักอึ้งผิดปกติ เปลวเพลิงสีขาวค่อยๆ ปกคลุมโลกทั้งใบของเขา ความรู้สึกที่ได้รับกลับไร้ซึ่งความเจ็บปวด เพราะสติของเขากำลังเลือนหายไปทีละน้อย…

ความอ่อนล้าและความมึนงงทำให้ฉูมู่รู้สึกราวกับจมลงสู่ห้วงนิทราอันไร้ก้นบึ้ง เพียงแต่ในห้วงฝันนั้น สิ่งที่เห็นกลับเป็นเปลวไฟสีซีดขาวที่ลุกไหม้อยู่เสมอ บางคราวเป็นภาพอสูรฝันร้ายสีขาวในสภาพหิวโหยดุร้าย บางคราวเป็นโมเซี่ยที่บาดแผลเต็มกายชวนให้สงสาร บางคราวกลับเป็นภาพผู้คนกว่าพันคุกเข่ากราบไหว้ ภาพสับสนหลากหลายลอยวนอยู่ในห้วงความคิด ทำให้ฉูมู่เวียนหัวหนักอึ้ง…

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด โลกแห่งสติของฉูมู่จึงสงบลง ในที่สุดเขาที่เหนื่อยล้าอย่างยิ่งก็เข้าสู่ห้วงลึกแห่งนิทรา…

จากนักรบจิตวิญญาณอสูรขั้นที่สามก้าวเข้าสู่ขั้นที่สี่ ฉูมู่ใช้พลังวิญญาณมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออสูรฝันร้ายสีขาวเข้าสู่ระดับสองซึ่งต้องใช้พลังวิญญาณจำนวนมหาศาลในการหล่อเลี้ยง รสชาติของการถูกสูบพลังวิญญาณจนเกลี้ยงในพริบตานั้นไม่สบายเอาเสียเลย ราวกับใช้เรี่ยวแรงกายจนถึงขีดสุด

ในช่วงที่มึนงงนั้น ฉูมู่รู้สึกได้ว่า ทุกครั้งที่พลังวิญญาณของตนฟื้นคืนขึ้นมาบ้าง ก็จะถูกอสูรฝันร้ายสีขาวกลืนกินไปทันที โลกจิตของเขาจึงว่างเปล่าอยู่ตลอด เหมือนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดอสูรฝันร้ายสีขาวก็หยุดกลืนกิน พลังวิญญาณของฉูมู่ค่อยๆ ฟื้นกลับมา เมื่อพลังวิญญาณฟื้นได้ราวครึ่งหนึ่ง ฉูมู่จึงค่อยตื่นจากอาการสลบ

ระหว่างหมดสตินั้น ฉูมู่รู้สึกราวกับดวงวิญญาณของตนเดินทางไปไกลยิ่งนัก บางคราวเหมือนกำลังพุ่งฝ่าคลื่นทะเล บางคราวเหมือนล่องลอยทะลุเมฆในท้องฟ้า พลิ้วไหวจับต้องไม่ได้…

ในที่สุด ฉูมู่ก็ลืมตาขึ้น ไม่มีแสงจ้าแสบตา สิ่งที่เห็นกลับเป็นท้องฟ้ามืดทึบ เมฆชั้นหนาปั่นป่วนไม่สงบ ถูกแรงลมกราดเกรี้ยวเฆี่ยนต้อนให้กลิ้งไหลไปยังขอบฟ้า…

กลิ่นลมทะเลพุ่งเข้าจมูกอย่างรวดเร็ว ฉูมู่ค่อยๆ พยุงกายขึ้น มองไปรอบด้าน สิ่งที่เห็นยังคงเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่สุดสายตา ไร้ขอบเขตจนชวนให้หลงทาง…

ความทรงจำค่อยๆ ทะลักกลับสู่ห้วงสมองของฉูมู่ เขาจำได้ว่า ประโยคสุดท้ายที่ตนได้ยินคือ

“สิ่งใดที่ทำให้เจ้าไม่ยอมปล่อยวางชีวิตอันน่าสงสารนี้”

ยามฉูมู่ลืมตาตื่นขึ้น สิ่งที่ได้ยินกลับยังเป็นประโยคนั้น น้ำเสียงเดิม อารมณ์เดิมทุกประการ ฉูมู่ได้สติขึ้นเล็กน้อย จ้องมองเซี่ยกวงฮั่นที่ปรากฏในสายตา สีหน้าพลันเย็นเฉียบ ก่อนเอ่ยอย่างเยือกเย็นว่า

“หากให้เวลาข้าอีกสิบปี ในสายตาข้า เจ้าก็เป็นได้แค่หนอนน่าสมเพชเท่านั้น”

คำตอบของฉูมู่ทำให้เซี่ยกวงฮั่นประหลาดใจอยู่บ้าง ทว่าเพียงครู่เดียวก็หัวเราะอย่างเย็นชา แล้วกล่าวว่า

“ความแข็งแกร่งไม่มีแนวคิดเรื่องเวลา ณ ตอนนี้ข้าฆ่าเจ้าได้ ในสายตาข้า เจ้าก็เป็นหนอนน่าสมเพช วันหนึ่งเจ้าอาจฆ่าข้าได้ ข้าก็จะเป็นหนอนน่าสมเพชในสายตาเจ้า บ่นเรื่องเวลา? เจ้าน่าจะไปบ่นผู้สร้างเสียมากกว่า ว่าเหตุใดจึงไม่ให้จิ้งจอกแสงจันทร์อยู่เหนืออสูรฝันร้ายสีขาว…”

เผชิญการโต้กลับอันเฉียบคมของเซี่ยกวงฮั่น ฉูมู่กลับดูสงบนิ่งอยู่บ้าง เขาส่ายหน้าอย่างช้าๆ แล้วเอ่ยว่า

“ข้าไม่เคยบ่นว่าจิ้งจอกแสงจันทร์ด้อยกว่าอสูรฝันร้ายสีขาว ในสายตาข้า จิ้งจอกแสงจันทร์ของข้าเดิมทีก็แข็งแกร่งกว่าอสูรฝันร้ายสีขาวอยู่แล้ว”

ได้ยินเช่นนั้น เซี่ยกวงฮั่นก็หัวเราะอีกครั้ง ชายผู้แผ่ไอหนาวเย็นไปทั่วร่างผู้นี้ดูเหมือนไม่ค่อยยิ้ม เมื่อยิ้มขึ้นมากลับทำให้ผู้คนรู้สึกแปลกประหลาดอยู่หลายส่วน

“ข้ายอมรับว่าจิ้งจอกแสงจันทร์ของเจ้ามีพรสวรรค์สูงจริง เทียบได้กับอสูรวิญญาณสายพันธุ์นักรบชั้นสูงบางตัว เพียงแต่…จิ้งจอกแสงจันทร์ก็คือจิ้งจอกแสงจันทร์ ไม่มีวันเป็นคู่ต่อสู้ของอสูรฝันร้ายสีขาวได้ มดจะแข็งแรงเพียงใด ก็ยังถูกสิงโตเหยียบตายได้ด้วยเท้าเดียว” เซี่ยกวงฮั่นกล่าวอย่างดูแคลน

ต่อให้ถูกถากถาง ฉูมู่กลับไม่ใส่ใจนัก จริงอยู่ว่าอสูรฝันร้ายสีขาวเป็นอสูรวิญญาณที่มีลำดับชั้นเผ่าพันธุ์สูงยิ่ง แม้จะอยู่เพียงระดับสอง แต่เกรงว่าสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ทาสระดับสี่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน อย่างไรก็ตามไม่ว่าอสูรฝันร้ายสีขาวจะแข็งแกร่งเพียงใด ศักยภาพก็ไม่มีทางเทียบโมเซี่ยที่สามารถกลายพันธุ์ต่อเนื่องได้ ขอเพียงมีเวลามากพอ ฉูมู่เชื่อว่าวันหนึ่ง โมเซี่ยย่อมเอาชนะอสูรฝันร้ายสีขาวระดับห้าของเซี่ยกวงฮั่นได้อย่างแน่นอน!

“เจ้ากับเฉาอี้ตัวสารเลวต่ำช้าที่คิดจะบีบคอข้าให้ตาย ไม่ต่างกันเท่าใดนัก เพียงแต่เจ้ากลัวว่าวันหนึ่ง จะถูกข้าเหยียบไว้ใต้เท้า” ฉูมู่กล่าว

รอยยิ้มของเซี่ยกวงฮั่นหยุดลง เขามองฉูมู่แล้วเอ่ยว่า

“คิดว่าตนเองฉลาดหรือ? ที่เจ้าพูดเช่นนี้ ก็แค่หวังยั่วให้ข้าเดือดดาล เพื่อถ่วงเวลาความตายของเจ้าเท่านั้น น่าเสียดาย วังฝันร้ายมีไว้เพื่อการบีบฆ่าเป็นหลัก กลอุบายนี้ใช้กับข้าไม่ได้ผล”

เมื่อแผนถูกมองทะลุ ฉูมู่ก็เงียบลงทันที ถูกต้อง ฉูมู่ต้องการเวลา เขาจงใจพูดถึงช่องว่างของเวลา ก็เพื่อหวังยั่วให้ชายผู้นี้ปล่อยปละตนเอง ทว่าเซี่ยกวงฮั่นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนที่ถูกอารมณ์ชักนำได้ง่าย…

“ความจริงแล้ว ข้ายังไม่คิดจะฆ่าเจ้า…นายจ้างของข้าดูเหมือนไม่อยากจ่ายราคาที่ข้าต้องการ ฆ่าเจ้าไปก็เท่ากับข้าทำงานที่ไร้ค่าตอบแทน” เซี่ยกวงฮั่นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

ได้ยินประโยคนี้ หัวใจฉูมู่ก็ผ่อนลงเล็กน้อย การมีชีวิตอยู่คือทุน การมีชีวิตอยู่เท่านั้นจึงจะมีโอกาสหนีจากเงื้อมมือของคนผู้นี้

“ตลอดครึ่งปีนี้ การแสดงของเจ้าทำให้ข้าประหลาดใจอยู่บ้าง พอดีข้าต้องการคนช่วยทำงาน ข้าสามารถให้โอกาสเจ้าได้มีชีวิตอยู่” เซี่ยกวงฮั่นกล่าว

ฉูมู่รู้ดีว่าชีวิตของตนอยู่ในมือเซี่ยกวงฮั่น พูดมากไปก็ไร้ความหมาย เขาจึงเพียงฟังเงียบๆ

“แน่นอน ข้าเคยให้โอกาสแบบเดียวกันกับคนมากมาย พวกเขาไม่ได้มัน พวกเขาก็ยังเป็นพวกเขา เจ้าไม่ได้มัน เจ้าก็เป็นศพ” เซี่ยกวงฮั่นกล่าว

“ว่ามา ขอเพียงข้าได้มีชีวิตอยู่” ฉูมู่ตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เซี่ยกวงฮั่นกลับส่ายหน้า มิได้บอกฉูมู่ถึงสถานการณ์โดยละเอียด เพียงเอ่ยว่า “ข้าจะพาเจ้าไปเมืองเหิงเฉิงในสังกัดวังฝันร้าย เจ้าจะได้ใช้ชีวิตสบายอยู่ที่นั่นสักระยะ แล้วก็…”

ขณะเซี่ยกวงฮั่นกำลังพูด จู่ๆ ก็หยุดลง สายตาเหม่อมองไปยังเส้นขอบฟ้าเหนือผิวน้ำ ที่ซึ่งผืนแผ่นดินค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างเชื่องช้า

“ดูท่าจะถึงแล้ว ความเร็วเพิ่มขึ้นอยู่บ้าง…”

ประโยคหลังนั้นมิได้พูดกับฉูมู่ หากพูดกับเต่ามังกรที่แบกรับพวกเขาแล่นไปบนทะเล เต่ามังกร อสูรวิญญาณประเภทสัตว์ปีศาจ ธาตุน้ำ เผ่าพันธุ์เต่ามังกร สายพันธุ์ผู้บัญชาการชั้นกลาง นับเป็นความสูงส่งที่ฉูมู่ในตอนนี้ไม่มีทางเอื้อมถึงได้เลย! ลำดับชั้นเผ่าพันธุ์นั้น จากต่ำไปสูงคือ สายพันธุ์ทาส สายพันธุ์นักรบ สายพันธุ์ผู้บัญชาการ…

ฉูมู่นอกจากอสูรฝันร้ายสีขาวแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีแม้แต่อสูรวิญญาณสายพันธุ์นักรบสักตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสายพันธุ์ผู้บัญชาการที่สูงกว่านั้น เส้นชายฝั่งค่อยๆ เข้ายึดครองทัศนวิสัยของฉูมู่ สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเขาคือผืนทวีปกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต!! ชีวิตบนเกาะร้างนานครึ่งปี ในที่สุดก็ได้เห็นแผ่นดิน ความรู้สึกเช่นนี้ยากจะพรรณนา ราวกับได้เห็นบ้านเกิดที่จากมานาน

เต่ามังกรค่อยๆ เข้าใกล้ปากอ่าว อสูรวิญญาณสายพันธุ์ผู้บัญชาการปรากฏตัวขึ้น ก็พลันก่อเสียงฮือฮาดังสนั่นไปทั่วท่าเรือ ผู้คนทั้งมวลดูเหมือนจะชินกับความตื่นตะลึงเช่นนี้แล้ว เซี่ยกวงฮั่นเก็บอสูรวิญญาณของตนอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินไปตามถนนสายหลักมุ่งหน้าไปข้างหน้า

เมืองเหิงเฉิงนับเป็นเมืองที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งมหาสมุทรนิรันดร์ เมืองนี้ตั้งอยู่บนท่าเรือที่สมบูรณ์แบบที่สุดของแนวชายฝั่ง เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของมหาสมุทรนิรันดร์ เมื่อเทียบกับเกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียวแล้ว เกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียวก็เหมือนหมู่บ้านปิดตายที่หยาบกระด้างเรียบง่ายยิ่งนัก

ก้าวเข้าสู่เมืองอันคึกคัก เห็นผู้คนหลั่งไหลไม่ขาดสาย หากมิใช่เพราะเซี่ยกวงฮั่นเดินนำอยู่เบื้องหน้า ฉูมู่คงเผลอรู้สึกราวกับได้กลับคืนสู่ชีวิตเดิมของตน

“ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนให้หลัง ข้าจะมาหาเจ้า ตอนนั้นข้าจะบอกเจ้าเองว่า โอกาสในการมีชีวิตรอดนั้นคือสิ่งใด…” เซี่ยกวงฮั่นหยุดลงที่สี่แยกกะทันหัน หันหลังให้ฉูมู่แล้วกล่าว

ฉูมู่พยักหน้า มิได้เอ่ยคำใด

“บอกเจ้าไว้ก่อน ข้าลงผนึกจิตวิญญาณอสูรฝันร้ายสีขาวของเจ้าไว้แล้ว หากเจ้าคิดหนีออกจากเมืองนี้ ข้าจะรับรู้ได้ ดังนั้นเจ้าอย่าออกไปไกลเกินหนึ่งร้อยกิโลเมตรจากเมืองเหิงเฉิง หากออกไป ข้าจะถือว่าเจ้ายอมสละโอกาสนี้ อีกอย่าง ที่นี่ห่างจากเมืองกังหลัวอย่างน้อยก็สองเดือน ต่อให้เขียนจดหมายกลับตระกูลของเจ้า ก็ไม่มีความหมายใดๆ” เซี่ยกวงฮั่นกล่าว

ฉูมู่ยังคงพยักหน้า ไม่แสดงท่าทีขัดขืนแม้แต่น้อย ช่องว่างพลังระหว่างเขากับเซี่ยกวงฮั่นนั้นห่างกันเกินไป ฉูมู่ย่อมรู้ดีว่า มีเพียงทำตามคำของเซี่ยกวงฮั่น เขาจึงจะมีชีวิตรอดได้

“หนึ่งเดือนให้หลัง ข้าจะกลับมา” เซี่ยกวงฮั่นกล่าว จบแล้วก็เดินต่อไป

ฉูมู่ยืนอยู่ที่เดิม มิได้ตามเซี่ยกวงฮั่นไปข้างหน้าอีก ส่วนเซี่ยกวงฮั่นก็ไม่หันกลับมา

“สักวันหนึ่ง เจ้าจะถูกข้าเหยียบย่ำอย่างสาสมใต้ฝ่าเท้า!!”

มองแผ่นหลังสูงโปร่งของเซี่ยกวงฮั่นที่ค่อยๆ ห่างไกลออกไป แววตาของฉูมู่กลับยิ่งแน่วแน่ เขากล่าวด้วยเสียงที่มีเพียงตนเองเท่านั้นจะได้ยิน เซี่ยกวงฮั่นยังคงเดินไปข้างหน้า ก่อนจะค่อยๆ กลืนหายไปในถนนที่ผู้คนขวักไขว่ ส่วนฉูมู่ยังยืนอยู่กลางสี่แยกอันคึกคัก เนิ่นนานก็ไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว

ในที่สุด ฉูมู่ก็ขยับ เขาไม่มีจุดหมาย เพียงเดินไปข้างหน้า เดินไปตามถนนเรื่อยๆ…

เขาใช้เวลาหนึ่งคืนบนถนน พอรุ่งเช้าวันถัดมา ฉูมู่ก็พบที่ตั้งของสมาพันธ์นักล่าอสูรวิญญาณ สมาพันธ์นักล่า ย่อมเป็นแหล่งรวมตัวของนักล่าอสูรวิญญาณ ที่นี่มีการซื้อขายแก่นวิญญาณและคริสตัลจิตวิญญาณโดยตรง

ตอนนี้ฉูมู่เรียกได้ว่าไร้เงินติดตัว ในเมืองชายทะเล หากไม่มีทุนมากพอ ย่อมถูกขัดขวางด้วยเรื่องนานัปการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บัดนี้การต่อสู้ของฉูมู่แทบทั้งหมดล้วนพึ่งพาโมเซี่ย ส่วนตัวเขากลับยากจะมีบทบาทอย่างแท้จริง หากต้องการยกระดับพลัง มิได้หมายความว่าให้ฝึกโมเซี่ยอย่างหนักเพียงอย่างเดียว ฉูมู่เองก็ต้องพัฒนาขึ้นเช่นกัน ฉูมู่จำได้ว่านักรบจิตวิญญาณอสูรมีทักษะวิญญาณอย่างหนึ่ง เพลิงสถิต ทักษะวิญญาณนี้คร่าว ๆ ต้องใช้เหรียญทองราวห้าสิบเหรียญ ฉูมู่เห็นว่าจำเป็นต้องรวบรวมให้ครบห้าสิบเหรียญเพื่อเรียนรู้มัน เพราะเมื่อเรียนได้แล้ว จะทำให้โมเซี่ยแข็งแกร่งขึ้นได้ระดับหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ฉูมู่กลายเป็นนักรบจิตวิญญาณอสูรระดับสี่แล้ว เขาสามารถสร้างพันธสัญญาวิญญาณกับอสูรวิญญาณเพิ่มได้อีกหนึ่งตัว อสูรวิญญาณตัวใหม่จะซื้อจากตลาดก็ได้ หรือจะจับกุมด้วยตนเองก็ได้…

หลังเข้าไปในสมาพันธ์นักล่า ฉูมู่ก็มองราคาของแก่นวิญญาณคร่าว ๆ ราคาที่สมาพันธ์นักล่าตั้งไว้แทบไม่ต่างจากที่พ่อค้าเฒ่าตั้งเลย ฉูมู่ใช้เหรียญเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดซื้อแก่นวิญญาณสองธาตุที่โมเซี่ยต้องใช้สำหรับเป็นอาหารหนึ่งเดือน จากนั้นก็ซื้อเสบียงแห้งของตนเอง แล้วจึงออกจากสมาพันธ์นักล่า มุ่งหน้าไปนอกเมือง…

เมื่อเดินไปถึงนอกประตูเมือง ค่ำคืนก็ลึกมากแล้ว เส้นทางนอกเมืองที่มุ่งสู่ป่ามืดทึบยิ่งดูสลัวลงไปอีก แสงจันทร์ขาวสะอาดสาดลงบนร่างฉูมู่ผู้เดียวดาย ค่อย ๆ ลากเงาของเขาให้ยาวออกไป ข้างกายฉูมู่ โมเซี่ยที่บาดแผลหายสนิทแล้วเดินตามมาอย่างเงียบงัน ในขนกำมะหยี่สูงศักดิ์นั้น หนอนน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ตลอดยืดลำตัวขึ้น ส่งเสียงซ่า ๆ ไม่รู้ว่ากำลังพึมพำสิ่งใด…

เช่นนี้เอง เด็กหนุ่มผู้โดดเดี่ยว จิ้งจอกแสงจันทร์ผู้หยิ่งผยอง และหนอนน้อยขี้ขลาดหนึ่งตัว ภายใต้แสงจันทร์สีเงินร่วมกันร้อยเรียงเป็นภาพวาดประหลาดภาพหนึ่ง…

หนึ่งเดือนต่อมา

“โมเซี่ย โจมตีใต้เงาจันทร์ กรงเล็บโลหิต!!”

บนผืนดินที่ออกจะรกร้างอยู่บ้าง จิ้งจอกแสงจันทร์ที่ทั่วร่างถูกห่อหุ้มด้วยขนสีเงินสูงศักดิ์ยกกรงเล็บขึ้นอย่างเย็นชา แล้วกรีดผ่านร่างของหนอนปีศาจเกราะแข็งระดับสองขั้นเจ็ด เกราะหนาทึบถูกฉีกเปิดในทันที กรงเล็บที่ลึกคมฉับพลันฉีกกระชากร่างอสูรวิญญาณสายแมลงนั้นจนขาดวิ่น ของเหลวชวนคลื่นไส้เอ่อทะลักจากร่างหนอนปีศาจเกราะแข็ง ไหลนองบนพื้นหญ้าแห้ง

ฉูมู่ลงมืออย่างคล่องแคล่ว ควักแก่นวิญญาณของอสูรวิญญาณสายแมลงออกมา เก็บใส่ห่อสัมภาระ แล้วใช้มือลูบศีรษะโมเซี่ย บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ

“น่าจะเกือบครบหนึ่งเดือนแล้วกระมัง พวกเรากลับกันเถอะ” ฉูมู่เอ่ยกับโมเซี่ย

โมเซี่ยมักเพลิดเพลินกับการลูบหัวของฉูมู่เสมอ จึงส่งเสียงครางอย่างเชื่องนุ่ม ตั้งแต่ออกจากสมาพันธ์นักล่า ตลอดหนึ่งเดือนเต็ม ฉูมู่กับโมเซี่ยอยู่ข้างนอกเมือง การต่อสู้แทบไม่เคยหยุดพัก ชีวิตสบายสงบสำหรับฉูมู่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ทั้งฉูมู่และโมเซี่ยต่างมีความปรารถนาแรงกล้าที่สุด ปรารถนาจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น!

พลังของโมเซี่ยเพิ่มขึ้นรวดเร็ว หนึ่งเดือนจากระดับสองขั้นสี่ก้าวเข้าสู่ระดับสองขั้นแปด เพิ่มขึ้นถึงสี่ขั้นเต็ม แม้ยังไม่หยั่งรู้กระบวนท่าใหม่ใด ๆ แต่ทักษะเดิมกลับชำนาญยิ่งกว่าเดิม

“กรงเล็บระดับสองขั้นสูง ปุยขนระดับสองขั้นกลาง เนตรเพลิงขั้นกลาง กรงเล็บโลหิตขั้นกลาง โจมตีใต้เงาจันทร์ขั้นสูง ดาบแสงจันทร์ขั้นกลาง มนตร์เสน่ห์ขั้นสูง มายาลวงขั้นสูง… ต่อให้เจออสูรวิญญาณสายพันธุ์นักรบ ระดับสามลงไปก็น่าจะพอสู้ได้” ฉูมู่พึมพำกับตนเอง

แน่นอนว่า หนึ่งเดือนนี้ฉูมู่เองก็ไม่ได้ไร้ความก้าวหน้า ทักษะวิญญาณของเขา ธารน้ำแข็ง ยกระดับถึงขั้นกลางแล้ว อสูรวิญญาณต่ำกว่าระดับสอง ฉูมู่สามารถแช่แข็งให้กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งได้โดยตรง

แต่ตลอดหนึ่งเดือนนี้ ฉูมู่ยังไม่พบอสูรวิญญาณตัวใหม่ที่เหมาะสมเลย เงื่อนไขในการเลือกอสูรวิญญาณของฉูมู่เรียกได้ว่าเข้มงวดอย่างยิ่ง สำหรับเขา แทนที่จะเสียเวลาไปกับการเลี้ยงดูอสูรวิญญาณที่จับกุมมาแบบส่ง ๆ สู้ทำให้อสูรวิญญาณที่มีอยู่แล้วแข็งแกร่งยิ่งขึ้นยังดีกว่า ดังนั้นในยามที่ยังไม่ได้อสูรวิญญาณตัวใหม่ ฉูมู่ก็ยังทุ่มความคิดทั้งหมดไว้ที่โมเซี่ย จนกว่าจะได้พบอสูรวิญญาณที่ตนพอใจ

ครั้นกลับถึงเมือง ฉูมู่ก็หาได้อาลัยอาวรณ์ต่อความงามตระการตาของเมืองที่ดอกไม้พร่างพรายไม่ เขาเดินตรงไปยังสมาพันธ์นักล่า นำแก่นวิญญาณทั้งหมดที่ได้มาขายออกไป

“แก่นวิญญาณระดับสอง 104 ชิ้น แก่นวิญญาณระดับหนึ่ง 232 ชิ้น แก่นวิญญาณระดับสาม 2 ชิ้น…ให้ข้าดูคุณภาพของแก่นวิญญาณพวกนี้ก่อน”

ผู้จัดการชราของสมาพันธ์นักล่าลูบเครา แทบไม่ชายตามองฉูมู่เลย สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่แก่นวิญญาณในมือของฉูมู่

ฉูมู่ก็ไม่รีบร้อน ยืนรออย่างสงบให้ผู้จัดการชราประเมินราคาผลงานตลอดหนึ่งเดือนของตน

แน่นอนว่าผู้จัดการชราไม่มีทางตรวจสอบระดับของแก่นวิญญาณทีละชิ้น การรับซื้อของสมาพันธ์นักล่าเช่นนี้ล้วนเป็นล็อตใหญ่ ผู้จัดการโดยมากจะจัดหมวดหมู่แก่นวิญญาณทั้งหมดแบบคร่าวๆ แล้วกำหนดราคารวมให้กับแก่นวิญญาณในแต่ละหมวดโดยตรง

“แก่นวิญญาณระดับสอง รวม 42 เหรียญทอง แก่นวิญญาณระดับหนึ่ง รวม 16 เหรียญทอง แก่นวิญญาณระดับสาม รวม 6 เหรียญทอง รวมทั้งหมด 64 เหรียญทอง…หากมีความเห็นต่อการประเมินราคาของข้า ก็ไปหาคนอื่นได้โดยตรง หากไม่มี ของพวกนี้เป็นของข้า และ 64 เหรียญทองนี่เป็นของเจ้า” ผู้จัดการชรากล่าวกับฉูมู่

ฉูมู่ประเมินเองก็ราวๆ 60 เหรียญทองอยู่แล้ว จึงขายแก่นวิญญาณทั้งหมดให้ผู้จัดการชราอย่างไม่รีรอ แล้วรับ 64 เหรียญทองมา

“50 เหรียญทอง น่าจะพอซื้อทักษะวิญญาณเพลิงสถิตได้ ที่เหลือค่อยไปดูที่ตำหนักอสูรวิญญาณ บางทีอาจเจออสูรวิญญาณที่มีคนเอามาขาย”

เก็บถุงเงินเรียบร้อยแล้ว ฉูมู่ก็เดินตรงไปยังย่านการค้า เพื่อหาสถานที่ขายทักษะวิญญาณ

จบบทที่ อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 66 โอกาสรอดชีวิต

คัดลอกลิงก์แล้ว